• 27 พฤษภาคม 2560 - 05:47 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ย้อนรอยเหตุการณ์...เมื่อทหาร.ควบคุมตัว 'เอ๋ มอส.' และแรงจูงใจ 'ข้างหลังภาพ'

 วันที่ 10 ธันวาคม 2557 - 00:50 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,171 ครั้ง พิมพ์

 

ย้อนรอยเหตุการณ์…เมื่อทหารควบคุมตัวศิรพร เอ๋ มอส. ชัดๆ อีกครั้ง…โดยเธอย้ำว่า มาถึงเวลานี้ อยากให้ทุกคนแสดงจุดยืนของตนเองต่อเรื่องนี้ เพื่อรักษาประชาธิปไตยเอาไว้ เพื่อสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีของเราทุกคน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากพอๆ กัน มิใช่แค่สถาบันใดสถาบัน



เป็นเวลาประมาณ 18:30 น.ของวันที่ 20 พ.ย.2557 ที่ผ่านมา ชุดทหารกองกำลังผาเมือง ร่วมกับชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีภูธรเชียงดาว ซึ่งประจำด่านตรวจบ้านแก่งปันเต๊า ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้ร่วมกันตรวจสอบอย่างเข้มงวด

จนกระทั่ง นางสาวศิริพร ฉายเพ็ชร หรือ เอ๋ เจ้าหน้าที่ฝ่ายฝึกอบรมโครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.) ขับรถออกจากตัวอำเภอเชียงดาว มุ่งหน้าเข้าเชียงใหม่ จนมาถึงด่านแก่งปันเต๊าก็ถูกเจ้าหน้าที่บอกให้หยุด จอดรถข้างทาง ก่อนทำการตรวจค้น

ศิริพร เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า “ทหารขอดูบัตรประชาชน..แล้วก็บอกให้จอดข้างทาง หลังจากนั้นก็เอาบัตรไปตรวจ เช็คข้อมูล จากนั้นทหารก็มาถ่ายรูปตัวเอง รูปรถ โดยยังไม่ได้บอกอะไรเลย แค่บอกว่าต้องการค้น แล้วก็ค้นๆๆๆๆๆ ทุกซอกทุกมุมในรถ บอกว่าเป็นการค้นหายาเสพติดเป็นปกติ”

แต่ก็ทำให้นางสาวศิริพร นึกแปลกใจว่า ทำไมถ้าค้นเป็นปกติ ทำไมต้องค้นเฉพาะรถของเธอ

เธอจึงถามออกไปว่า “ที่ค้นนี้ต้องการอะไร หาอะไร จำเป็นต้องขนขนาดนี้เลยเหรอ”

ระหว่างนั้นเธอได้ยินทหารพูดขึ้นมาว่า “ให้หาเสื้อผ้าชุดที่ใส่โพสต์ไว้ที่ตรงกับรูปในเฟสบุ๊ค”

ขณะที่มีตำรวจนายหนึ่งบอกน้องที่มาด้วยกันว่า“ให้ยอมรับสารภาพว่าเป็นคนทำ”

สักพัก เจ้าหน้าที่ทหาร ก็มาขอถ่ายรูปเรากับทหารคนหนึ่ง และเรากับน้องอีกคน

เธอจึงถามไปว่า “ทำไมต้องถ่าย” ในขณะที่ทหาร ก็บอกว่า “ถ่ายเป็นที่ระลึก”

เธอก็ยิ้ม แต่เจ้าหน้าที่ทหารนายนั้น กลับบอกเธอว่า “ไม่ให้ยิ้ม”

ทำให้นางสาวศิริพร ยิ่งแปลกใจหนักไปอีก

“อ้าว ถ้าจะถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ทำไมไม่ให้ยิ้ม”

จนกระทั่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายหนึ่ง เดินเข้ามาบอกว่า “สาเหตุที่ตรวจค้นนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ว่าในกรณีนี้มีอีกคดีหนึ่ง คือมีคนบอกว่ามีการถ่ายภาพแชร์ในเฟสบุ๊ค”

เธอจึงเอ่ยถามไปว่า “งั้นขอดูรูปภาพนั้นหน่อย”

ตำรวจบอกว่า “เขาก็ยังไม่ได้ดูเหมือนกัน แต่เพื่อความสบายใจอยากจะเชิญเราไปคุยที่โรงพัก”

จากนั้น จึงได้เชิญตัวนางสาวศิรพร และน้องที่ร่วมทางด้วยกัน ไปสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรเชียงดาว 
โดยทางชุดเจ้าหน้าที่ยังได้ยึดบัตรประจำตัวประชาชนไว้ด้วย โดยยังไม่แจ้งข้อกล่าวหา

เมื่อเดินทางมาถึงสถานีตำรวจภูธรเชียงดาว มีทหารจำนวน 2 นาย มาอยู่รอก่อนหน้านั้นแล้ว และได้นำตัวนางสาวศิริพร ไปนั่งสอบปากคำในห้องสอบสวน โดยนายทหารฝ่ายการข่าวรายหนึ่งระบุว่า เชิญมาแค่คุยกันเพื่อทำความเข้าใจปรับทัศนคติกัน จากนั้นจึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดรูปภาพให้ดู แล้วนำภาพ เป็นภาพชายหญิงใส่หมวกปิดหน้า โดยผู้หญิงใช้ผ้าปิดหน้าเอาไว้ เขียนข้อความหมึกสีแดงว่า “ยกเลิกกฎอัยการศึก” และ หมึกสีดำ “ไม่เอา คสช” นั่งถ่ายบนป้ายจุดสูงสุดยอดดอยหลวงเชียงดาว สูง 2,225 เมตร จากระดับน้ำทะเล พร้อมยังได้ให้ยืนยันว่าใช่คนในภาพหรือไม่ ซึ่งเธอก็รับว่าเป็นคนเขียนข้อความและถ่ายภาพเองโดยที่น้องที่อยู่ในภาพไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย แต่เธอไม่ได้โพสต์เผยแพร่เพียงแต่ส่งให้เพื่อนๆ ดูในกลุ่มไลน์ ซึ่งเป็นสิทธิของทุกคนอยู่แล้ว

 

image

 

 

“ตนก็ทำตามหน้าที่ ที่เราเรียกตัวมาก็เพราะเราเจอรูปที่มีการโพสต์บนยอดดอยหลวง มีถือป้ายยกเลิกกฎัยการศึกและป้าย ไม่เอา คสช. และเมื่ออยู่ในพื้นที่ของเรา และได้รับคำสั่งจากนายให้ตรวจสอบ ซึ่งเราก็เห็นการโพสต์ภาพออกมาแบบนี้มันไม่ดี เพราะถ้าเกิดมีการแชร์ต่อๆ กันไปก็จะไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมือง” นายทหารฝ่ายการข่าว บอกเล่า

ที่น่าสนใจก็คือ ทำไมถึงมีการติดตามล่าคนโพสต์รูปบนยอดดอยหลวงเชียงดาว รวมทั้งภาพถ่ายรถเก๋งสีขาวของเธอ ตั้งแต่ตีนดอย บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ได้อย่างรวดเร็วและฉับไว

นายทหาร บอกว่า “เราก็หาข้อมูล ว่าเป็นใคร มีรถจอดอยู่ข้างล่าง คือเรามีการตามตัวอยู่ เพราะเรามีรายชื่อ มีข้อมูลหมด ทั้งรถ เสื้อ ที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะเราทำงานบูรณาการ ซึ่งเมื่อเชิญมาคุยกันที่สถานีตำรวจ เราก็ให้ทางตำรวจบันทึกประจำวันไว้ ว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวแบบนี้ แต่ถ้าน้องทำแบบนี้อีก ข้อมูลทั้งหมดก็จะบันทึกรันหากันหมด ข้อมูลก็จะโชว์ขึ้นมา ถึงตอนนั้น น้องเขาก็ต้องมีความผิดละ เพราะว่าช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงกฎัยการศึกอยู่ ซึ่งขั้นตอนการควบคุม ถ้าครั้งแรก เราจะเชิญมาคุยกันก่อน แต่ถ้ามีครั้งที่สอง เราก็จะเชิญไปปรับทัศนคติกันอีกรอบ”

ขณะที่นางสาวศิริพร ก็กล่าวยืนยันกลับไปว่า “สิ่งที่เราทำมันเป็นสิทธิของคนทุกคนที่ต้องการแสดงจุดยืน…”

“แต่มันผิดเพราะมันเกิดขึ้นในช่วงกฎอัยการศึกนี้…ดังนั้น ขอเวลาหน่อย ขอให้ผ่านช่วงระยะที่สอง ในเดือนกันยายนนี้ไปก่อน จะทำอะไรก็ได้ แต่ตอนนี้การแสดงสัญลักษณ์ต่างๆ ถือว่าผิด และก็ถือเป็นสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ถ้าจะให้เซ็นยินยอมหรือไม่ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะแต่ละคนก็มีอุดมการณ์ของตัวเอง” นายทหารฝ่ายการข่าว บอกอย่างนั้น

ต่อมา ได้มีการขอให้ลงชื่อยอมรับข้อตกลงที่จะไม่เคลื่อนไหว ไม่เช่นนั้นจะมีความผิด และหากรับแล้วทำผิดอีกก็จะถูกควบคุมตัว 7 วัน แต่เธอยืนยันเจตจำนงไม่ยอมลงชื่อ แต่เซ็นรับทราบในสมุดบันทึกประจำวันเท่านั้น โดยระหว่างนั้นเธอได้โทรศัพท์พูดคุยกับทีมทนายความที่อยู่ในเมืองเชียงใหม่

ตลอดการควบคุมตัว เชิญมาคุยกันที่สถานีตำรวจภูธรเชียงดาวนั้น การสอบปากคำ การพูดคุยระหว่างศิริพรกับเจ้าหน้าที่ เป็นไปเจรจากันด้วยดี ไม่มีการข่มขู่ เพราะต่างคนต่างทำตามบทบาทของตัวเอง ทหารระดับล่างก็ทำตามหน้าที่ที่ได้รับคำสั่ง ซึ่งเป็นการพูดในเชิงขอร้องมากกว่า เพราะในเขตความรับผิดชอบในพื้นที่เชียงดาว ถือว่าเป็นกรณีแรก และไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก เพราะกว่าสืบค้นหาคนๆ เดียว ต้องใช้เวลาตั้งหลายวัน

ศิริพร บอกเล่าให้ฟัง หลังจากออกห้องสอบสวน ว่า “เจ้าหน้าที่ได้ถามย้ำด้วยว่า เป็นเครือข่ายเดียวกับดาวดินที่ขอนแก่นไหม ขอให้เราลงชื่อไม่เคลื่อนไหวจะได้จบๆ ไป ไม่เอาเรื่องอะไรหรอก แค่ขอร้องกัน เราก็ตอบเขาไปนั้นแหละว่าสิ่งที่ทำนั้น เชื่อว่าเราไม่ได้ทำผิด และมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น ซึ่งมันเป็นของเรา เราไม่เห็นด้วยกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ และคิดว่าหลายคนอึดอัด เพราะถูกบังคับให้ยอมรับเงื่อนไขของทหาร ซึ่งเราก็ไม่เห็นด้วย”

เมื่อสอบถามความเห็นศิริพร ต่อเหตุการณ์เช่นนี้ จะส่งผลอย่างไรต่อประชาชนทั่วไปในภาพรวม

“คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจาก คสช. ยึดอำนาจ มันเริ่มปรากฎชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าทหารไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนจริงหรอก ปัญหาของชาวบ้านไม่ได้ถูกแก้ไขอะไรเลย แถมยังซ้ำเติมลงไปซะด้วยซ้ำ ข้อเท็จจริงก็น่าจะเห็นกันอยู่แล้ว หลายคนที่ไม่ยอมวิพากษ์วิจารณ์ทหาร หรือแสดงจุดยืนที่ต่างจากทหาร ก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่สำหรับเรารู้สึกละอายใจ เวลาเห็นน้องๆ คนรุ่นใหม่แสดงจุดยืนตนเองชัดเจน ส่วนเรากลับหลบอยู่ข้างหลัง ดังนั้น สิ่งที่ทำ ก็เพื่ออยากสนับสนุนการแสดงออกด้วยความกล้าหาญตรงนี้ของกลุ่มดาวดิน”

เป็นที่รู้กันดีแล้ว ว่า ศิริพร เธอเป็นนักพัฒนาที่ทำงานร่วมกับกลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งมีบทบาทในการทำงานด้านสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม ล่าสุด เธอเป็น 1 ใน 102 คนแรก ที่ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ ‘ยกเลิกกฎอัยการศึก อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน’ และเธอก็เป็นอีกผู้หนึ่ง เหมือนกับอีกหลายๆ คน ที่เฝ้าดูและเข้าใจความรู้สึกของนักศึกษากลุ่มดาวที่กำลังเผชิญอยู่นี้ และอยากมีส่วนร่วมเข้าไปให้กำลังใจหนุนเสริมแก่พวกเขา                                                                                                

ศิริพร บอกกล่าวในตอนท้ายอีกว่า มาถึงเวลานี้ อยากให้ทุกคนแสดงจุดยืนของตนเองต่อเรื่องนี้ เพื่อรักษาประชาธิปไตยเอาไว้ เพื่อสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีของเราทุกคน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากพอๆ กัน มิใช่แค่สถาบันใดสถาบันหนึ่งเท่านั้น.

 

ข้อมูลประกอบ ประชาไท http://prachatai.org/journal/2014/11/56608

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,008 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.