• 19 ตุลาคม 2560 - 14:26 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เทศบาลนครเชียงใหม่ เตรียมปั้นเขตเมืองเก่าตามแนว “Historic urban landscape”

 วันที่ 9 ธันวาคม 2557 - 22:54 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,831 ครั้ง พิมพ์

 

เทศบาลนครเชียงใหม่เผยแนวทางการพัฒนาและฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่เขตเมืองเก่า แนว Historic urban landscape เดินหน้าควบคุมการก่อสร้างอาคาร และปรับภูมิทัศน์



วานนี้(28 ต.ค.57) เวลาประมาณ 16.00 น. ณ หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่จัดแถลงข่าวแนวทางการพัฒนาและฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่เขตเมืองเก่า แนว Historic urban landscape

นายทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวว่า พื้นที่ในเขตสี่เหลี่ยมคูเมืองชียงใหม่มีอายุหลายร้อยปี ดังนั้นในบริเวณนี้จึงเปี่ยมไปด้วยมรดกทางสถาปัตยกรรมล้านนาที่มีคุณค่าต่อการสืบสานวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเชียงใหม่ให้มาถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามเมืองเชียงใหม่ก็ไม่ได้เป็นเมืองที่หยุดนิ่ง มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้บางครั้งมรดกอันทรงคุณค่าต้องปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ บางครั้งก็เสี่ยงต่อการสูญเสียเอกลักษณ์ของตนเอง แต่หากหยุดนิ่งไว้ไม่พัฒนาเลยคนในเมืองคงได้รับผลบกระทบ และเป็นการลดทอนศักยภาพของเมืองในการพัฒนาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในอนาคต ดังนั้น เทศบาลนครเชียงใหม่จึงมีเป้าหมายที่จะพัฒนาและฟื้นฟูเมืองเก่าด้วยแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “ภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์” ที่มีจุดมุ่งหมายในการรักษาคุณภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ใช้พื้นที่เมืองให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน โดยร่วมกับหลายฝ่าย

“พื้นที่เป้าหมายระยะแรกอยู่ที่บริเวณรอบคูเมือง ถนนแกนหลักสายสำคัญของเมือง โดยมุ่งจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ จัดระเบียบป้าย ทางเดินเท้า พัฒนามุมมองต่อสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมือง พัฒนาระบบการสัญจรในเมือง จากนั้นจะขยายให้โครงการคลุมพื้นที่เมืองประวัติศาสตร์ทั้งหมดต่อไป นอกจากนี้เทศบาลฯยังจะเริ่มโครงการเชียงใหม่เมืองจักรยานเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำให้เชียงใหม่เข้าสู่ความเป็นเมืองอากาศสะอาด ปราศจากมลพิษ”

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า โครงการที่เทศบาลนครเชียงใหม่จะเริ่มดำเนินการได้แก่ หนึ่ง เส้นถนนพระปกเกล้าจะมีการจัดระเบียบสายไฟฟ้า และลดจำนวนเสาไฟฟ้าภายในปี 2558

สอง ส่งเสริมการใช้จักรยานในเขตเมืองเก่า โดยจะสร้างจุดยืม-คืนจักรยานจำนวน 15 ชุด และจะมีรถเอื้อขนาดเล็กที่เอื้อต่อการแขวนจักรยาน

สาม จะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในเมืองเก่าให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน ปี2558

และสี่ ผลักดันเทศบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการคุมอาคารและสิ่งก่อสร้างในเขตเมืองเก่า ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านสภาเทศบาลฯแล้ว และได้แก้ไขตามที่กรมโยธาธิการทักท้วง ระหว่างนี้รอผู้ว่าฯเซ็นอนุมัติ และส่งไปให้ทางส่วนกลางเห็นชอบ

นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ได้กล่าวถึงแนวทางการดำเนินการว่า จะเริ่มต้นจากการออกเทศบัญญัติเพื่อควบคุมปัญหา โดยไม่ทำให้เพิ่มขึ้น

“สมมุติว่ามีตึกที่หน้าตาประหลาดสักยี่สิบตึก เราจะคุมไม่ให้มันมีมากกว่านี้ วิธีการคือ หนึ่ง เราจึงคุมตึกในเขตเมืองเก่าให้สูงไม่เกิน 12 เมตร สอง ตึกที่สร้างใหม่ทุกตึก ถ้าประกาศ(เทศบัญญัติ)ใช้แล้ว ต้องมีเอกลักษณ์ของล้านนา ซึ่งคืออะไร ตอนนี้ยังตอบไม่ได้แต่เราได้เชิญนักวิชาการที่เกี่ยวข้องมาคุยเพื่อดูร่วมกัน ส่วนที่สามที่เราจะคุม คือเรื่องสี สีที่เราจะเรายอมก็ได้แก่สีพื้นๆแนวเอิร์ทโทน สีขาว สีครีม สีน้ำตาล ตอนนี้เทศบัญญัติอยู่ในส่วนของจังหวัด แต่จะประกาศใช้เมื่อไหร่ผมยังตอบไม่ได้จริง คาดว่าไม่น่าจะเกินสามเดือน”

“ส่วนเรื่องเงินที่จะใช้ฟื้นฟูส่วนที่เสียไปแล้ว หรือส่วนที่อยากจะอนุรักษ์ไว้ ต้องยอมรับว่า กฎระเบียบไม่เปิดช่องให้เรานำเงินรัฐมาอุดหนุนเอกชน แต่แนวทางที่วางไว้ คือ ชวนบริษัทเอกชนมาทำ CSR  เช่นเริ่มจากที่ถนนพระปกเกล้า ตึกรามบ้านช่องอาจจะมีการทาสีใหม่ที่เป็นแนวเดียวกับที่เราต้องการ จากนั้นก็อาจจะมาคุยว่าพอจะฟื้นตึกเก่าร่วมกันได้ไหม เราอาจจะไม่สามารถบอกให้เขาทำได้ แต่ถ้าวันไหนเขาจะปรับปรุงตึกก็จะเข้าระเบียบเทศบัญญัติที่เราได้วางแนวทางไว้”

หลังจากประกาศใช้แล้ว เราจะติดกล้อง CCTV ประมาณ 80 ตัว  ครอบคลุมในเขตเมืองเก่า งบประมาณ 30 ล้านบาท แล้วเสร็จประมาณสงกรานต์ปีหน้า และจะขยายครอบคลุมเขตเทศบาลภายใน 4 ปี

“กล้องวงจรปิดอาจจะไม่ช่วยทำให้ปัญหาหมดไป แต่ช่วยลดปัญหาได้มาก เมืองที่ทำกล้องวงจรปิดครบวงจรสามารถลดปัญหาอาชญากรรมได้ ถึงร้อยละ 70”

นายทัศนัย กล่าวอีกว่า เทศบาลนครเชียงใหม่จะส่งเสริมการใช้จักรยานในเขตเมืองไปพร้อมกันด้วย โดยจะมีโครงการวางจุดยืมคืนจักรยาน 15 จุด มีจักรยานหมุนเวียนทั้งหมด 90 คัน โครงการนี้คิดว่าเสร็จสงกรานต์ปีหน้าเช่นกัน

“ที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ มีสักสองจุด ที่ประตูท่าแพอีกสองจุด ที่Think park คุยกับเจ้าของไว้แล้วจุดหนึ่ง สถานีรถไฟอีกจุดหนึ่ง หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีกจุดหนึ่ง  และแถวประตูเชียงใหม่อีกสักสองจุด ที่ปศุสัตว์ตีนดอยสุเทพอีกจุด เพื่อบริการคนปั่นไปขึ้นรถขึ้นดอยสุเทพ ส่วนจุดจอดจักรยานจะบริการไว้ทั่วเมือง”

“ส่วนเส้นทางจักรยานเราได้ทำไว้แล้วบางส่วน แต่ก็มีการจอดขวาง จอดบังก็ต้องมีการควบคุมบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งถ้ามีกล้องมาช่วยจะจัดการได้ดีขึ้น ส่วนอีกทางหนึ่งก็จะคุยกับส่วนนักวิชาการและคนใช้ว่าต้องการให้มีเส้นทางไหนบ้าง ซึ่งผมอยากจะผลักดันไปแถวตลาดประตูเชียงใหม่ เพราะมีชุมชนอยู่แถวนั้นจำนวนมาก มีวัด มีอาหาร เหมาะสำหรับปั่นจักรยานมาก แล้วอาจจะเน้นไปในส่วนถนนอื่นๆ เช่น ถนนนิมมานเหมินท์ ซึ่งมีคนใช้จักรยานจำนวนมาก”

นอกจากนี้ ในด้านภูมิทัศน์ เราได้เริ่มคุยกับการไฟฟ้าว่าจะเอาสายไฟฟ้าลงใต้ดินบริเวณถนนพระปกเกล้า เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วจะคุยกับคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อออกแบบทางเท้าใหม่ ให้เหมาะกับการเดินเท้า จะให้ตนย้ายป้ายก็ยินดี จะปลูกต้นไม้ก็จะปลูกแบบเดียวกัน เพื่อเวลาออกกดอกก็จะออกพร้อมกันทั้งสาย

“พอเสร็จเรื่องพวกนี้เราก็จะมาพูดคุยกันต่อเรื่องของการดึง CSR มาทำเรื่องของสีบริเวณถนนดังกล่าว ส่วนตึกเก่าของเทศบาลอาจจะมีการประดับไฟ เพื่อที่กลางคืนจะสามารถปั่นจักรยานและชมเมืองได้”

นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวอีกว่า เป้าหมายของตน คือ ภายในปีหน้าจะผลักดันให้ในเขตเมืองเก่าเป็นเขตอนุรักษ์ และจัดการกับปัญหาเรื่องสถานบันเทิงต่างๆได้  คือ จะพยายามเจรจาว่า จะให้เวลาดำเนินกิจการอีกกี่ปี สองปีหรือสามปี เมื่อตกลงกันได้ก็จะอนุญาตให้ตามนั้น

“เราอาจจะไม่สามารถหยุดเชียงใหม่ให้เหมือนห้าสิบปีก่อน เราไม่อาจหยุดสถานบันเทิงได้ แต่เราสามารถทำให้มันเป็นสัดเป็นส่วนได้”

“สำหรับผมนั้น “เมืองมรดกโลก”เป็นเพียงแค่ของแถม ส่วนเป้าหมายสูงสุดส่วนตัวอยากให้คนเชียงใหม่มีความเป็นอยู่ที่สุขสบายมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเราไปเน้นเรื่องของเศรษฐกิจมากเกินไป จนทิ้งปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมเต็มไปหมด ถ้าเชียงใหม่จะกลายเป็นมรดกโลกจากการทำตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีงาม แต่มันต้องทำให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนเชียงใหม่ดีขึ้นด้วย มันถึงต้องมีกล้องวงจรปิดไว้เพราะดูเหมือนไม่เกี่ยวแต่เกี่ยว เพราะช่วยควบคุม เช่นทำทางจักรยานไว้แล้วมีคนมาจอดขวาง ถ่ายรูปไว้แล้วให้ตำรวจจารจรดำเนินการ เป็นต้น”

ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง ให้ความเห็นต่อกรณีนี้ว่า ไม่ว่าจะคิดหรือทำโครงการอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการจัดการเมือง สิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ การทำให้เกิดความสมดุลในด้านความต้องการให้ได้ เพราะการจัดการเมืองคือการจัดความสัมพันธ์คนในพื้นที่ ต้องต่อรองกันอย่างมาก

“ต้องมองการสร้างสมดุลระหว่างกลุ่มคนต่างๆ เช่น คน พระ วัดในเขตกำแพงเมือง นักท่องเที่ยว  พ่อค้า สถานบันเทิง รวมไปถึงความสัมพันธ์กับแรงงานในเมืองอีก เรื่องศิลปวัฒนธรรมแม้จะสำคัญ แต่ก็ถือเป็นบุคลิกภายนอกที่ควรจะสอดคล้องกับความสัมพันธ์ของผู้คนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เนื่องจากว่าพื้นที่ในทางสังคม มันไม่ใช่กล่องว่างเปล่าที่ปราศจากมนุษย์ หรือการให้คุณค่า”

“หากเราใช้อำนาจบังคับให้คนที่ใช้เมืองมากเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ เนื่องจากว่าการแก้ปัญหาส่วนใหญ่ มักจะเกิดมาจากการใช้อำนาจที่รวมศูนย์อยู่ที่อำนาจรัฐอยู่แล้ว เทศบาลเองก็ถือว่าเป็น อำนาจรัฐในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีแนวโน้มที่มีมุมมองที่จำกัด เช่น พื้นที่บางอย่างเติบโตขึ้นตามความต้องการคนในท้องถิ่นซึ่งอาจเป็นกิจกรรมชั่วคราว แต่มันอาจจะตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน หรือกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่ในมุมมองของนักออกแบบภูมิทัศน์อาจไม่เป็นที่พอใจกับรูปแบบการยึดครองและใช้สอยเช่นนั้น  การมุ่งจัดการพื้นที่โดยไม่คิดถึงความสัมพันธ์ของคน อาจนำไปสู่การฆ่าพื้นที่ที่มีชีวิตนั้นลงโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจส่งผลตามมาอีก อย่างไรก็ตามความยากก็คือ มันไม่มีสูตรตายตัว ดังนั้นสิ่งสำคัญด้านหนึ่งก็คือ การเปิดพื้นที่สำหรับการต่อรองของคนหลายกลุ่มและหาข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งในมุมมองของนักปกครองแล้วอาจไม่ชอบใจนักกับความยุ่งยากที่จะตามมา”.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,698 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.