• 29 มิถุนายน 2560 - 00:25 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ประชุมหารือแนวเส้นทางชม.-ลำพูนสายใหม่เดือด ประชาชนเขตต.บ้านแหวน-สันผักหวานไม่เอาด้วย ล่ารายชื่อยกเลิก

 วันที่ 10 ธันวาคม 2557 - 01:12 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 3,499 ครั้ง พิมพ์

 

เชียงใหม่/ วันนี้ (25 พ.ย.57) เวลาประมาณ 13.00 น. ณ เทศบาลตำบลสันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด ที่ได้รับการว่าจ้างจากกรมทางหลวงให้ศึกษาแนวทางการก่อสร้างทางหลวงแนวใหม่สาย เชียงให



โดยเส้นทางที่ถูกวางเป็นแนวทางการศึกษา จะเริ่มต้นเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 1141 (ถนนมหิดล) โดยอยู่ห่างจากสถานีตำรวจภูธรภาค 5 ประมาณ 1.3 กิโลเมตร บริเวณบ้านแม่ข่าน้อย ต.ป่าแดด จังหวัดเชียงใหม่ แนวถนนมุ่งหน้าลงใต้ขนานไปกับแม่น้ำปิงและข้ามน้ำปิงที่บ้านเกาะ ต.สบแม่ข่า อ.หางดง จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นแนวเส้นทางจะเข้าสู่พื้นที่จ.ลำพูนที่ต.ประตูป่า อ.เมือง จ.ลำพูน และไปสิ้นสุดโครงการที่ถ.เลี่ยงเมืองลำพูน รวมระยะทางประมาณ 20.5 กิโลเมตร

พื้นศึกษาครอบคลุม 2 จังหวัด 4 อําเภอ 10 ตําบล ได้แก่ อําเภอเมืองเชียงใหม่ (ตําบลป่าแดด) อําเภอหางดง (ตําบลสันผักหวาน ตําบลสบแม่ข่า ตําบลบ้านแหวน ตําบลขุนคง) อําเภอสารภี (ตําบลขัวมุง ตําบลสันทรายมหาวงศ์) จังหวัดเชียงใหม่ และอําเภอเมืองลําพูน (ตําบลในเมือง ตําบลประตูป่า ตําบลเหมืองง่า) จังหวัดลําพูน

ภาพแนวเส้นทาง

 

นางบุษบา อิศรางกูร ณ อยุธยา จากทีมศึกษาโครงการ กล่าวว่า แต่เดิมโครงการไม่ได้ตัดผ่านพื้นที่อนุรักษ์ที่เข้าข่ายประเภทของโครงการหรือกิจการของราชการ รัฐวิสาหกิจหรือเอกชน ที่จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่ต่อมาเมื่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีประกาศลงวันที่ 20 มิถุนายน 2555 เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ ที่ระบุให้โครงการทางหลวงหรือถนน ซึ่งมีความหมายว่าด้วยทางหลวงที่ตัดผ่านพื้นที่ที่ตั้งอยู่ใกล้โบราณสถาน แหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์หรืออุทยานประวัติศาสตร์ตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติในระยะทาง 2 กิโลเมตรขึ้นไป ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการขออนุมัติโครงการ

“การประชุมในวันนี้จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ ไม่ใช่การประชาพิจารณ์ลงความเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับโครงการ”

“ประโยชน์ของการพัฒนาโครงการนี้ เพื่อรองรับปริมาณของผู้ใช้เส้นทางเชียงใหม่-ลำพูนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต และเพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้ทาง ลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ และลดระยะเวลาและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนการพัฒนาเมืองแฝดจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน  และเป็นแกนในการขยายตัวของเมืองในอนาคต รองรับความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของทั้งสองจังหวัด”

ดร.อรรถวิทย์ อุปโยคิน ทีมศึกษาโครงการ กล่าวว่า การศึกษาเพื่อที่จะได้เส้นทางที่เหมาะสมที่สุดคงจะต้องใช้เวลาอีกปีหนึ่งเป็นอย่างน้อย แนวการศึกษาการออกแบบยังไม่นิ่ง สามารถดิ้นปรับเปลี่ยนได้  พอได้แนวสุดท้ายที่มีรายละเอียดแล้วถึงจะเข้าขั้นตอนการออกพระราชกฤษฎีกาตามกฎหมายซึ่งใช้เวลาอย่างน้อยอีก 2 ปี กว่าจะลงมือก่อสร้างจริงต้องใช้เวลา 4-5 ปีเป็นอย่างน้อย

ถ้าเส้นเลี่ยงเมืองเส้นนี้เกิดขึ้นหลักๆจะช่วยให้บรรเทาปริมาณการจารจรบนเส้นทาง 106 (ถ.ต้นยาง) และถ.สายซุปเปอร์ที่ปัจจุบันรถติดจำนวนมาก ซึ่งเส้นทางสายหลักจังหวัดควรวิ่งได้ฉลุย

“ข้อมูลจากกรมทางหลวง 10 ปีก่อนเรามีรถวิ่งสายซุปเปอร์ 35,000 คันต่อวัน 10 ปีต่อมามีรถเพิ่มขึ้นมากอีกเท่าตัว 70,000 กว่าคัน อีก10 ปีข้างหน้าน่าจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ส่วนถนนเลียบทางรถไฟ เป็นเส้นทางเล็ก 2 ช่องจารจร ต่อให้รถเพิ่มขึ้นอย่างไรก็รองรับได้แค่ 10,000 คันต่อวัน ส่วนเส้นถนนต้นยางก็มีปริมาณรถเพิ่มขึ้นร้อยละ 30-40 จากปี 2546 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปถึง 40,000 คันต่อวันในปี 2570  ด้านทางหลวงสายหางดงจำนวนรถเพิ่มขึ้นไม่มากนัก

และจากการศึกษาข้อมูลเมื่อปี 2550 พบว่าการสร้างถนนเส้นนี้ มีความคุ้มค่าในการลงทุน ซึ่งไม่ได้มองเป็นตัวเงิน แต่มองในแง่ที่ว่า จะสามารถช่วยลดอุบัติเหตุ ช่วยให้การเดินทางของชุมชน

“เราต้องมองผลประโยชน์ในภาพรวม อย่ามองผลประโยชน์ของตนเพียงอย่างเดียว  ซึ่งถนนเส้นนี้จะช่วยให้หลายๆตำบลมีการเดินทางที่ดีขึ้น ลดอุบัติเหตุ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีการให้ข้อมูลการศึกษาโครงการ ชาวบ้านที่เข้าร่วมรับฟังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการตัดถนนผ่านพื้นที่

นางวิจิตร ศรีสุพรรณ ชาวบ้านในหมู่บ้านวังตาล ต.สันผักหวาน กล่าวว่า ตนมีคำถามในใจหลายคำถาม คำถามแรกคือ ทางโครงการบอกว่ามาปฐมนิเทศโครงการ แต่ตนอยู่ที่นี่ไม่เคยได้ยินข่าวเลยสักครั้งหนึ่ง ตนมาอยู่ที่วังตาลตั้งแต่ปี 2535 และคิดว่าจะใช้ช่วงสุดท้ายของชีวิตที่นี่ แต่ปรากฏว่าฝันสลาย อยากถามว่ามีมาตรการอย่างอื่นหรือไม่ ที่ทำแล้วสามารถได้ประโยชน์แก้ปัญหาอย่างที่กล่าวมา เช่น ลดอุบัติเหตุ รถที่เพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าแก้ปัญหาโดยใช้แต่การขยายถนน เราจะต้องเวนคืนอีกกี่รอบ

“เมืองที่เป็นเมืองใหญ่อื่นๆ เขามีมาตรการ เราพอจะมีทางเลือกอื่นไหม เช่นระบบขนส่งมวลชน เราน่าจะมีทางเลือกอื่นให้กับเราเพราะนอกจากผลกระทบสิ่งแวดล้อมและด้านอื่นๆแล้ว เราเห็นผลกระทบทางสังคมและจิตใจของพวกเรา หลายท่านที่มาอาจจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ด้วยความรู้สึกเป็นชุมชน หมู่บ้าน”

“การก่อสร้างเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้มีวันพอ เพราะท่านบอกว่าต่อไปสัก 10-20 ปี ต้องขยายอีก 10 เลน 20 เลน แล้วมันจะยังไง มันจะมีจุดสิ้นสุดตรงไหนบ้าง และงบประมาณที่ใช้จ่าย จริงๆแล้วก็เป็นภาษีของเรา แต่ก็เอาภาษีของพวกเรานี่แหละมายุ่งวุ่นวายกับชีวิตพวกเรา”

“ตอนนี้โครงการค่อนข้างคลุมเครือ ไม่รู้ว่าตรงไหนจะโดนบ้าง พอต้องมาเครียดมันก็ส่งผลต่อสุขภาพของพวกเราอยู่เหมือนกัน”

ชาวบ้านวังตาลผู้ใช้ถนนเชียงใหม่-ลำพูน กล่าวว่า ชาวบ้านที่มาในวันนี้ส่วนใหญ่อยู่หมู่บ้านวังตาลซึ่งไม่ได้รับหนังสือเชิญ แม้แต่สำนักงานหมู่บ้านก็ไม่ได้รับหนังสือแจ้ง  ทั้งที่เป็นหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อดูจากแนวเขตถนน

“ผมอยากถามว่าที่บอกว่าจะมีการออกสำรวจภาคสนาม มีการสำรวจภาคสนามจริงไหม เพราะเท่าที่สอบถามคนที่ได้รับผลกระทบจากแนวถนนไม่มีใครเคยได้รับแบบสอบถามเลย”

“อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะเสนอว่า หากเราดูตลอดแนวเส้นทาง ช่วงที่หนึ่งจะได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะผ่านชุมชนจำนวนมาก แผนที่ที่นำเสนอเป็นของปี 50 ผ่านมา 7 ปี มีชุมชนเกิดใหม่มากมายซึ่งจะมีผลกระทบมาก ผมทราบดีเพราะผมเคยโดนเวนคืนมาแล้วหนึ่งครั้ง ความรู้สึกมันมี”

“แล้วที่บอกว่าการจารจรคับคั่งเส้นเชียงใหม่-ลำปาง ผมไป-กลับลำปางทุกวัน ที่มันติดไม่ได้ติดเพราะถนนไม่พอ แต่มันติดเพราะมีไฟแดงจำนวนมาก แยกไฟแดงจากที่นี่ไปลำพูนมีไม่ต่ำกว่า4-5แห่ง ถ้าจะแก้ปัญหาก็ขยายเลน 8 เลน แล้วทำยูเทิร์นเกือกม้า อีกเส้นหนึ่งที่ใช้เป็นประจำเหมือนกันคือเส้นเลียบทางรถไฟ ทำไมไม่ไปทำเป็น 4 เลนให้หมด พยายามทำถนนให้มันดี ตรงนี้จะช่วยได้เยอะ”

ประสิทธิ ศรีโกศัย ชาวบ้านต.ป่าแดด กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าการสร้างถนนเส้นต่างๆไปทำให้ทางน้ำเปลี่ยน ถนนเป็นเหมือนทางกั้นน้ำอย่างดี และเป็นสาเหตุทีหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมเชียงใหม่ ประเด็นที่อยากจะฝากคือ เวลาจะสร้างถนนต้องคำนึงถึงประเด็นและศึกษาตรงนี้ด้วย

มาลี เอื้ออำนวย บ้านวังตาล ต.สันผักหวาน อ.หางดง เชียงใหม่ กล่าวว่า ตนมาซื้อหมู่บ้านเพราะอยากใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสงบสุข แต่กำลังถูกทำให้เสียไป กลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ ถนนมีหลายเส้นทำไมเราไม่ไปขยาย หรือใช้ของเดิมให้เกิดประโยชน์

“วันนี้ทุกคนได้รับผลกระทบทางจิตใจมาก ใจจะสลาย เพราะไม่รู้ว่าจะคลุมเครือแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ อีก 10 ปีหรือเปล่าก็ไม่รู้ ตอนนี้กำลังจะทาสีบ้านก็ต้องหยุดชะงักไป เราจะต้องอยู่ในสภาพนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ อยากให้แจ้งหรือบอกให้ชัดไปเลยว่าตรงไหนจะโดนบ้าง”

อัชรา ธิปวงค์ พนักงานธนาคารออมสิน ผู้อาศัยในต.สันผักหวาน กล่าวว่า ตนซื้อที่ดินผืนนี้เพื่อปลูกบ้านและคิดว่าจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายในชีวิต กู้เงินมา ผ่อนธนาคารจนเกือบจะหมดอยู่แล้ว พอมาเจอโครงการนี้ฝันแทบสลาย คิดว่าต้องหาบ้านอยู่ใหม่หรือ อายุก็มากแล้วที่ไหนจะให้ตนกู้อีก

“เมื่อดูแนว แล้วไปเทียบกับกูเกิ้ลแมป ข้างๆเห็นที่ดินว่างเปล่าจำนวนมาก ทำไมไม่ไปผ่านตรงนั้น ไปผ่านที่ดินที่เป็นหมู่บ้านจัดสรร หมู่บ้านที่เขาขึ้นบ้านเป็นหลังแล้ว อันนี้เหมือนเป็นเจตนาหรือเปล่า เป็นไปได้ก็ควรพิจารณาเส้นทางใหม่”

แขขัย ใหม่เมธี ชาวชุมชนแม่ข่าใต้ ต.ป่าแดด กล่าวว่า ชาวบ้านแถวนั้นไม่ทราบข่าวเกี่ยวกับโครงการนี้เลย เมื่อตนถามแม่หลวง(ผู้นำชุมชนที่เป็นผู้หญิง) ที่ควรจะเป็นผู้รู้ข้อมูลมากที่สุด ก็ได้รับคำตอบว่า โครงการได้ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่วันนี้ก็ยังประชุมกันอยู่เลย

“ถ้าจริงใจกับประชาชนจริงๆ ควรประชาสัมพันธ์มากกว่านี้ เท่าที่ดูเอกสารสรุปการปฐมนิเทศโครงการมีคนเข้าร่วมไม่ถึง100 คิดว่าถ้าจะทำก็ควรจัดส่งไปรษณีย์ไปบ้านผู้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อแจ้งข่าว”

“ถ้าจะพัฒนาถนนควรไปทำเส้นเลียบทางรถไฟ เพราะใช้เวลาในการเดินทางจากเชียงใหม่ไปลำพูนใกล้ที่สุด”

“ตอนนี้ข่าวมันสับสน มีข่าวลือเต็มไปหมด บ้างก็ว่าค่าเวนคืนตกไร่ละ 6 ล้าน  เมื่อดูจากแนวเส้นทางก็พบว่ายังเป็นแนวเดิมของปี 2550 ที่ต้องผ่านหมู่บ้านเอื้ออาทร แต่แม่หลวงก็บอกว่าเขาจะย้ายแนวไม่ผ่านบ้านเอื้ออาทร คือ ข่าวลือตอนนี้มันเยอะมากและมันไม่เป็นผลดีต่อใครเลย”

พ.อ.ธีรภัทร์ คงพานิช ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านโฮ่ง ผู้มีส่วนได้-เสียแนวถนนตัดผ่าน กล่าวว่า ถ้าถามความจำเป็นมันอาจจะจำเป็นแต่ถ้ามีทางเลือกทำไมเราไม่ทำทางเลือก ตนเห็นด้วยกับทางเลือกที่หลายท่านเสนอที่ให้ยกเลิกโครงการและอยากเสนออีกทางหนึ่ง คือทำ Free-Way แบบอเมริกาข้ามไปเลย จะได้ไม่กระทบกับชาวบ้าน

ดวงฤทธิ์ ชาติแสนปิง อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านใหม่ ต. สันผักหวาน จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์ของคนในพื้นที่ค่อนข้างเป็นกังวลในสองเรื่อง เรื่องแรก ความไม่ชัดเจนของโครงการที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2550  ว่าจะทำโครงการอยู่หรือไม่ รายละเอียดว่าจะตัดผ่านตรงไหนก็ไม่ชัดเจน ทำให้ชาวบ้านกังวลว่าสรุปแล้วที่ของตนจะโดนหรือไม่ จะต่อเติมบ้าน ลงทุนทางธุรกิจก็ไม่กล้าทำ เพราะกลัวว่าถ้าทำไปแล้วจะโดนเวนคืนเพื่อทำถนน

“มันทำอะไรไม่ได้ อย่างพ่อหลวงอยากจะต่อเติม สร้างหอพักใหม่ มีที่ดินแล้ว แต่ก็ชะงักๆ เพราะกลัวว่าสร้างไปก็จะโดนเวนคืน ลูกหลานครอบครัวกำลังจะแบ่งที่ดินเพื่อปลูกบ้านก็ชะงักทำไม่ได้ เพราะซุปเปอร์จะตัดผ่าน”

เรื่องที่สอง คือเรื่องการจ่ายค่าชดเชยจากการประเมินราคา ซึ่งเรื่องนี้ชาวบ้านหลายคนก็ต้องการความชัดเจนด้วย เพราะถ้าต้องย้ายจริง ชาวบ้านไม่ต้องการการประเมินแบบเดิม เพราะมันไม่ได้อยู่พื้นฐานของความเป็นจริง เนื่องจากที่ดินมีมูลค่าสูงกว่านั้น

“การเวนคืนไม่เป็นที่น่าพอใจของชาวบ้าน ตอนนี้เมืองเชียงใหม่ขยายตัวเรื่อยๆ ราคาการประเมินหรือการชดเชยมันต้องปรับ อาจจะเป็นราคาเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน เพราะถ้าชดเชยราคาประเมินไม่มีใครยอม อย่างราคาที่ดินบริเวณนี้ ราคาประเมินอยู่ที่ไร่ละ 1.5 ล้าน ราคาขายอยู่ที่สองล้านกว่า  จ่ายที่ล้านห้าใครจะยอม กำนันที่สบข่าเขาพูดเลยว่า มูลค่าที่ดินรวมกับปลูกลำไยประเมินมาเขาอาจจะได้ปีละ 3 แสนบาท แต่ถ้า 10 ปี เขาได้ 3 ล้านบาท จะมาให้เขาแค่ 3 แสน เขาก็ไม่เอาเพราะเขาได้มากกว่านั้น”

“การตัดถนนมันดี เพราะด้านหนึ่งความเจริญมันก็เข้ามา แต่จะไปให้เดือดร้อนชาวบ้าน ผมไม่เห็นด้วย อย่างน้อยที่สุดก็ควรหาแนวที่มันไม่กระทบต่อชาวบ้านและชุมชน”

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังจากการประชุมฯได้มีการรวบรวมรายชื่อเพื่อส่งหนังสือแสดงเจตจำนงขอยกเลิกโครงการดังกล่าวแล้ว.

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,147 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.