• 23 มีนาคม 2560 - 15:16 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

อัจฉรา รักยุติธรรม: ข้อสังเกตถึงขบวนปชช.บนสังคมประชาธิปไตย กับโจทย์การมองปัญหาทรัพยากรใหม่

 วันที่ 9 ธันวาคม 2557 - 23:42 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 921 ครั้ง พิมพ์

 

กองบก.ประชาธรรม สัมภาษณ์/เรียบเรียง *สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2557



ในห้วงเวลาที่รัฐบาลคสช.เข้ามาจัดระเบียบการใช้ทรัพยากรในประเทศไทยอย่างขมีขมัน ไม่ว่าจะเป็นการจับชาวบ้านที่อยู่ในเขตป่า ไล่รื้อบ้าน รีสอร์ทหลายแห่ง โดยเฉพาะรายที่รุกล้ำป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ การจัดการอย่างรวดเร็วเด็ดขาด ฉับพลัน ไม่ต้องพิสูจน์ ไม่ต้องเข้าใจอะไร  เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมันชัดเจนว่าผิดแหง่มๆ ทำให้คสช.ได้คะแนนหัวใจของชนชั้นกลางในเมือง หรือผู้คนบางกลุ่มที่รักธรรมชาติอันแสนสวยงามในประเทศนี้อย่างจับใจ

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเดียวกันนี้ กลับนำมาซึ่งความขมขื่นใจแก่นักเคลื่อนไหวและนักพัฒนาเรื่องทรัพยากรและที่ดินบางกลุ่มอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะด้านหนึ่งก็คาดหวังให้รัฐจัดการกับนายทุนที่รุกป่า นำที่ดินและสิทธิทำกินคืนให้กับชาวบ้าน แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าคสช.จัดการขั้นเด็ดขาดไล่รื้อที่ดินชาวบ้านตาดำๆ โดยไม่ยอมเข้าใจว่า ชาวบ้านอยู่มาก่อนกฎหมายออก พื้นที่บางแห่งอยู่ระหว่างการจัดการร่วมกับรัฐ  และหลายการกระทำยังละเมิดสิทธิอันเป็นหลักสากล ฯลฯ ราวกลับว่าการกระทำดังกล่าวย้อนยุคไปในห้วงเวลาก่อนปี 2540 ที่พวกเขาผ่านมาแล้ว

ทางแยกการเคลื่อนไหวที่นักเคลื่อนไหวด้านทรัพยากรต้องเผชิญนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเครื่องมือที่เคยใช้ขับเคลื่อนมาหลายครั้ง แก้ปัญหาได้บ้างไม่ได้บ้างกลับติดขัดมากกว่าเดิม   และเมื่อต้องมาอยู่ในยุคอำนาจเบ็ดเสร็จในมือระบบราชการนั้น เครื่องมือเหล่านี้จะสามารถขับเคลื่อนไปต่อได้หรือไม่ หรือหากจะต้องเคลื่อนต่อไปข้างหน้ามีปัจจัยอันใดบ้างที่ต้องคำนึง

ประชาธรรมขอนำเสนอบทสัมภาษณ์ของ ผศ.ดร.อัจฉรา รักยุติธรรม คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ซึ่งคลุกคลีอยู่กับแวดวงนักพัฒนานักเคลื่อนไหวมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง เคยศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแนวทางและการเคลื่อนไหวของขบวนการที่เรียกว่า “ขบวนการภาคประชาชน” ในประเทศไทยหลายชิ้น รวมถึงเขียนบทความที่ตั้งคำถาม ชวนคิด ชวนคุยกับกระบวนการเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง เพราะยามที่ถึงทางแยกและต้องการที่จะตัดสินใจอะไรบางอย่าง คงไม่มีอะไรล้ำค่าไปกว่าคำวิพากษ์วิจารณ์

- การจัดการทรัพยากรในยุคสมัยใหม่นี้ คิดว่าสิ่งที่นักพัฒนาและนักเคลื่อนไหวขาดไป คืออะไร

การอธิบายโจทย์ของทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นรัฐ เอ็นจีโอ หรือส่วนไหนก็ตาม จะอยู่ที่รัฐกับทุน คือ ทุนนิยมมันไม่ดี เลวร้าย รัฐผูกขาดอำนาจ ซึ่งถูกอธิบายมาอย่างยาวนานไม่ต่ำกว่า 20 ปี สิทธิชุมชนเลยกลายเป็นตัวเลือกในการนำมาจัดการกับปัญหา เป็นคำตอบ เช่น เมื่อทุนไม่ดีเราก็ทำเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นต้น

แต่ถ้ามาดูในโลกความเป็นจริง ตอนนี้ ณ ปัจจุบัน เหมือนเรากำลังบอกว่า ชาวบ้านปฏิเสธรัฐกับทุน ซึ่งเอาเข้าจริงชาวบ้านเขาก็เลือก เขาอยู่กับทุน และเขาก็อยู่กับรัฐ อาจจะรัฐในนามของท้องถิ่นอย่างอบต. แต่เรายังคงตั้งคำถามแบบเดิม ตอบคำถามแบบเดิม มันไม่เวิร์ก

ที่จริงเคยตั้งคำถามกับ “สิทธิชุมชน” ว่า เมื่อชาวบ้านอยู่บนเศรษฐกิจแบบนี้ เศรษฐกิจแบบนี้ แล้วเราเสนอ “สิทธิชุมชน” แล้วเขาไม่เอา เราจะอธิบายอย่างไร

ข้อวิจารณ์นี้ทำให้ต้องกลับมาเข้าใจก่อนว่า การผลิตจริงๆเป็นอย่างไร ซึ่งเราขาดตรงนี้มาก เพราะเรายังมีภาพเกษตรกรแบบเดิมๆ เรายังจำแนกไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าเรามีเกษตรกรกี่แบบ ทำการผลิตกี่แบบ อยู่บนเศรษฐกิจแบบไหน จ้างงานหรือไม่จ้าง ลงทุนอย่างไร ใช้แรงงานตัวเองหรือเปล่า

พวกโรแมนติกยังมีภาพในหัวว่า การทำนาต้องปักดำ ซึ่งถ้าไปดูเกษตรกรภาคกลาง เขายังทำนาแต่เขาไม่ได้ปักดำแล้ว เพราะเขามีพื้นที่นาใหญ่มาก เขากลายเป็นผู้จัดการนาไปแล้ว อยู่บนเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอย่างเต็มรูปแบบ มันอาจจะมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังทำแบบเดิม แต่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เพราะกลุ่มกะเหรี่ยงก็ไม่ได้ทำไร่หมุนเวียนแล้ว เริ่มหันมาปลูกข้าวโพดแบบเข้มข้น

เราไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เลย แล้วคนศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ในเมืองไทยน้อยมาก นักเศษฐศาสตร์อาจจะมีตัวเลข แต่ก็เป็นตัวเลขแบบแข็งๆ งานมานุษยวิทยาก็ทำเป็นจุดๆ ไม่เห็นภาพรวมในเชิงสังคมศาสตร์ หรือถ้าอย่างอ.ประภาสที่แบ่งเป็นยอดหญ้า รากหญ้า ก็รู้สึกว่ายังหยาบไป มันไม่ได้อยู่ฐานของข้อเท็จจริง ซึ่ง ณ ที่นี้ ตนเองก็บอกไม่ได้ว่าควรจะศึกษาอย่างไรในภาพรวมทั้งประเทศ มันอาจจะมีตัวเลขของรัฐบ้าง ในเรื่องขนาดของที่ดิน หรือตัวเลขชาวนาในนโยบายจำนำข้าว แต่มันก็ไม่ชัดเจน เพราะอย่างนโยบายจำนำข้าว คนที่ไปลงทะเบียน คือเกษตรกร แต่เขาก็ทำนาบนที่ดินของคนอื่น

ฉะนั้น ตัวเลขของการทำการผลิตมันคืออะไร ซึ่งถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ เราจะไม่เข้าใจวีธีของชาวบ้านในการใช้ทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดิน ป่า น้ำ รวมทั้งทรัพยากรอื่นที่ไม่ใช่ทรัพยากรธรรมชาติด้วย เพราะทรัพยากรมันต้องสัมพันธ์กับการผลิต แต่ตอนนี้มันมองอะไรใหม่ๆไม่ได้ มันย่ำอยู่ที่เดิม เพราะความรู้ชุดนี้มันน้อยมาก หรือมีอยู่แต่พวกเราไม่ได้สังเคราะห์ความรู้ชุดนี้

ที่ต่างประเทศเริ่มมีการศึกษาเรื่องพวกนี้มากขึ้น  เช่นเรื่อง Taking Asia to Market  ซึ่งที่เมืองนอกการเกษตรเริ่มกลายเป็นอุตสาหกรรม ดังนั้นจะมีงานศึกษาเรื่องพวกนี้เยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรไปสู่เกษตรอุตสาหกรรม หรือการเปลี่ยนทรัพยากรเป็นทุนในตลาด ซึ่งมันก็เป็นงานที่ด่ารัฐด่าทุนนั่นแหละ แต่อย่างน้อยมันทำให้เห็นระบบการผลิตใหม่ๆ แต่เมืองไทยเรื่องพวกนี้น้อยมากมันไม่มากพอที่จะทำให้เห็นภาพรวมการผลิต

พอเราไม่เข้าใจระบบที่มันเป็นอยู่จริง เราจะไม่เข้าวีธีคิดในการจัดการทรัพยากรของชาวบ้านที่เป็นอยู่จริง

- ยกตัวอย่างชัดๆได้ไหมว่า การเคลื่อนไหวด้านทรัพยากรกับความเปลี่ยนแปลงด้านปัจจัยในการผลิตในโลกปัจจุบันมันสวนทางกัน

เอ็นจีโอบางส่วนยังดันเรื่องที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตของชาวบ้านอยู่เลย แต่ทรัพยากรในโลกยุคนี้มันเป็นทุนในตลาด ซึ่งจริงๆเรารู้ แต่เราไม่รู้ว่ามันอยู่ระดับไหน เรายังดันให้ที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตที่ไม่ใช่สินค้า แต่ชาวบ้านจำนวนหนึ่งเขาคิดคนละอย่าง เขาเห็นเป็นหลักทรัพย์ เช่น เอาไปลงทุนทำอย่างอื่น เอาไปเข้าแบงค์หรือขายเพื่อลงทุนกับบุตรหลาน

คนที่ทำการผลิตเขาคิดเกี่ยวกับทรัพยากรไปในทางที่หลากหลายมาก นักวิชาการและเอ็นจีโอจำนวนหนึ่งยังอยากให้ทรัพยากรเป็นปัจจัยในการยังชีพ ปัจจัยในการผลิต แต่คนส่วนใหญ่เขาใช้ชีวิตอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่เขามองทรัพยากรในหลายความหมายมาก ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลายอย่างของแต่ละคน เช่น บางคนก็ยังคิดว่าจะเก็บที่ดินไว้ให้ลูกหลาน แต่บางคนคิดว่าต้องลงทุนเพื่อลูกหลาน ยอมที่จะขาย เพราะเห็นว่าลูกหลานอาจจะไม่มาเป็นเกษตรกร แต่ถ้าลงทุนในการศึกษาแก่เขาวันนี้ เมื่อจบการศึกษาได้ทำงานแล้ว ลูกหลานจะส่งเงินกลับมาที่บ้านได้ เป็นต้น

นี่คือปัญหาประการแรก คือไม่มีความรู้เรื่องของผู้ดำรงอยู่กับทรัพยากร เพราะฉะนั้นเราจึงจัดการปัญหาทรัพยากรไม่ถูกจุด เราไม่รู้ว่าควรจัดการกับมันอย่างไรกันแน่

- เมื่อคสช.เข้ามามันเหมือนกับรัฐพยายามจัดการกับเราเหมือนในช่วงก่อน 40 โดยเอาทุกอย่าง มาอยู่ในมือรัฐ มีการใช้วาทกรรม “รุกป่า” มาจัดการ  ซึ่งเราเคยช่วงชิงหรือผ่านมันมาโดยการใช้เรื่อง “สิทธิชุมชน” มาต่อสู้ แม้ในตอนหลังจะเห็นสิ่งที่เป็นข้ออ่อนของมันอยู่บ้างก็ตาม คำถาม คือ ในบริบทยุคปัจจุบัน เราต้องหันกลับไปยึดสิ่งนี้เพื่อยันกับเขาหรือไม่ หรือมันมีอย่างอื่นที่เราควรคิดมากกว่านี้

ในการต่อสู้เรื่องทรัพยากร แต่ไหนแต่ไรเรามุ่งเป้าที่รัฐและทุนจริง แต่เวลาเราแก้ปัญหาเรามักเสนอที่รูปแบบในการแก้ปัญหา มากกว่าเสนอระบบจริงๆ จึงทำให้มันแป๊ก คือ ที่ผ่านมาขบวนการทรัพยากรไม่ใช่ขบวนการประชาธิปไตย จนถึงทุกวันนี้เราก็ไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่า ปัญหาทรัพยากรมันเป็นปัญหาเดียวกับการเมือง เพราะฉะนั้นจึงโยงไม่ได้ว่าสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ มันเป็นปัญหาของความไม่เป็นประชาธิปไตย

- หมายความว่า คิดถึงแต่รูปแบบ แต่ไม่ได้คิดแก้ปัญหาในเชิงระบบช่วยขยายความหน่อยได้ไหม

มันต้องเชื่อมกับระบบการเมือง คือ เมื่อเราดูเรื่องทรัพยากรเราก็โฟกัสไปที่ระบบการผลิต แล้วเราก็เสนอเกษตรยั่งยืน อย่างที่บอก  ขบวนการทรัพยากรไม่ใช่กระบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย  แม้ว่าบางครั้งจะมีการพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วม ซึ่งคำเหล่านี้เป็นคำที่เกี่ยวกับประชาธิปไตย พูดถึงโครงสร้าง แต่โครงสร้างเหล่านี้กับหมายถึงไปแก้ไขสิ่งที่กฎหมาย ซึ่งมันเป็นรูปแบบมากกว่าไปเคลื่อนในเรื่องที่เป็นอุดมการณ์ทางการเมือง  เราต้องผลักให้ระบบการเมืองมันเปิดโอกาสให้คนมันมีอำนาจต่อรองกันจริงๆ ทำให้ประชาชชนมีอำนาจเสนอในสิ่งที่เขาต้องการได้จริงๆ ซึ่งตรงนี้มันไม่เคยเกิด ดังนั้นพอเกิดสถาการณ์แบบนี้ขึ้น หลายคนยังคงเสนอการจัดการที่เป็นรูปแบบอยู่ดี เช่น เข้าไปแก้กฎหมายบางฉบับ ต้องตั้งคณะกรรมการปฏิรูป เป็นต้น

การแก้แบบที่เสนอไป แน่นอนว่ามันใช้เวลายาว แต่มัน ต้องทำให้ประชาชนมีอำนาจในการปกครอง มีอำนาจในการกำหนดสิ่งต่างๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าแก้กฎหมายไม่สำคัญ ควรทำ แต่ควรทำไปควบคู่กับเรื่องนี้

แต่เท่าที่เห็นขบวการทรัพยากรเป็นขบวนการที่แก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ มากกว่าจะไปถึงการสร้างอุดมการณ์ประชาชนมีอำนาจ ฉะนั้นมันถึงได้แก้รายวันกันไป และประชาชนที่เข้าร่วมก็ถูกแบ่งเป็นส่วนๆ เวลาเขาพูดถึงประชาชนมีอำนาจเขาพูดเฉพาะประชาชนที่มีปัญหาเท่านั้น เขาไม่ได้หมายถึงประชาชนทั้งระบบ หรือทั้งหมด ซึ่งความคิดของตนอาจจะอุดมคติแต่ถ้ามีวันนั้นจริงๆ เราจะไม่ได้คิดเฉพาะการแก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ

-แล้วเรื่อง “สิทธิชุมชน” ล่ะ?

คิดว่าที่จริงแล้วประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ขัดกันกับเรื่องสิทธิชุมชน คือ แต่ไหนแต่ไร เราทำงานทรัพยากรกัน เราไม่พูดถึงประชาธิปไตย แต่เราจะเรียกร้องสิทธิชุมชน

สิทธิชุมชนไม่ใช่สิทธิมนุษยชนด้วย เพราะสิทธิชุมชนเป็นอำนาจของคนกลุ่มหนึ่ง แต่สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิของปัจเจก เราจึงเห็นนักสิทธิหรือนักวิชาการส่วนหนึ่ง พูดทำนองว่า เราจะมาใช้สิทธิมนุษชนไม่ได้  เราจะต้องใช้สิทธิชุมชน เพราะนี่คือบริบทในประเทศไทย

- หมายความว่า หลักการบางอย่างของสิทธิชุมชนที่นำเสนอกัน ขัดกับหลักบางประการของสิทธิมนุษยชน ?

ใช่ คือ มันไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยคือ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียม สิทธิชุมชน มันคืออำนาจของชุมชนที่ยึดเสียงข้างมากในชุมชน แต่เมื่อเอ็นจีโอไปปฏิบัติงานแล้วอ้างสิทธิชุมชน ชุมชนเป็นใครบ้าง ตัวแทนชุมชนมาอย่างไร มติที่ได้มาจากสมาชิกทั้งหมดหรือเปล่า นี่คือคำถาม เอ็นจีโอไม่ได้ทำงานกับทุกคนในชุมชน สมมุติชุมชนแห่งหนึ่งมีร้อยคน เอ็นจีโอทำงานกับแกนนำสิบคนเท่านั้น แล้วได้มติออกมาแต่มตินั้นจะถูกใช้กับคนร้อยคน แล้วจากนั้นก็พยายามผลักให้เป็นนโยบาย คำถามคือ คนอีกเก้าสิบคนในชุมชนนี้ล่ะ ?

สิทธิชุมชนอาจจะดี แต่มันไม่มีอะไรการันตีว่ามันหมายถึง ทุกคน ซึ่งมันไม่เคยหมายถึงทุกคนอยู่แล้ว แล้วเราจะมีหลักอะไรว่านี่คือความพอใจของทุกคน ในแง่นี้ ระบบการเลือกตั้ง ระบบวันแมนวันโหวตถึงสำคัญมาก เพราะมันหมายถึงทุกคนเท่ากันจริงๆ แต่ระบบสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรมันเป็นแบบนี้ทุกที่

เวลาเราทำงานเราไม่ละเอียดพอที่จะมองว่าชุมชนมีหลายกลุ่ม อย่างเช่น ทรัพยากรป่าที่บอกว่าเป็นป่าส่วนรวม เราควรจะมีกฎของชุมชนขึ้นมา คำถามคือ มันเป็นส่วนรวมก็จริง แต่คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับป่ามันมีกี่คน เพราะในชุมชนมีทั้งคนรวยและคนจน มันมีคนที่ต้องพึ่งป่ามาก คือ คนจนมาก และคนที่มีนามากจนไม่ต้องพึ่งป่า คือคนรวย คนที่ไม่ต้องพึ่งป่าเป็นผู้นำชุมชน และเอ็นจีโอก็มาต่อ สุดท้ายคนที่มีสิทธิมีเสียงในการออกกฎเป็นคนที่ไม่พึ่งป่า ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในช่วงขับเคลื่อนป่าชุมชนในยุคแรกๆ กฎมันออกมาจากคนพวกนี้ คนที่เป็นผู้นำ คนที่สถานะดี และคนที่ว่างจนพอมีวลามาประชุมกับเอ็นจีโอ ส่วนคนจนก็หาเช้ากินค่ำไป

คนที่ออกกฎอาจจะไม่รู้ว่าจริงๆแล้วป่าจำเป็นแค่ไหน พอออกเกณฑ์บางอย่างก็อาจจะไปกระทบคนอีกกลุ่มหนึ่งได้

มันมีตัวอย่างการใช้ป่า อย่างมิติเรื่อง Gender  ผู้ชายใช้ป่าต่างจากผู้หญิง ผู้หญิงใช้ป่าเพื่อหา สมุนไพร นำสีมาย้อมผ้า ผู้ชายอาจใช้ป่าล่าสัตว์ยิงนกตกปลา พอคนออกกฎเป็นผู้ชายส่วนใหญ่ก็จะไปกำหนดตามความคิดของตน ว่าตรงนี้ต้องอนุรักษ์มากห้ามใช้ขีดเขียวเข้ม ตรงนี้อนุรักษ์น้อยขีดสีเขียวอ่อน โดยไม่รู้ว่าสีที่กำหนด ผู้หญิงใช้ประโยชน์อยู่ ซึ่งอาจจะกำหนดว่าตรงนี้สีเขียวเข้มโดยไม่รู้ว่าเมียตนและผู้หญิงในหมู่บ้านเข้าไปใช้ประโยชน์อยู่ เป็นต้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางกรณี ซึ่งพูดได้เลยว่าเกือบทุกพื้นที่นักพัฒนาไม่สามารถทำงานกับคนพื้นที่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ คำถามคือแล้วจะเกลี่ยความพอใจกับความไม่พอใจตรงนี้อย่างไร ถ้าไม่ใช้ระบบโหวต ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงรูปแบบเฉพาะเลือกตั้ง

-หมายความว่าฟันธงเลยว่า ถ้าจะเอารูปแบบของ “สิทธิชุมชน” มายันกับการจัดการปัญหาของรัฐแบบนี้ มันไม่เวิร์ก ?

ในทางรูปธรรมคนที่ใช้ “สิทธิชุมชน” เป็นเครื่องมือ คือเอ็นจีโอ คำถามคือมันมีชุมชนในสังกัดเอ็นจีโออยู่เท่าไหร่ สมมุติว่าในประเทศไทยมีอยู่ร้อยชุมชน 20 ชุมชนเอาสิทธิชุมชน แล้วที่เหลือจะทำอย่างไร

-คือ ข้อเสนอเรื่อง “สิทธิชุมชน” ของเอ็นจีโอหรือนักวิชาการจำนวนหนึ่ง มันทำให้เราไปข้างหน้าก็ไม่ได้ กลับหลังก็ไม่ได้หรือ งั้นที่สิ่งที่ค้นพบจากประสบกาณ์หรืองานวิจัยที่เคยทำมันสะท้อนภาพโครงสร้างอะไรบ้าง

เราจะบอกว่า พวกเราต้องเรียนรู้กันใหม่หมด ทั้งเอ็นจีโอและนักวิชาการในสายทรัพยากร เราเข้าใจชาวบ้านในมิติของทรัพยากร แต่เราไม่เคยเข้าใจชาวบ้านในมิติอื่น ไม่เข้าใจความคิดทางการเมืองของเขาเลย

ชาวบ้านเขาไม่ได้โง่ เขาพูด เพราะเขารู้ว่าเราอยากมาฟังอะไร เขาก็พูดในสิ่งที่เราอยากฟัง เอาเข้าจริงชาวบ้านรู้จักที่จะประนีประนอมกับคนทุกกลุ่มที่เข้ามาหาเขา ซึ่งก็สงสัยมากว่านักพัฒนาทำงานกับชาวบ้านที่ทีความคิดทางการเมืองไม่ตรงกันอย่างไร

นอกจากเราจะไม่รู้เรื่องระบบเศรษฐกิจเป็นจริงที่เป็นอยู่ เราไม่สามารถแยกแยะและทำความเข้าใจเกษตรกร หรือมุมมองที่เขามีต่อทรัพยากรแล้ว เรายังไม่เข้าใจวิธีคิดด้านอื่นๆของเกษตรกรด้วย เหมือนมีช่องว่างให้เติม เรามีคำตอบอยู่แล้ว เพื่อ ทำให้เชื่อในคำตอบของเรา เราอยากบอกแค่ว่าสิทธิชุมชนมันดี แล้วเราก็ใช้แค่นี้

-เมื่อระบบอำนาจนิยมเข้ามา ซึ่งเป็นอำนาจนิยมที่ใช้เพื่อทุนด้วย เมื่อถูกนำมาจัดการทรัพยากร ในอนาคตข้างหน้าสิ่งที่คนทำงานด้านทรัพยากรต้องเจอคืออะไร

เราอาจจะต้องกลับไปอ่านงานในช่วงสมัยสฤษดิ์ว่าสมัยนั้นเจออะไรบ้าง (หัวเราะ) คิดว่าคงอะไรประมาณนั้น แต่คงจะเปลี่ยนรูปไป เพราะสมัยนั้นทุนมันยังเลวร้ายน้อยกว่านี้ คือยังไม่มากและใหญ่เท่านี้ ซึ่งตอนแรกก็แอบคิดอยู่เหมือนกันว่ายุคนี้คงไม่มีการใช้อำนาจทื่อๆแบบนั้น แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าคิดผิด มันทื่อมาก

ตอนนี้มันคงเป็นยุคการกลับมาของรัฐราชการ แล้วเป็นโอกาสมาก เพราะเขาอยากทำอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว เขาเชื่อและเขาอยากทำอย่างนั้นจริงๆ แล้วเขาไม่มีโอกาสทำ แต่ตอนนี้เขามีโอกาสทำแล้ว เขาทำด้วยความเชื่อว่าเขากำลังทำดี

อยากจะบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น ลองนึกดูว่าสมัยรสช.เราเจออะไรบ้าง ตอนนี้มาหมด คจก. ป่าดงใหญ่ อีสานเขียว ด้วยรูปแบบแบบเดียวกันเลย ทำเงียบๆ สื่อไม่เล่นด้วย ไม่มีใครรายงานเรื่องนี้

คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐราชการ หรือสิ่งที่รัฐทำอยู่ในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องเดิม เพียงแต่ถูกกดไว้เป็นเวลาหลายสิบปี เพราะการเคลื่อนไหวของประชาชน(หมายถึงทุกส่วนนะ)เข้มแข็ง เรามีพื้นที่เคลื่อนไหวในกิจกรรมต่างๆ มันไม่ได้มีวิธีคิดชุดใหม่ในการทำอะไรแบบนี้  ด้วยเหตุนี้มันจึงไปโยงถึงเรื่องประชาธิปไตย

มันอาจจะเปลี่ยนในเชิงพลวัตร แต่วิธีคิดมันไม่เคยเปลี่ยน วิธีคิดในการคัดคนเข้ารับราชการ ถึงแม้ทักษิณจะปฏิรูประบบราชการมาแล้ว แต่วิธีคิดในการบริหารระบบราชการไม่เคยเปลี่ยน

งานของบูดิเยอและคณะ (1994) กล่าวว่า รัฐสามารถใช้อำนาจผ่านการครอบงำทางวัฒนธรรมและสังคมเช่นเดียวกับการใช้อำนาจ ทางกายภาพ ในการครอบงำทางวัฒนธรรม รัฐสร้าง “สนามราชการ” (bureaucratic field) ให้เป็น “สนามของอำนาจ” ผู้กระทำการทางสังคมถูกดึงเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กันภายใต้กฎระเบียบของรัฐ ทำให้รัฐสามารถใช้อำนาจควบคุมประชาชนซึ่งเป็นความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ (symbolic violence) เพราะดูเหมือนว่าเป็นไปตามธรรมชาติโดยที่ประชาชนไม่ตระหนักรู้ว่านั่นเป็น ความรุนแรง ในการทำเช่นนั้นรัฐได้เปลี่ยนรูปตัวเองทั้งด้านโครงสร้างการจัดการองค์กรและ โครงสร้างทางความคิด ประชาชนในสังคมไม่สงสัยว่าหลายสิ่งในความรู้สึกนึกคิดและการรับรู้ของพวกเขา เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ในโลกทางสังคมนั้นมาจากอิทธิพลของรัฐ นอกจากนั้น ประชาชนเองยังแสดงตนเป็นมือไม้ของรัฐโดยการบังคับใช้คำสั่งและระเบียบวินัย ของรัฐต่อประชาชนคนอื่น แม้ประชาชนจะต่อรองกับรัฐแต่ก็เป็นเพราะว่ารัฐทำให้ประชาชนคิดว่าได้ต่อรอง ด้วยเนื่องจากสนามของการต่อสู้ดิ้นรนเองเป็นสิ่งประกอบสร้างของรัฐซึ่งเกิด จากการผูกขาดอำนาจรัฐ ในแง่นี้จึงไม่จำเป็นที่อำนาจรัฐจะต้องผูกอยู่กับสถาบันทางการแต่อาจแฝงใน องค์กรอื่นๆ และในประชาชนเอง

“คืองานบูดิเยอร์ เรื่องแนวคิด “สนามราชการ” ที่พูดถึงระบบราชการ เขาบอกว่า รัฐมันเจ๋งมาก เพราะมันสามารถแปรรูปให้ดูเป็นอะไรก็ได้ แล้วดึงเราเข้าไปเล่นในสนามของมัน แล้วดูเหมือนว่าเราชนะมันได้ แต่เราลืมไปว่าเรากำลังเล่นในสนามของมันอยู่ และนี่คือเกมส์ที่มันวางไว้แล้ว คุณอย่าคิดว่ามีเสรีภาพ เพราะเสรีภาพที่มีคือเสรีภาพเท่าที่มันให้ แล้วที่คิดว่ามีเสรีภาพ เพราะมันบอกให้เราคิดว่าเรามีเสรีภาพ”

-แต่บางปัญหา เอ็นจีโอก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยการใช้เครื่องมือแบบนี้

ช่วงหลังมาวิธีการแก้ไขปัญหาของเอ็นจีโอ สนใจเฉพาะด้านเทคนิค อธิบายทุกอย่างเชิงเทคนิค รูปแบบที่ออกมาก็คือใช้จีพีเอสบ้าง ใช้การทำงานร่วมบ้าง  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันได้สะท้อนว่าเครื่องมือทางเทคนิคมันใช้แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะปัญหาไม่ได้เป็นเรื่องของเทคนิค เช่น คิดว่าเป็นปัญหาเรื่องขอบเขต และถึงแม้ว่าจริงๆแล้ว ต่อให้มีปัญหาเรื่องขอบเขตจริง แต่ถ้ารัฐจะเอาก็คือจะเอา

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 14,736 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.