• 27 พฤษภาคม 2560 - 05:45 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

คนแม่วิน-แม่วางเฝ้าระวังทุนรุกป่า-แนะคสช.เขียนรธน.สอดคล้องสิทธิการจัดการของชุมชน

 วันที่ 9 ธันวาคม 2557 - 22:45 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,195 ครั้ง พิมพ์

 

สืบเนื่องจากกรณีผู้ใหญ่บ้านแม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ระดมกลุ่ม อพป.หมู่บ้านห้วยอีค่าง กว่า 10 คน เข้าพื้นที่เขตอนุรักษ์ป่าของชุมชนบ้านห้วยอีค่าง ภายหลังได้ยินเสียงเลื่อยยนต์ตัดไม้ ทั้งนี้ชาวบ้านได้ปิดล้อมจับตัวผู้ลักลอบตัดไม้ในเขตป่าอนุรักษ์ของชาวบ้าน เบื้องต้นพบผู้ลักลอบตัดไม้เป็นชาย 2 คน อาศัยในพื้นที่บ้านม่อนยะ หมู่ที่13 ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ผู้ใหญ่บ้านห้วยอีค่างได้อธิบายกฎระเบียบของชุมชนห้วยอีค่างให้ผู้ลักลอบตัดไม้รับทราบและได้ยึดเลื่อยยนต์พร้อมอุปกรณ์ตัดไม้ไว้

ทั้งนี้พื้นที่แม่วิน อ.แม่วาง เป็นพื้นที่กรณีพิพาทระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ สืบเนื่องจากเมื่อปี2549  เจ้าหน้าที่ป่าไม้พยายามเข้าไปรังวัดพื้นที่เพื่อเตรียมประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติออบขาน เป็นผลทำให้ชาวบ้านต.แม่วินทั้ง 19 หมู่บ้านเรียกร้องและคัดค้านการประกาศเขตอุทยานฯออบขาน ซึ่งมีการคัดค้านมากว่า 10 ปี โดยชุมชนได้ใช้มติสภาของ อบต.แม่วิน ปี2546 ว่าด้วยเรื่องห้ามประกาศทับพื้นที่แม่วิน และชาวบ้านแม่วินจะจะร่วมกันจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืนและสอดคล้องกับวิถีชีวิตจนถึงปัจจุบัน

ล่าสุดภายใต้นโยบายของ คสช. ประกาศฉบับที่ 64 และ 66 ว่าด้วยเรื่องการป้องกันปราบปรามการทำลายทรัพยากรป่าไม้ เป็นผลทำให้ชาวบ้านตกอยู่ในสภาวะวิตกกังวลกับการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทาง ขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ในการลงพื้นที่ตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เนื่องจากพื้นที่แม่วางมีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหลากหลายและมีกฎระเบียบของชุมชนที่มีการดูแลภายในชุมชนเองเป็นอย่างดี

นายบุเจ้ ไศลทองเพริศ ประธานเครือข่ายชาวบ้านจัดการทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำวางตอนบน กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาหลาย10ปี ชาวบ้านแม่วินได้ยึดหลักกฎระเบียบของชุมชนอย่างเคร่งครัดในการร่วมกันจัดการพื้นที่ของตัวเอง กฎระเบียบที่ชัดเจนคือห้ามตัดไม้ในเขตป่า ห้ามเข้าไปในเขตป่าอนุรักษ์ ห้ามขายที่ดินกับนายทุนหรือคนนอก ห้ามจุดไฟเผาป่า อีกทั้งการจัดกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชนชน อาทิการปลูกป่า การทำขอบเขตในแต่ละหมู่บ้าน การจัดทำแนวกันไฟ การหาพิกัดพื้นที่ด้วยสัญญาณ GPS 1 : 4000 และวัดพื้นที่ด้วยมือ  ซึ่งส่วนใหญ่เกิดความร่วมมือจากหน่วยงานจัดการต้นน้ำขุนวาง อบต. ชาวบ้าน และมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้มีส่วนร่วมน้อยมาก เบื้องต้นชาวบ้านมีความพยายามดำเนินการจัดการทรัพยากรด้วยตนเอง

นายบุเจ้ กล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดภายหลังมีการประกาศนโยบายของคสช. กับท่าทีของกรมป่าไม้ว่า ตอนนี้ทหารยังไม่มีการลงพื้นที่ของตนและชาวบ้าน แต่มีการลงตรวจสอบพื้นที่ที่มีการรุกป่าและมีการเข้าพื้นที่บุกยึดผู้ค้าไม้รายใหญ่ในกลุ่มพี่น้องม้ง  ในส่วนพื้นที่บ้านห้วยหอย หมู่ที่19 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้าไปปักป้ายในพื้นที่ 3 แปลง ระบุหมู่บ้านทำผิดกฎพื้นที่ไร่หมุนเวียน ซึ่งเจ้าหน้าที่ให้ชาวบ้านไปจดแจ้งที่อำเภอ แต่ชาวบ้านเกิดความกังวลเนื่องจากไม่มีความชัดเจนในกระบวนการขั้นตอนหากมีการจดแจ้ง จึงไม่มีการเข้าไปจดแจ้งเรื่องไว้

นายบุเจ้กล่าวถึงข้อเสนอต่อหัวหน้าคสช.และรัฐบาลว่า “ตนและชาวบ้านได้จัดการทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้มาตลอดภายใต้กฎระเบียบของชุมชนมาโดยตลอด รวมถึงกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อป่าไม้ อยากฝากให้คสช.ให้อำนาจสิทธิของชุมชนมากขึ้นในการจัดการดูแลป่าอย่างบูรณาการแบบมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน เพราะคนที่จัดการพื้นที่ได้ดีที่สุด คือคนที่อยู่ใกล้กับป่ามากที่สุด ชาวบ้านต้องการให้ประกาศเป็นพื้นที่โฉนดชุมชน ซึ่งคสช.มียุทธศาสตร์ดังกล่าวแล้วแต่ยังไม่เปิดช่องให้กับชุมชน ทั้งนี้เรายังมีความเป็นห่วงกังวลเรื่องสิทธิ ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยเรื่องสิทธิชุมชน ตนต้องการให้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย”

สำหรับเหตุการณ์ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา นายศรีมา ทุ่งเมืองทอง ผู้ใหญ่บ้านห้วยอีค่าง ม.1 ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ. เชียงใหม่ได้รับแจ้งว่า มีชาวบ้านขึ้นไปดูที่นา และได้ยินเสียงเลื่อยยนต์ดังมาจากเขตอนุรักษ์ป่าของชุมชนบ้านห้วยอีค่าง ขอให้แจ้งข่าวไปยังชาวบ้านให้ระดมคนไปตรวจสอบหน่อย จากนั้นก็ได้ประสานไปยังกลุ่ม อพป.หมู่บ้าน ประมาณ 10 กว่าคน และได้ออกเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ

จุดเกิดเหตุที่พบที่แรก เป็นร่องรอยการเลื่อยไม้ด้วยเครื่องยนต์ และถูกขนย้ายออกจากพื้นที่ไปหมดแล้ว ระหว่างที่ตรวจสอบร่องรอย ยังได้ยินเสียงเครื่องยนต์เลื่อยไม้อยู่ จึงพากันไปยังเสียงเครื่องยนต์ พอไปถึงที่เกิดเหตุและช่วยกันปิดล้อมบริเวณดังกล่าว โดยที่ผู้ต้องไม่รู้ตัวและมีตัวแทนชาวบ้านเข้าไปแสดงตัว และจับตัวผู้ต้องหาให้ดับเครื่องยนต์ ซึ่งผู้ต้องหาเป็นชนเผ่าม้ง ผู้ชาย จำนวน 2 คน และเป็นชาวบ้าน บ้านม่อนยะ ม.13 ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่

จากนั้นผู้ใหญ่บ้านได้อธิบายกฎระเบียบของชุมชนห้วยอีค่างให้ผู้หาได้รับรู้ และยึดของกลางไว้ ซึ่งประกอบด้วย เลื่อยยนต์ 1 เครื่อง มีดพร้า 2 ด้าม ขวาน 1 ด้าม และปืนมะแต๊บ 1 กระบอก จากนั้นผู้ใหญ่บ้านห้วยอีค่างได้โทรไปแจ้งให้กับทางผู้ใหญ่บ้านม่อนยะซึ่งผู้ต้องหาอยู่ภายใต้การปกครองของหมู่บ้านนี้ แต่ทางผู้ใหญ่บ้านม่อนยะบอกว่าให้จัดการตามข้อตกลงของชุมชนห้วยอีค่างเลย ทางเขาจะไม่เข้าข้างลูกบ้านอยู่แล้ว

เบื้องต้นทางผู้ต้องหาอ้างว่าทำไปเพราะไม่รู้กฎระเบียบของชุมชนบ้านห้วยอีค่าง เพราะนั้นจะขอเครื่องยนต์คืน แต่ชาวบ้านห้วยอีค่างไม่คืนให้ และบอกกับผู้ต้องหาว่าครั้งนี้จะยึดแต่ของกลางและจะปล่อยตัวไป แต่หากมีครั้งต่อไปจะจับส่งให้ทางการ จะไม่ปล่อยไปอีก จากนั้นชาวบ้านห้วยอีค่างได้ปล่อยตัวผู้ต้องหากลับบ้านไป และยึดของกลางนำกลับไปไว้ที่วัดห้วยอีค่าง

ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2557   ชาวบ้านได้มีการประชุมหารือกันว่าจะจัดกรกับของกลางยังไง จากการพูดคุยมีกลุ่มที่เสนอให้เผาทำลายทิ้ง แต่บางกลุ่มเสนอให้เก็บหลักฐานไว้ และสุดท้ายได้มติว่าจะไม่เผาหลักฐาน แต่จะทำลายให้หมดสภาพการใช้การ และเก็บไว้ที่วัด เพื่อให้คนที่คิดจะทำผิดกฎเห็นว่า ชุมชนห้วยอีค่างเอาจริง เพราะเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ชุมชนห้วยอีค่างได้จับเลื่อยยนต์ของผู้บุกรุกจากชุมชนอื่นมาแล้ว และได้เผาทำลายทิ้งไม่เก็บหลักฐานไว้  ไม่มีของกลางให้คนทำผิดเห็น จึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก.

 

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,007 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.