• 25 พฤษภาคม 2560 - 21:15 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

นักศึกษากับงานอาสา หมดยุค “แสวงหา” จริงหรือ?

 วันที่ 10 ธันวาคม 2557 - 01:18 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,224 ครั้ง พิมพ์

 

กอแก้ว วงศ์พันธุ์

ในวันที่บ้านเมืองมีปัญหา อยู่ในภาวะวิกฤตทางการเมือง ประชาชนมักตะโกนถามหา “นักศึกษา” อยู่ที่ไหน เนื่องจากบทบาทของนักศึกษามีความบริสุทธิ์ และต่อสู้บนพื้นฐานของความอยากเห็นโลกยุติธรรมอย่างแท้จริง นักศึกษาจึงมีบทบาทในการเรียกร้องทางการเมืองและเรียกร้องความยุติธรรมในสังคมอย่างเข้มข้นเสมอมา

ยุคที่สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กิจกรรมนักศึกษาในทุกมหาวิทยาลัยซบเซาลง สภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปบังคับให้พวกเขาต้องนึกถึงความมั่นคงของตนเองมากกว่าปัญหาสังคม การกล่าวเช่นนี้ ประหนึ่งว่า ยุค “แสวงหา” ของนักศึกษานั้นหมดไปแล้วจริงหรือ

ผู้เขียนมีโอกาสพบผู้มีบทบาทสำคัญต่องานอาสาของนักศึกษาหรือเยาวชน 2 ท่าน ท่านหนึ่งเป็นนักกิจกรรมที่ทำงานกับเยาวชนมานานนับสิบปี คือ วัฒนา นาคประดิษฐ์ ผู้ประสานงานมูลนิธิอาสาเพื่อสังคม (มอส.) และอีกท่านเป็นผู้บริหารที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาและชีวิตความเป็นอยู่ของนักศึกษาโดยตรงคือ รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับบทบาทของนักศึกษาในบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลง

สถานศึกษาหรือมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งสำคัญในการสร้างมุมมองหรือทัศนคติให้กับนักศึกษา ซึ่งละสายตาไปไม่ได้เลยว่า สถานศึกษาให้อะไรกับพวกเขาบ้าง นอกจากประสิทธิประสาทวิชาความรู้แล้ว อิสรภาพในการแสดงออก แสดงความคิดเห็น และกิจกรรมเสริมสร้างความคิด มหาวิทยาลัยสร้างสรรค์ได้หรือไม่

รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีกล่าวว่า อยากจะให้มหาวิทยาลัยทักษิณเป็นแหล่งแสวงหาทางจิตวิญญาณของนักศึกษา นอกเหนือจากการเรียนการสอนทางความรู้ทั่วไปแล้ว มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมกิจกรรมส่งเสริมความรู้นอกห้องเรียนให้กับนักศึกษา ให้นักศึกษาได้มีบทบาทในการแสดงออกมากกว่าไปจำกัดความคิดของพวกเขา

รศ.ดร.ณฐพงศ์ เคยเป็นอดีตนักกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเคยเป็นคนทำงานอาสาพัฒนาสังคมให้กับมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) ก่อนที่จะศึกษาต่อ และจบการศึกษาเข้ามาเป็นอาจารย์และผู้บริหารที่มหาวิทยาลัยทักษิณ มีความเข้าใจปัญหาและบทบาทของนักศึกษาเป็นอย่างดี เขาจึงทำกิจกรรมนอกห้องเรียนส่งเสริมความรู้และบทบาทนักศึกษาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการจัดงานสิทธิมนุษยชน ซึ่งจัดติดต่อกันมาเป็นเวลา 3 ปีแล้วนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 จนถึงปัจจุบัน และยังคงมีแผนงานในการจัดต่อไปอีกในอนาคต ซึ่งในกิจกรรมร่วมกับองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน อาทิ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และ Amnesty International Thailand แต่ละองค์กรมีประสบการณ์ ความรู้ รวมไปถึงกิจกรรมหรือสถานการณ์ที่เป็นจริงมาแลกเปลี่ยนกับนักศึกษา จึงทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ปัญหานอกห้องเรียนอย่างเข้าใจ และแลกเปลี่ยนกับองค์กรที่มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง ทำให้นักศึกษาได้มุมมองกว้างไกลมากขึ้น นักศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนั้นพวกเขาอาจปรับเปลี่ยนทัศนคติและได้แรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อสังคมด้วย หันมาทำงานรับใช้ประชาชนมากขึ้น

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยทักษิณให้ความสำคัญกับกิจกรรมนอกห้องเรียนของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มากขึ้น มีผู้บริหารคณะนิติศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะศึกษาศาสตร์ได้ให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมสัปดาห์สิทธิมนุษยชนมากขึ้น เนื่องจากเห็นประโยชน์กิจกรรมความรู้นอกห้องเรียนเพื่อเสริมสร้างให้นักศึกษาเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและคุณธรรม เมื่อจบการศึกษาออกไป

อานนท์ ศรีบุญโรจน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้นำนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรม เนื่องจากต้องการให้นักศึกษาที่เรียนด้านกฎหมาย เข้าร่วมกับสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์จริงในพื้นที่ และมีกรณีศึกษาของจริง เพื่อให้พวกเขาได้นำเอาความรู้ทางด้านกฎหมายมาปรับใช้กับสถานการณ์จริง นอกจากนี้ยังได้ความรู้ด้านกฎหมายจากผู้เชี่ยวชาญที่มีการปฏิบัติงานในพื้นที่ ทำให้มุมมองในด้านกฎหมายกว้างขึ้น

อานนท์กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากเด็กได้มุมมองทางกฎหมาย แง่คิดทางกฎหมายมากขึ้นแล้ว เขายังได้เห็นว่า กฎหมายไม่ใช่แค่เป็นเพียงวิชาชีพอย่างเดียว หรือเป็นนักกฎหมายเพื่อธุรกิจ เพื่อกลุ่มคนรวยที่มีโอกาสเท่านั้น แต่กฎหมายสามารถเป็นได้หลายอย่างต่อคนกลุ่มหนึ่ง คือ คนจน คนชายขอบ คนด้อยโอกาส พวกเขาไปลงพื้นที่ทำให้พวกเขากลับมาคิดเชื่อมโยงกฎหมายกับสังคมได้

ส่วนทางด้านผู้เชี่ยวชาญงานอาสากับเยาวชนมานับสิบปี วัฒนา นาคประดิษฐ์ กล่าวว่า จากการทำงานอาสาสมัครกับคนหนุ่มสาวมาตลอด เห็นว่า สังคมที่เปลี่ยนแปลงไม่ทำให้พวกเขาสนใจปัญหาสังคมน้อยลง แต่เปลี่ยนรูปแบบ เนื่องจากระบบการเมืองการปกครองเปลี่ยนแปลง ก่อนหน้าที่จะมีการรัฐประหารครั้งนี้ สังคมมีสิทธิเสรีภาพ มีองค์กรอิสระมากขึ้น ดูเหมือนเรามีเสรีภาพ เพียงแต่คนรุนใหม่ขาดการวิเคราะห์ เพราะการกดขี่มันซับซ้อนมากขึ้น มันไม่ง่ายที่คนหนุ่มสาวจะวิเคราะห์ได้ ความซับซ้อนมันเนียนจนทำให้คนหนุ่มสาวไม่คิดว่าถูกละเมิด ซึ่งความจริงแล้วคนหนุ่มสาวไม่หายไปไหน คนที่ไม่ได้ออกไปช่วยคนที่ถูกละเมิดสิทธิ  ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่คิดอะไร เชื่อว่า นักศึกษายังคงคิดและสนใจต่อปัญหาสังคม แต่เขาอาจมีเงื่อนไขบางเรื่องเช่น การเรียน และความกลัว ซึ่งเขาต้องชนะความกลัวให้ได้ เมื่อชนะความกลัวได้ เขาจะเป็นผู้นำธงทางสังคมต่อไป

วัฒนาทำงานด้านอาสาสมัครกับนักศึกษาและเยาวชนมา 30 ปี เธอไม่เคยสิ้นหวัง เธอมองเห็นศักยภาพของคนหนุ่มสาวตลอดเวลา เชื่อพลังของคนหนุ่มสาว ที่สำคัญคือ ต้องดึงศักยภาพของคนหนุ่มสาวให้ได้ สถานศึกษาสามารถช่วยนักศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ได้

ท้ายที่สุดแล้ว เรายังคงมีความหวังกับคนหนุ่มสาว สถานศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความคิดให้กับมนุษย์ ผู้เขียนอยากตั้งข้อสังเกตว่า มหาวิทยาลัย (ความคิด) ตายแล้ว (จริงหรือ)! เห็นได้ว่า ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน นักศึกษาออกมาปะทะกับผู้มีอำนาจ ในขณะที่มหาวิทยาลัยอยู่ภายใต้ความกลัว และปฏิบัติตามคำสั่งผู้มีอำนาจ.

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,003 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.