• 25 กันยายน 2560 - 21:58 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สัมภาษณ์ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล : ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ภาพสะท้อนการเมืองไทยที่ไม่เหมือนเดิม

 วันที่ 10 ธันวาคม 2557 - 09:06 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,011 ครั้ง พิมพ์

 

กองบรรณาธิการสำนักข่าวประชาธรรม

เมื่อ 10 ธันวามาบรรจบ ประเด็นเรื่อง “รัฐธรรมนูญ”ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงทุกปี ไม่ว่าจะเป็นปีที่หลายคนมองว่าเป็นประชาธิปไตย หรือปีที่ท๊อปบู๊ทครองเมือง เนื่องเพราะวันนี้ได้ถูกตีตราความหมายไว้ว่าเป็น “วัน(พระราชทาน)รัฐธรรมนูญ”ของไทย อันเป็นผลมาจากการเมืองในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ 14ตุลาฯ ทั้งที่นักวิชาการหลายท่านพยายามท้วงว่าวันที่ถือกำเนิดรัฐธรรมนูญจริงๆคือวันที่ 27 มิ.ย.

ไม่ว่ามันจะถูกอธิบายในแง่ไหนก็ตาม วันที่ 10 ธันวาของทุกปีได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการนึกถึง “รัฐธรรมนูญ”ในวงกว้างไปแล้ว ประชาธรรมถือโอกาสร่วมสะท้อนประเด็น “รัฐธรรมนูญ” ฉบับใหมที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการ “ปิดปรับปรุง ยกร่าง” ในขณะนี้ ด้วยการสัมภาษณ์รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่อประเด็นที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นสะท้อนภาพการเมืองไทยอย่างไร ท้ายที่สุดมันจะกลายเป็นกติการ่วมที่จะทำให้เราฝ่าวิกฤตปัญหาทางการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญคนที่ไม่มีเสียง หรือถูกทำให้ไม่มีเสียง (Voiceless)จะมีที่ยืนอย่างไรในรัฐธรรมนูญฉบับนี้

 

การเมืองระดับบนพูดคุยกันมากมาย เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ แล้วสำหรับคนทั่วไปควรจะทำความเข้าใจ หรือมองรัฐธรรมนูญอย่างไร รวมถึงสิ่งที่เราจะเจอในอนาคต

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่ามันมีการฉีกรัฐธรรมนูญเดิมและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้เห็นว่าเขาอยากจะทำอยากจะร่างอะไรตามใจชอบ

อย่างไรก็ตามผมมองว่าอย่างน้อยในช่วงสองทศวรรษหลังนี้  ต่อให้คณะรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญแล้วร่างขึ้นมาใหม่นั้น การร่างใหม่มันไม่ได้เป็นไปตามอำนาจของคณะรัฐประหารอย่างสิ้นเชิงทั้งหมด สมมุติร่างออกมาแล้วพบว่าไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง ไม่สอดคล้องกับสังคมที่เป็นอยู่ หรือไม่สอดคล้องกับมาตรฐานความเชื่อ มันก็จะเกิดความเป็นไปได้ในสองรูปแบบ คือหนึ่งร่างออกมาไม่ได้ สอง แม้ว่าร่างออกมาได้ก็คงใช้บังคับไม่ได้มากนัก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดข้อขัดแย้งเกิดความเปลี่ยนแปลงภายหลัง อย่างเช่นสิ่งที่ไม่สามารถร่างได้เลยคือ เขาไม่สามารถเขียนว่าคนไม่เท่ากัน แม้ว่าจะคิดแบบนั้นอยู่เต็มประดา แบบที่สอง เขียนออกมาได้แต่ถ้าไม่ตอบสนองสังคม มันก็จะจบเหมือนเดิม อย่างน้อยคนที่ร่างฝืนไม่ได้อย่างแน่นอน  ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ผมมองว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นดึงเอาชาวบ้านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง Political Society ด้วยการดึงชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการเมือง เช่น อบต. จะพบว่าชาวบ้านมาลงคะแนนเสียงเยอะมาก ในงานที่ผมได้ศึกษาพบว่าหลายพื้นที่ ชาวบ้านเขาจะเลือกคนที่ทำงานอย่างจริงจัง คนที่ไม่ทำงานสมัยต่อไปเขาก็ไม่เลือก ชาวบ้านรู้ว่าการเมืองท้องถิ่นมันเป็นสถาบันที่ตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องและมีผลประโยชน์ คือตัวนโยบายของท้องถิ่นที่กลับเข้ามาหาชาวบ้านเองโดยการเลือกตั้ง เป็นผลทำให้ชาวบ้านเข้าไปสัมพันธ์กับการเมือง

 

“คนที่ร่างรัฐธรรมนูญตอนนี้อย่าคิดว่าตัวเองต้องการจะร่างอะไรก็ได้ ซึ่งผมไม่เชื่อว่าผู้ร่างต้องการจะร่างอะไรได้ตามใจชอบ  แม้ว่าจะเป็นคนเสื้อเขียวคล้องนกหวีดเต็มรัฐสภาก็ตาม มันก็มีเพดานจำกัดในการเขียนร่างอยู่ เพราะฉะนั้นไม่สามารถปฏิเสธหลักการสำคัญนั้นๆได้”

 

ถ้ามันมีความขัดแย้งภายในของคนที่ร่างรัฐธรรมนูญ หรือในกลุ่มคนที่กุมอำนาจจะทำให้ตัวรัฐธรรมนูญมีปัญหาในภายหลัง จะมีรัฐประหารอีกรอบหรือไม่ หรือแนวโน้มในข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

จะมีรัฐประหารอีกรอบหรือไม่นั้น มันเร็วที่จะให้คำตอบ แต่ถ้าหากจะใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมนั้น มันไม่สามารถทำอย่างที่เป็นอยู่นี้ได้ อย่างไรก็ตามถ้าอยากจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจะต้องทำหรือเขียนให้มันเหมาะสมกว่านี้  ถ้าเทียบกับรัฐธรรมนูญปี49 การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ผมเห็นว่ามันค่อนข้างสะเปะสะปะ หมายความว่าบรรดาคนที่เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญถ้าเทียบกับปี49 มันชัดเจนว่าโจทย์การร่างรัฐธรรมนูญ คือจะทำอย่างไรไม่ให้ทักษิณและพรรคพวกออกมาเป็นรัฐบาลอีก มีการระดมสรรพกำลัง ตรรกะทุกอย่าง แต่ครั้งนี้ผมเห็นข้อเสนอไปคนละทิศคนละทาง เช่น การเสนอระบบเลือกตั้ง การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ถามว่าระบบเลือกตั้งนายกโดยตรงกับระบบรัฐสภา มันคิดมาจากฐานคิดอะไร

ผมมองว่าโจทย์หรือปัญหาที่บรรดาผู้ร่างรัฐธรรมนูญคิดว่าเป็นปัญหาสำคัญของสังคมการเมืองมันคืออะไร ยังไม่มีการพูดคุยกันให้เห็นชัดเจน หากกระบวนการตอนนี้มันยังสะเปะสะปะอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะมีปัญหา แต่ท่าทีของคนร่างเริ่มตระหนักมากขึ้นว่าจะปิดห้องลับแล้วเขียนร่างออกมามันไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันได้อีกต่อไป อย่างน้อยเขาก็มองว่าต้องมีเวทีรับฟังความคิดเห็น พอพูดถึงเรื่องประชามติ ก็โยนให้ท่านผู้นำตัดสินใจ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าในเชิงกระบวนการร่างและกระบวนการตัดสินใจมันยากที่จะถูกผูกขาดไว้กับกลุ่มคนแคบๆ”

 

 

อย่างนั้นแล้วพวกกลุ่มสังคมการเมือง Political Society ที่อาจารย์กล่าวถึงข้างต้น มันพอจะไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้อย่างไรบ้าง

ตอนนี้ดูเหมือนเป้าหมายหลัก คือต้องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในการเมืองระดับบน จึงไม่แปลกที่ชาวบ้านจะรู้สึกเฉยๆ ถ้าเทียบกับรัฐธรรมนูญ40 เป็นรัฐธรรมนูญที่พยายามจะขยายสิทธิเสรีภาพประชาชน ทำให้ประชาชนสนใจ แต่การร่างครั้งนี้ยังไม่ได้ยินการพูดถึงการออกรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองหรือขยายสิทธิเสรีภาพประชาชนแต่อย่างใด ถามว่ามีใครพยายามจะออกรัฐธรรมนูญเพื่อทำให้สิทธิชุมชนมีผลชัดเจนจากปัญหาที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา หรือรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐานให้กับคนในสังคม ผมยังไม่เห็นคนพูดสิ่งเหล่านี้ มีแต่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการเพียงอย่างเดียว 

ผมคิดว่านักวิชาการจำนวนมากก็คิดไปในทางเดียวกันคือ อำนาจมันตั้งอยู่ได้เพราะมีคนให้การสนับสนุน และการรัฐประหารครั้งนี้มันก็มีคนให้การสนับสนุนอยู่ โดยเฉพาะคนที่ถูกเรียกว่านักวิชาการ เห็นชัดว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมในครั้งนี้ ทั้งนี้กระบวนการร่างยังคงดำเนินต่อไป แต่สิ่งที่เป็นข้อเรียกร้องในกระบวนการร่างจะต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเกิดขึ้น จะปาหี่หรือไม่ผมไม่รู้ แต่ข้อเรียกร้องที่เป็นประเด็นปัญหา และประเด็นสำคัญ มันจะทำให้เกิดการดีเบตเพิ่มมากขึ้นและกว้างขวางกว่านี้ในประเด็นต่างๆที่รัฐธรรมนูญเสนอ ถึงที่สุดจะมีการเรียกร้องให้มีการทำประชามติ ผมคิดว่าอย่างน้อยประชามติในสังคมการเมืองไทยกลายเป็นสถาบันที่สำคัญ

 

 

อาจารย์พยายามสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมูญหรือการเขียนรัฐธรรมนูญมันเป็นภาพแทนการต่อรองอำนาจแบบหนึ่งซึ่งจะทำแบบเดิม(ปิดประตูห้องเขียน)ได้ยาก แต่ก็มีคนนำเสนอถึง “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม” เป็นสิ่งที่เราต้องแก้ ก่อนจะลงรากฐานไปยังรัฐธรรมนูญ อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

เวลาเราพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ต้องเข้าใจว่าวัฒนธรรมมันสามารถเคลื่อนได้ ถ้าดูในรัฐธรรมนูญอาจจะมีไม่กี่อย่าง แต่ก็ค่อยๆ พัฒนามั่นคงเรื่อยๆ ถ้าถามผม ผมเห็นว่าหมวด 2 ค่อนข้างมั่นคง

หากเปรียบรัฐธรรมนูญ 40 กับ 50 จะเห็นว่าเป็นครั้งแรกที่หมวดสองเหมือนกันทุกถ้อยคำ กล่าวคือรัฐธรรมนูญก่อนหน้าปี 2540 ในหมวดสองมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางมากกว่านี้ แต่พอมาดูฉบับ 40-50 ผมคิดว่ามันค่อนข้าง Establish (ลงรากฐาน) เพราะทั้งสองฉบับมีที่มาต่างกัน ฉบับหนึ่งมาจากการร่างโดยประชาชน อีกฉบับมาจากรัฐประหาร แต่รัฐธรรมนูญสองหมวดนี้เหมือนกันเลย หมายความว่าอันนี้แป็นรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่ถูกเขียนไว้ชัด เพราะฉะนั้นการที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมให้ปรากฎในตัวรัฐธรรมนูญ เราต้องระวังวัฒนธรรมบางอย่างที่ดูเหมือนจะเหลื่อมๆ กับประชาธิปไตย เพราะว่ารัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเมืองใช่ว่าสอดคล้องกับประชาธิปไตยเสมอไป และบางอย่างต้องทำให้ปรากฎไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกตั้ง หรือคนต้องเท่าเทียมกัน

“ต้องดูก่อนว่าวัฒนธรรมอันไหนที่ไปกับหลักประชาธิปไตยได้ ซึ่งถ้าพูดถึงแต่รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมแบบไทยๆ อย่างเดียวอาจจะไม่โอเค หลายอย่างที่เป็นวัฒนธรรมการเมืองเช่น รัฐประหารแล้วออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งศาลก็ยอมรับ สภาก็ยอมรับ อย่างนี้จะเอาไหมล่ะ ผมคนหนึ่งละที่ไม่เอา สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ลงหลักปักฐานอย่างเข้มข้น คณะนิติราษฎร์พยายามเสนอรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนรากฐานวัฒนธรรมการเมืองแบบนี้ จึงถูกด่า เพราะฉะนั้นเราจึงควรสนับสนุนรัฐธรรมฉบับวัฒนธรรมที่เป็นประชาธิปไตย ไม่งั้นเราก็จะเห็นอะไรที่มันเหลื่อมๆ แบบนี้”

 

ต้องแยกให้ชัดก่อนว่าวัฒนธรรมอันไหนมันไปด้วยกับประชาธิปไตย แล้วถึงร่างรัฐธรรมนูญ ?

คือ เวลาเราพูดถึงวัฒนธรรมโดยรวมทั้งหมด เราคงไม่ได้หมายความว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งดีงาม แต่มันเป็นข้อตกลงของคนในสังคมซึ่งบางทีก็อาจสะท้อนอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน สะท้อนแง่มุมที่อัปลักษณ์ของสังคม มันเป็นเรื่องปกติของทุกสังคม ฉะนั้นถ้าอันไหนที่มันสอดคล้องเราควรจะเอาไว้ อย่างการที่ใครมาบอกว่าคนไม่เท่าเทียม อันนี้ไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่คนในสังคมไทยโดยรวมยอมรับว่า “คนต้องเท่าเทียม”

 

ในเวทีสมัชชาคนจนอาจารย์พูดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำที่เจอมาในงานวิจัยค่อนข้างเยอะ รัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นความหวังได้ไหม หรือจะมีกลไกพัฒนาเรื่องการกระจายอำนาจหรือไม่ เพราะดูจากท่าทีคณะร่างก็ค่อนข้างมีปัญหากับเรื่องการกระจายอำนาจเนื่องจากอยากจำกัดอำนาจจากนักการเมือง

เราต้องแยกเป็นเรื่องๆ อย่างเช่นเรื่องของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ผมคิดว่าสิ่งที่เขาพอจะทำได้คือ ทำให้มันช้าลง เพราะเขาไม่สามารถขวางอันนี้ได้ ถ้าขวางหมายถึงว่าคุณไปยืนตรงกันข้ามกับมวลชนอันไพศาล ถ้าดูจากท่าทีอย่างตอนที่มรว.ปนัดดาออกมาพูดว่า “อบต.กินไวน์ขวดละแสน” อบต.ก็พร้อมใจพรึ่บ แต่งดำ ปนัดดาต้องออกมาอธิบายใหม่

ผมคิดว่าอันนี้เป็นความเปลี่ยนแปลงของท้องถิ่นที่ยังไงก็หยุดไม่ได้ เขาคงได้แต่ชะลอไม่ให้ท้องถิ่นมันเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป เพราะความคิดที่ว่าการกระจายอำนาจจะทำให้ผู้รับเหมา รับจ้างท้องถิ่นกลายมาเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ท้ายที่สุดนำไปสู่วงจรอุบาศว์ที่เข้าสู่การเป็นผู้รับเหมาระดับจังหวัด ระดับชาติ และเข้ามาโกงกินในที่สุด ด้วยทัศนคติแบบนี้เขาต้องชะลอ แต่ผมคิดว่าคงชะลอยาก

“แต่สิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงเลย คือ มิติอื่นๆ ที่จะทำให้คนกลุ่มต่างๆ มีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น เช่น ประเด็นเรื่องแรงงาน แรงงานไม่มีใครพูดถึงเลย แรงงานหลายประเภทที่ผมเห็นไม่มีสหภาพ คือ ไม่อำนาจต่อรอง เช่น แรงงาน Informal sector ซึ่งไม่มีใครพูดถึงการเพิ่มอำนาจให้คนกลุ่มนี้เลย หรือแม้แต่การเพิ่มอำนาจของคนในการกำกับการเมือง หรือกำกับพรรคการเมืองได้ เช่น การเสนอเรื่อง Primary vote หรือข้อเสนอที่ทำให้คนหรือสังคมเข้าไปกำกับฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ หรือกำกับสื่อ เราจะไม่เห็นข้อเสนอจำพวกนี้เลย มันจะเป็นลักษณะคล้ายรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ให้ชนชั้นนำที่เป็นคนดีกำกับ”

ฉะนั้นสิ่งที่ควรจะผลักดัน คือ เพิ่มอำนาจของสังคมในการเข้าไปกำกับสถาบันและองค์กรต่างๆ ที่เข้าไปควบคุมอำนาจรัฐ อันนี้แหละสำคัญ

อีกอันหนึ่งที่เป็นข้อสังเกต อำนาจรัฐไทยกำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้นและการขยายตัวนั้นเป็นการไปดึงเอาพลังทางสังคมเข้ามาสนับสนุน หมายความว่ามันมีองค์กรหลายองค์กรที่ไม่ใช่องค์กรรัฐแบบเดิม แต่ทำให้ดูเหมือนว่าเราเป็นองค์กรหนึ่งทางสังคม เช่น คณะกรรมการสิทธิฯ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กสทช. ฯลฯ ไม่รู้ว่าเป็นการปรับตัวของรัฐไทยหรือเปล่า คือมันทำให้เวลาจะต่อต้านมันไม่ชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายไหน

สมัยสฤษดิ์ ถนอม ประภาส คนเป็นประธานคือพลเอก คนเป็นเลขาฯพลโท แบบนี้มันทำให้เราพร้อมที่จะยืนอยู่คนละฝั่ง พร้อมที่จะเป็นคู่ตรงกันข้าม แต่ตอนนี้เราก็ไม่รู้ว่าจะเอายังไงกับองค์กรแบบนี้ดี จะด่ามัน มันก็ทำอะไรเป็นประโยชน์อยู่บ้าง คือ มันเป็นภาวะที่เส้นแบ่งทางสังคมกับรัฐไม่ได้ขีดแบบชัดเจนอีกต่อไป พอไม่ได้ขีดแบบนี้ความสามารถที่จะต่อต้าน ตรวจสอบ ก็จะถูกกลืนเข้าไปด้วย และสังคมไทยเป็นสังคมแบบลูบหน้าปะจมูกคือ พอจะด่าใคร ก็ต้องดูว่าเป็นรุ่นพี่ เพื่อน อาจารย์ ผู้นำทางจิตวิญญาณหรือเปล่า

“ฉะนั้นเราจึงเห็นคนจำนวนไม่น้อยเข้าไปมีส่วนรัฐประหาร เพราะเมื่อไหร่ที่คุณต้านรัฐประหาร มันไม่ได้หมายความว่าคุณต่อต้านรัฐประหารอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการสูญเสียเครือข่ายบางอย่างด้วย” .

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,571 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.