• 25 กันยายน 2560 - 21:57 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สัมภาษณ์: มองหกเดือนรัฐประหารกับนักวิชาการไทยในต่างแดน1

 วันที่ 24 ธันวาคม 2557 - 13:13 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,322 ครั้ง พิมพ์

 

กองบรรณาธิการสำนักข่าวประชาธรรม ชวนผู้รับข้อมูลข่าวสารติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ชุด นักวิชาการไทยในต่างแดน เพื่อสะท้อนย้อนคิดต่อผลพวงหลังรัฐประหารที่ผ่านมาซึ่งหวังว่าจะผ่านไปในเร็ววัน ทีมงานประชาธรรมขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดงานชุดนี้



*ภาพประกอบจาก http://socanth.tu.ac.th/

ยุกติ มุกดาวิจิตร

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รับเชิญ ภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา

 

มองหกเดือนที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร และประเทศไทยในปีหน้าอย่างไร?

 

6 เดือนที่ผ่านมาคณะรัฐประหารล้มเหลวใน 4 ด้านด้วยกัน 1. การสร้างความปรองดอง คสช. คิดว่าการรัฐประหารจะนำมาซึ่งการยุติความขัดแย้ง แต่สิ่งที่ปรากฏจริงคือการไล่ล่าคุกคามและปิดกั้นการแสดงออก ของประชาชนที่สนับสนุนกลุ่มการเมืองที่ คสช. เป็นปฏิปักษ์ ในทางตรงกันข้าม คสช. ร่วมมือกับกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนการโค่นล้มอำนาจของทักษิณ ชินวัตรและยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจนนำไปสู่การยึดอำนาจทั้งในปี 2549 และ 2557 ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง นักธุรกิจ และข้าราชการที่ คสช. เชิญให้ไปร่วมงานด้วยนั้น ในทางวิชาการต้องถือว่าเป็นกลุ่มการเมืองเช่นกัน คนกลุ่มนี้ล้วนฉวยโอกาสในการเข้าสู่อำนาจเพื่อสานต่อโครงการจำกัดอำนาจตระกูลชินวัตรและจำกัดอำนาจการเมืองของการเลือกตั้ง ความปรองดองที่ คสช. พยายามทำในขณะนี้ ทำได้เพียงกดทับความเห็นต่างไว้ด้วยกำลังอาวุธ ในทางอุดมการณ์ ก็ยังไม่สามารถสร้างการยอมรับได้จริงจากคนส่วนใหญ่ ที่ทำได้คือเพียงแค่กลบเกลื่อนความขัดแย้งด้วยกลไกทางอุดมการณ์ที่ตื้นเขินอย่างค่านิยม 12 ประการ ที่ล่าสุดนำไปลงทุนทำภาพยนตร์และเผยแพร่สติ๊กเกอร์ในไลน์ ซึ่งก็ยังถูกวิจารณ์อย่างหนักหน่วง

 

 2. การบริหารประเทศ เห็นได้ชัดว่า คสช. ไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อดำเนินการเพื่อสร้างความปรองดองเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยที่ยั่งยืน แต่ยังเข้าไปก้าวก่ายการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจด้วยโครงการประชานิยมและการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในแบบของ คสช. แทนที่ คสช. จะรีบทำงานที่ตนเองสัญญาไว้ให้เสร็จ คือร่างรัฐธรรมนูญแล้วคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว คสช. และกลุ่มนักการเมืองที่ร่วมมือกับ คสช. กลับสร้างข้อผูกพันทางการคลัง สร้างภาระให้ประเทศมากมายในระบอบที่ประชาชนไม่สามารถแสดงความเห็น ไม่สามารถตรวจสอบได้ ในแง่นี้จึงถือได้ว่า คสช. ได้กลายเป็นรัฐบาลเผด็จการอย่างแท้จริง ด้วยการใช้อำนาจดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อบริหารประเทศในเกราะคุ้มกันของอำนาจการใช้กำลังของตนเอง อย่างปราศจากการตรวจสอบจากประชาชน

 

3. การพัฒนาการประชาธิปไตย ที่ คสช. อ้างว่าเข้ามายึดอำนาจเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้น จะไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะแนวโน้มที่เห็นคือการนำอำนาจกลับเข้ามารวมศูนย์ในระบบราชการและคนกลุ่มน้อยที่อ้างว่ามีความรู้เหนือคนอื่น นอกจากนั้นยังมีแนวโน้มที่รัฐธรรมนูญใหม่จะจำกัดอำนาจของนักการเมือง เพิ่มอำนาจการตรวจสอบนักการเมืองด้วยองค์กรที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนมากยิ่งขึ้น มีแนวโน้มที่การออกแบบระบบการเลือกตั้งจะลดความมั่นคงของพรรคการเมือง การเมืองไทยจะกลับไปเป็นระบบพรรคเล็กพรรคน้อย มีกลุ่มอิสระทางการเมืองที่ยิบย่อยเสียจนไม่มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย ในขณะที่อำนาจการสร้างนโยบายจะกลับถูกโอนไปให้องค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งดังในอดีต นี่นับว่าเป็นการทำลายการมีส่วนร่วมปกครองโดยประชาชน

 

4. ความน่าเชื่อถือของนานาชาติ ลำพังการรัฐประหารและการบริหารประเทศด้วยระบอบเผด็จการก็สร้างความเสื่อมเสียมากพอแล้ว คสช. ยังคุกคามประชาชน ใช้กำลังละเมิดสิทธิมนุษยชน และแสดงการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมด้วยการเสนอแนะความเห็นต่อคดีที่ตนเองมีส่วนรับผิดชอบต่อความผิด คือการสังหารประชาชนที่วัดปทุมวนารามเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ยิ่งเมื่อผู้นำคณะรัฐประหารคือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีวุฒิภาวะทางการเมือง ไม่รู้ไม่เข้าใจธรรมเนียมของการเป็นผู้นำในโลกสากลปัจจุบัน ยิ่งทำให้นับตั้งแต่วันแรกของการรัฐประหารจนถึงทุกวันนี้ ประเทศสำคัญๆ ในโลกปัจจุบันอย่างสหภาพยุโรป ประเทศญี่ปุ่น และประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งจนขณะนี้ก็ยังไม่แต่งตั้งเอกอัครราชทูตคนใหม่มาประจำระเทศไทย ล้วนไม่ให้การสนับสนุน นอกจากนั้นแล้วก็ยังไม่มีสำนักข่าวต่างประเทศใดเลยในโลกสากลที่สนับสนุนการบริหารประเทศของ คสช.

 

ประเทศไทยในปีหน้าจะมีการปะทุของความขัดแย้งมากขึ้น เนื่องจากเนื้อหาของรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อการเมืองในระยะยาวในทิศทางที่ลดทอนอำนาจของประชาชนลง และจำกัดสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ยิ่งหาก คสช. ยังคงไม่มีความชัดเจนแน่นอนที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนและจัดการเลือกตั้ง คสช. ก็จะยิ่งมีแนวร่วมน้อยลงและขยายแนวร่วมของกลุ่มที่ต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเมื่อการบริหารประเทศล้มเหลวมากขึ้นเนื่องจากขาดการตรวจสอบถ่วงดุล ขาดการรับฟังความเห็นจากประชาชนและสื่อมวลชน ในขณะเดียวกัน แรงกดดันจากต่างประเทศก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น คสช. ก็จะเริ่มเป็นเป้าของการโจมตีมากขึ้น หากดึงดันต่อไปไม่คืนอำนาจแก่ประชาชน ความสูญเสียก็จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้น

 

ประชาธรรม: ตำแหน่งแห่งที่ของประชาชนกลุ่มต่างๆมีการเปลี่ยนผัน เปลี่ยนแปร หรือเปลี่ยนผ่านอย่างไร มีอะไรที่น่าสนใจ หรือควรพิจารณาเป็นพิเศษบ้าง?

 

มีหลายกลุ่มที่น่าพิจารณา กลุ่มแรกคือนักการเมือง ขณะนี้แม้จะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องรูปแบบของการเลือกตั้ง แต่พรรคการเมืองและการเมืองระดับต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับพรรคการเมืองจะระส่ำระสายมาก การจับกลุ่มทางการเมืองขณะนี้ที่น่าจับตาดูมี 3 กลุ่ม 1. กลุ่มของทักษิณ ชินวัตร ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะยังจับกลุ่มกันอยู่ได้เช่นเดิมหรือไม่ 2. พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ กปปส. จนเกิดการยึดอำนาจน่าจะเสื่อมความนิยมลงไป เนื่องจากการเมืองหลังรัฐประหารไม่ได้เอื้อต่อประโยชน์ของประชาชนอย่างชัดเจน มีเพียงกลุ่มการเมืองในคราบนักวิชาการ คราบเอ็นจีโอ และคราบข้าราชการเท่านั้นที่ได้ประโยชน์หลังการรัฐประหาร 3. พรรคการเมืองที่ไม่ได้แสดงตัวชัดเจน มีทั้งกลุ่มที่เอนเอียงไปทางการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง และกลุ่มที่แอบแฝงฉวยโอกาสเข้าไปร่วมกับคณะรัฐประหาร นักการเมืองสองกลุ่มนี้พยายามจะสร้างฐานพรรคการเมืองที่เป็นทางเลือก และพยายามประคองตัวให้รอดในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนการเลือกตั้ง น่าจับตาดูว่าสองกลุ่มนี้จะสร้างทิศทางใหม่ให้กับพรรคการเมืองไทยได้แค่ไหน

 

สำหรับประชาชนทั่วไปนั้น เกิดความเปลี่ยนแปลงชัดเจนใน 3 ส่วน ส่วนของประชาชนทั่วไปในท้องถิ่นต่างๆ เกิดความไม่แน่นอนในระดับรากหญ้า เนื่องจากการเมืองท้องถิ่นที่พวกเขาคุ้นเคยมานานกว่า 20 ปี ขณะนี้ถูกแช่แข็ง การเลือกตั้งท้องถิ่นทุกระดับถูกระงับไปอย่างไม่มีกำหนด ไม่มีอนาคตที่ชัดเจน ความเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อการบริหารงานท้องถิ่น ที่เคยอยู่ในการสอดส่องดูแลและการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นจะสั่นคลอน ขณะนี้ประชาชนไม่มีอำนาจในการตรวจสอบควบคุมนักการเมืองท้องถิ่นอีกต่อไป โครงการบริหารต่างๆ จะดำเนินการไปอย่างไร จะอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมาก

 

ส่วนต่อมาคือในกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ ขณะนี้เกิดการแตกกลุ่มอย่างชัดเจน การแตกกลุ่มนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร ที่มีเอ็นจีโอเข้าไปหนุนหลังการเคลื่อนไหวให้เกิดการรัฐประหาร แต่หลังจากการรัฐประหาร เสียงของเอ็นจีโอที่ทำงานในท้องถิ่นเองก็ถูกปิดกั้น ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นคือการที่เอ็นจีโอสายปฏิบัติงานซึ่งเดิมอาจสนับสนุนการรัฐประหาร กำลังกลับกลายเป็นเอ็นจีโอชั้นล่างที่เริ่มเห็นผลเสียของการรัฐประหาร อันเนื่องมาจากการคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ส่วนเอ็นจีโอระดับสูงก็จะยังคงฉวยโอกาสที่คณะรัฐประหารหยิบยื่นให้เพื่อทำงานโดยปราศจากการตรวจสอบของประชาชนต่อไป

 

ประชาชนกลุ่มที่ 3 ที่น่าจับตามองคือกลุ่มนักศึกษา ซึ่งมีความตื่นตัวมากขึ้น ความตื่นตัวนี้มาจากการที่พวกเขาสัมผัสปัญหาด้วยตนเองในกิจกรรมของนักศึกษาเอง อีกส่วนหนึ่งมาจากการยกระดับประเด็นที่พวกเขาเดิมสนใจอันเป็นประเด็นใกล้ตัว อย่างเครื่องแบบนักศึกษา หลักสูตรการศึกษา สิทธิในการแสดงออกทางเพศ ไปสู่ประเด็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิเสรีภาพทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ประกอบกับการที่สังคมปัจจุบันมีสื่อทางเลือกคือสื่ออินเตอร์เน็ต ที่เอื้อให้พวกเขาทั้งสามารถค้นหาความรู้ ข่าวสาร ได้เอง และเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองได้อย่างค่อนข้างอิสระ การเคลื่อนไหวของนักศึกษาจึงต่อเนื่อง กระจายตัวกว้างขวาง และมีรูปแบบการแสดงออกใหม่ๆ เสมอ

 

ในกลุ่มชนชั้นนำเดิม อำนาจของข้าราชการกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการทหารและตำรวจ ซึ่งขณะนี้อาศัยกฎอัยการศึกเป็นเกราะคุ้มกันการใช้อำนาจ นอกจากนั้น เห็นได้ชัดว่าข้าราชการได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหลังการรัฐประหารมากขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการได้รับแต่งตั้งเข้าไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การเพิ่มงบประมาณการทหารที่เท่ากับเพิ่มอำนาจของทหารด้วยในตัว และล่าสุดคือการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ นอกจากนั้น เรายังได้เห็นการปรับดุลใหม่ในกลุ่มชนชั้นนำ มีการพยายามสร้างแนวร่วมใหม่ แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงประการหลังนี้จะเห็นชัดเจนแต่ก็มีกฎหมายที่ถูกบิดเบือนมาใช้ปิดกั้นการแสดงความเห็น

 

ประชาธรรม: คิดอย่างไรกับความเชื่อที่ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของทหาร จะช่วยปฏิรูปกฎกติกาทางการเมืองให้มีความก้าวหน้าขึ้น แต่สำหรับวัฒนธรรมทางการเมือง อาจล้าหลังไปบ้าง?

กติกาทางการเมืองมักจะเป็นสิ่งที่สะท้อนและสอดคล้องกับวัฒนธรรมทางการเมือง หากวัฒนธรรมทางการเมืองล้าหลัง กติกาทางการเมืองก็จะล้าหลัง ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา กติกาทางการเมืองที่ให้สิทธิเสรีภาพประชาชนมากขึ้นนั้น สะท้อนวัฒนธรรมทางการเมืองที่สำคัญประการหนึ่งคือการเติบโตขึ้นของวัฒนธรรมสิทธิเสรีภาพและวัฒนธรรมประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงหลัง 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 แสดงให้เห็นพลังของชนชั้นกลางในการต่อต้านอำนาจของข้าราชการทหาร ยิ่งเมื่อการเมืองท้องถิ่นและการเมืองระบบพรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้นตั้งแต่ ในทศวรรษ 2540 - 2550 เป็นต้นมา วัฒนธรรมประชาธิปไตยก็ยิ่งเข้มแข็งและกระจายลงไปสู่ชนบทมากขึ้น การเลือกตั้งท้องถิ่น ความเข้มแข็งของพรรคการเมือง และการยึดโยงอำนาจของประชาชนกับนักการเมืองผ่านการเลือกตั้งมั่นคงขึ้น ก็ยิ่งทำให้วัฒนธรรมการเมืองไทยก้าวสู่การเป็นสังคมประชาธิปไตยมากขึ้น หากวัฒนธรรมทางการเมืองไทยจะล้าหลังแล้ว ก็ไม่มีทางที่กติกาทางการเมืองจะก้าวหน้าไปได้

 

ในทางตรงกันข้าม เหตุที่คณะรัฐประหารพยายามสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ล้าหลัง คือการเชิดชูระบบอาวุโส การเชื่อมั่นในผู้มีอำนาจผู้มีบารมีราวแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีความสามารถ เหล่านี้คือการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบล้าหลังมารองรับกติกาทางการเมืองที่ล้าหลัง คือกติกาที่ลดการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ลดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และสร้างกติกาทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมากกว่า

 

ประชาธรรม: ดูเหมือนการต่อต้าน ขัดขืนในการเมืองปัจจุบันจะอยู่ที่การเคลื่อนไหวของนักศึกษา และเน้นการเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์ คิดว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าว มีพลังและสร้างผลสะเทือนอะไรได้บ้าง?

 

การเมืองสัญลักษณ์เป็นการเมืองที่ก้าวข้ามจากเหตุผลสู่สัญลักษณ์ ในด้านหนึ่งก็ถือได้ว่าเป็นการเมืองที่แหลมคมและมีความสามารถในการสื่อสารในระดับลึก ทั้งนี้เพราะสัญลักษณ์เป็นการอัดแน่นของชุดความหมายมากมาย เช่น การจะเข้าใจสัญลักษณ์อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้ ก็จะต้องเข้าใจชุดความหมายมากมาย ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การต่อสู้ทางการเมืองของประชาชนเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 และการต่อสู้ของประชาชนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยต่อมาอีกหลายครั้งที่อาศัยพื้นที่รอบอนุสาวรีย์นี้ สัญลักษณ์จึงมีพลังในการสื่อความได้มากเช่นกัน

 

ในอีกด้านหนึ่ง สัญลักษณ์ก็อันตรายเพราะสัญลักษณ์มีพลังทางด้านอารมณ์ หลายครั้งเป็นแหล่งเร้าอารมณ์ สัญลักษณ์มักมีลักษณะเชิงความเชื่อศรัทธา และสร้างการรวมกลุ่ม นอกจากนั้น การสื่อสารทางสัญลักษณ์ก็มักมีการบิดเบือน เพราะสัญลักษณ์คือการใช้สิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง ไม่ได้สื่อสารตรงไปตรงมา หลายครั้งจึงเกิดการนำสัญลักษณ์หนึ่งมาสื่อถึงอีกเรื่องหนึ่งโดยที่ความหมายเดิมสูญเสียไป เช่น การนำหน้ากากกายฟอว์กส์มาใช้ในการต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทั้งๆ ที่ในความหมายเดิมนั้น หน้ากากนี้ถูกใช้เพื่อต่อต้านสถาบันกษัตริย์

 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การที่สัญลักษณ์ถูกใช้มากก็สะท้อนว่า พื้นที่ทางการเมืองที่จะทำให้คนได้ใช้เหตุผลแสดงออกอย่างเป็นระบบนั้นถูกจำกัดลดทอนลง สถาบันการศึกษาเองซึ่งผู้บริหารระดับสูงล้วนเข้าร่วมกับคณะรัฐประหาร ก็จึงร่วมมือกับทหารในการปิดกั้นเสรีภาพการแสดงออก แม้แต่การจัดเวทีเสวนาทางวิชาการก็ยังต้องได้รับอนุญาตจากทหาร ทำให้กลุ่มการเมืองปละประชาชนทั่วไปไม่สามารถสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาได้ ต้องสื่ออ้อมๆ ผ่านสัญลักษณ์ ในแง่นี้ อำนาจกฎอัยการศึกเองนั่นแหละที่มีส่วนสร้างการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากอำนาจกฎอัยการศึกจำกัดพื้นที่สื่อ เมื่อประชาชนไม่มีที่ให้เกิดการถกเถียง เมื่อการถกเถียงหายไป คนก็จะพูดสั้นๆ ต้องสื่อเร็ว เพื่อให้ได้แสดงออกก่อนที่จะถูกจับกุม เมื่อนั้นสัญลักษณ์จะทำงาน

 

ดังนั้น คสช. ก็จะต้องสู้กับการต่อต้านเชิงสัญลักษณ์ต่อไปเรื่อยๆ และอันที่จริง การสู้กับสัญลักษณ์จะสู้ยากยิ่งกว่าสู้กับการถกเถียงอย่างเป็นระบบ เพราะสัญลักษณ์มีมากมาย และเร้าความรู้สึก นำไปสู่การรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนได้ง่ายยิ่งกว่า สื่อสารได้เร็วกว่า กระจายตัวได้ง่ายกว่าการสื่อสารด้วยเหตุผล ซึ่งใช้ความคิดที่เป็นระบบมากกว่า

ภาพประกอบจากwww.bangkokvoice.com

 

ประชาธรรม: มีประเด็นใดที่รัฐบาลภายใต้การนำของทหารมองข้ามไป หรือยังคิดไม่ถึง เช่นเดียวกับฝ่ายประชาธิปไตย?

 

แต่ละฝ่ายอาจจะมองข้ามคนละจุดกัน ฝ่ายทหารมองข้ามหรือทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ยอมรับการที่ตนเองกำลังเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน การปิดกั้นการแสดงความเห็นทางการเมืองในขณะนี้ การไล่ล่าคนที่ต่อต้านตนเองอยู่ขณะนี้ คือการกำลังขจัดคนกลุ่มเดียว แต่ในทางตรงกันข้าม คสช. เปิดรับความเห็นจากคนกลุ่มเดียวกับตนเท่านั้น นำกลุ่มคนที่อยู่ในฝ่ายเดียว ด้านเดียวของคู่ขัดแย้งทางการเมือง เข้าไปร่วมงานด้วย นั่นก็เท่ากับว่า คสช. ลำเอียงเข้าข้างใดข้างหนึ่งแล้ว

 

นอกจากนั้น ทหารยังมองไม่ออกว่าวิธีการแบบเผด็จการไม่สามารถจัดการปัญหาทุกอย่างได้ รวมทั้งไม่สามารถขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นได้ เพราะอำนาจของผู้นำในระบบเผด็จการเองก็เป็นอำนาจที่ถูกตรวจสอบไม่ได้อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว หากเกิดการคอร์รัปชันในหมู่ผู้นำเอง ก็จะไม่สามารถเอาผิดได้ ลำพังหลักประกันความเชื่อถือจากเสียงเพลงไม่สามารถสร้างความไว้วางใจจากชาวโลกที่ไหนได้หรอก มิพักต้องกล่าวว่า อำนาจเผด็จการแบบที่ทหารใช้ในขณะนี้นั้นก็จะไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้เช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากคณะรัฐประหารชุดนี้ไม่ได้มีจุดยืนประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น ในทางปฏิบัติการที่ คสช. ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของประชาชน  ไม่ยอมให้สื่อนำเสนอความเห็นที่แตกต่าง ไม่ยอมให้ประชาชนจัดเวทีแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า คสช. ไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยได้ การใช้อำนาจเผด็จการชั่วคราวซึ่งอ้างความหวังดีเพื่อที่จะนำมาซึ่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริงนั้นไม่ใช่ว่าไม่เคยมีกันที่อื่นในโลก ประเทศคอมมิวนิสต์ล้วนอ้างแบบนี้ทั้งสิ้น แต่ผลที่สุดแล้วก็เกิดการคอร์รัปชัน การสืบต่ออำนาจเผด็จการอย่างไม่สิ้นสุด จนในที่สุดไม่มีประชาธิปไตยจนกว่าประชาชนจะเรียกร้องทวงคืนเอง ซึ่งก็ก่อความสูญเสียมากมายทุกที่

 

ฝ่ายประชาธิปไตยเองก็ไม่ใช่ว่าจะมีข้อบกพร่อง หากแต่วิถีทางแบบประชาธิปไตยเองจะเป็นกลไกในการจัดการปัญหาได้ดีกว่าเผด็จการ เนื่องจากยอมให้คนเห็นแตกต่างได้ ยอมให้คนแสดงออกได้ ยอมให้มีการทักท้วงจนถึงขั้นประท้วงได้ แล้วจึงก่อให้เกิดการถกเถียงรับฟังกัน

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีแต่ประเด็นสำคัญที่คณะรัฐประหารไม่ยอมให้มีการพูดกันอย่างเป็นสาธารณะ ทั้งๆ ที่ประเด็นนี้เป็นประเด็นใจกลางสำคัญประเด็นหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทย และเป็นประเด็นสาธารณะที่ประชาชนผู้เสียภาษีควรที่จะต้องได้รับรู้ร่วมแสดงความเห็นด้วย แต่กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในขณะนี้เป็นอุปสรรคสำคัญทำให้สังคมจำใจต้องมองข้ามประเด็นนี้ไป

 

ประชาธรรม: ในฐานะที่อยู่ต่างแดน มีมุมมองเปรียบเทียบอะไรที่น่าสนใจจะฝากไว้บ้าง?

 

เมื่อมาอยู่ในสหรัฐอเมริกา มีโอกาสได้สังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้ได้เข้าใจมากขึ้นว่า ระบบการเลือกตั้งของประเทศสหรัฐอเมริกามีลักษณะเฉพาะของเขาเองอย่างไร ไม่ใช่ระบบแบบที่เราคุ้นเคยในประเทศไทยแน่นอน ที่น่าสนใจคือ ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้น แต่ละท้องถิ่นยังมีการทำประชามติเรื่องเฉพาะของตนเองพร้อมๆ กันในบัตรเลือกตั้งใบเดียวกันด้วย นอกจากนั้น ในรัฐวิสคอนซิน ยังมีการต่อสู้เรื่องการไม่ต้องแสดงบัตรประจำตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่กำลังเริ่มบังคับใช้ในหลายรัฐ แต่สำหรับที่วิสคอนซิน มีการตัดสินของศาลว่าการทำบัตรผู้มีสิทธิลงคะแนนจะจำกัดสิทธิมากเกินไปเพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ทำ จึงให้ใช้บัตรแสดงตนอื่นๆ ที่เคยใช้ และอาศัยการลงทะเบียนผู้มีสิทธิอยู่เดิมแล้วก็เพียงพอ ประเด็นที่สำคัญคือ เขาพยายามไม่สร้างเงื่อนไขที่จำกัดการใช้สิทธิของประชาชน ประเด็นที่ได้เรียนรู้ยิ่งกว่านั้นคือ ทำให้เข้าใจว่า การต่อสู้ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งนั้น ผู้คนเขาคิดอย่างไรเมื่อแพ้เสียเลือกตั้ง เขาต้องวางแผนอะไรกันต่อไปเพื่อให้ชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่มีใครคิดว่าคนลงคะแนนเลือกพรรคที่ตนไม่ชอบคือคนโง่ไร้การศึกษา เพียงแต่เขาคิดกันคนละแบบ เขาใช้เหตุผลกันคนละชุด และถึงอย่างนั้นเขาก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแนวคิดในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไปข้างหน้า

ภาพจากเพจวิวาทะ V2 https://www.facebook.com/quoteV2/timeline

ข้อนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาธิปไตยที่ไหนๆ ในโลกก็แตกต่างกันทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องมาอ้างว่าประชาธิปไตยแบบไทยแตกต่างจากประชาธิปไตยแบบตะวันตก เพราะเฉพาะใน “ตะวันตก” เอง ก็มีรายละเอียดของวิธีการทางประชาธิปไตยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริบททางประวัติศาสตร์ และเงื่อนไขทางสังคมและการเมืองของแต่ละประเทศ หากแต่ประเทศประชาธิปไตยมีแกนกลางที่สำคัญคือ การเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การยอมรับการมีส่วนร่วมของประชาชน และการเคารพความเสมอภาคของประชาชน หากแต่ในประเทศไทยขณะนี้ขาดซึ่งหลักการพื้นฐานเหล่านี้ เราจึงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ มีแต่เป็นเผด็จการทหารแบบไทยๆ ที่มักแอบอยู่หลังเสื้อคลุมประชาธิปไตยเท่านั้นเอง.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,571 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.