• 25 กันยายน 2560 - 21:58 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สัมภาษณ์: มองหกเดือนรัฐประหารกับนักวิชาการไทยในต่างแดน2

 วันที่ 24 ธันวาคม 2557 - 17:44 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,712 ครั้ง พิมพ์

 

ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันเป็น Visiting Scholar ภายใต้ทุนฟุลไบรท์ ณ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา



ประชาธรรม: มองหกเดือนที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร และประเทศไทยในปีหน้าอย่างไร

 

ประเทศไทยได้ผ่านช่วงฮันนีมูนของรัฐประหารมาแล้ว ดังนั้นจากนี้ต่อไป การปกครองประเทศด้วยการใช้เพียง “วาทกรรม” ไม่ว่าจะเป็น “คืนความสุข” “ขจัดคอร์รัปชั่น” หรือ “ปกครองโดยคนดี” ย่อมปราศจากมนต์ขลังอีกต่อไป เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐบาลชั่วคราวที่ก่อตั้งโดยทหาร มีความได้เปรียบในทุกประการเหนือรัฐบาลเลือกตั้งที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นรัฐที่รวมอำนาจเบ็ดเสร็จทุกอย่างไว้กับตัวทั้งในด้านบริหารและนิติบัญญัติ สามารถสร้างนโยบายต่างๆได้ตามอำเภอใจโดยไม่ต้องผ่านฉันทานุมัติจากประชาชน แต่ผลงานของรัฐบาลที่ผ่านมากลับไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างจริงจัง ผลการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลล่าสุดโดยกรุงเทพโพลล์ ก็พบว่ารัฐบาลผ่านการประเมินมาได้อย่างฉิวเฉียดด้วยคะแนนที่ค่อนข้างต่ำและเป็นคะแนนที่ต่ำลงจากช่วงเวลาที่ผ่านมา คำถามที่สำคัญจึงได้แก่เหตุใดด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่มีอยู่เหนือรัฐบาลชุดอื่นๆ  รัฐบาลชุดนี้จึงกลับไม่สามารถสร้างผลงานเพื่อแก้ปัญหาของประเทศได้ ?

 

ปัญหาสำคัญของรัฐบาลชุดปัจจุบันอยู่ที่การเลือกแนวทางที่ผิดอย่างน้อย 3 ประการ ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ 1.การเชื่อว่าการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนและสื่อมวลชนจะนำไปสู่การยุติความขัดแย้ง 2.การขาดความรู้ และได้แต่ผลิตซ้ำนโยบายเศรษฐกิจ/พัฒนาประเทศที่สร้างปัญหาและปราศจากธรรมาภิบาล และ 3.การทำลายประชาสังคม และการมีส่วนร่วมของประชาสังคม ขณะที่เพิ่มอำนาจให้กับชนชั้นนำและกลุ่มข้าราชการ

 

แม้ว่าโรดแมปอันดับแรกของรัฐบาลจะเป็นเรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในชาติ แต่เป็นที่แน่ชัดว่า การเลือกแนวทางในการปิดปากมิให้พูดหรือแสดงออก (Silencing) ไม่เพียงไม่สามารถทำให้รากที่แท้ของปัญหาความขัดแย้งไม่ได้รับการแก้ไข แต่ยังส่งผลทำให้ปัญหาบานปลายและยากต่อการควบคุม ผลของการใช้แนวทางที่ผิด ได้ทำให้รัฐบาลชุดนี้ได้กลายเป็นรัฐบาลทหารในโลกยุคทันสมัยที่กดปราบและแทรกแซงเสรีภาพของประชาชนและสถาบันวิชาการมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นรัฐบาลที่ใช้กฎอัยการศึกอย่างพร่ำเพรื่อและปราศจากความจำเป็น มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนสูงที่สุดจนเป็นที่จับตาไปทั่วโลก การที่รัฐบาลปราศจากความเข้าใจเรื่องความขัดแย้งและการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง ไม่สนใจที่จะสื่อสาร แลกเปลี่ยน ส่งเสริมการสร้างความเข้าใจระหว่างกันในหมู่ประชาชน และระหว่างรัฐกับประชาชน แทนที่จะแก้ปัญหา กลับได้ทำให้สาเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้งถูกกดเอาไว้อยู่ภายใน รอวันประทุที่รุนแรง ประเทศที่ถูกทำให้ตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกอยู่ตลอดเวลา ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านอื่นๆของประเทศ  จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าเหตุใดแม้จนปัจจุบันความน่าเชื่อถือในด้านการลงทุนของไทยยังคงอยู่ในสถานะที่ต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน และไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นในอนาคตอันใกล้

นอกจากนี้ ในขณะที่รัฐบาลให้น้ำหนักกับการปิดกั้นเสรีภาพของประชาชนโดยเชื่อว่าจะนำไปสู่การสร้างความปรองดอง รัฐบาลกลับมิได้มีนโยบายด้านเศรษฐกิจของตนเองที่แตกต่างไปจากรัฐบาลชุดก่อน ในทางตรงกันข้าม  รัฐบาลชั่วคราวกลับสานต่อโครงการขนาดใหญ่แทบทุกโครงการจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่ง อาทิ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย โครงการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การให้ประทานบัตรเหมือนแร่ต่างๆ ตลอดจนนโยบายด้านพลังงาน เป็นการรับช่วงโครงการท่ามกลางเสียงทักท้วงจากประชาชนในเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน และกระบวนการที่ปราศจากขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ดังที่เคยมีในสมัยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันปัญหาของเกษตรกร ทั้งราคายางพาราและอ้อย กลับไม่ได้รับการใส่ใจอย่างจริงจัง การปราศจากการตรวจสอบ ถ่วงดุลย์และการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณมหาศาลดังกล่าว ทำให้นโยบายการพัฒนาประเทศเป็นนโยบายที่ดำเนินไปโดยปราศจากธรรมาภิบาล ซึ่งในท่ามกลางการปิดกั้นการแสดงออกทางการเมืองที่เป็นอยู่ น่าจะทำให้ประเทศกลับไปสู่วังวงของการคอรัปชั่น ไม่ว่าจะในเชิงนโยบาย หรือในเชิงธุรกิจ ที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม

 

แนวทางที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ น่าจะได้แก่ การทำลายประชาสังคมและการมีส่วนร่วมของประชาสังคมในทางการเมือง  ภายใต้แนวทางการกดปราบของกฎอัยการศึก ในระยะยาวแล้ว ไม่เพียงแต่จะไม่เป็นผลดีต่อประเทศ แต่ยังอาจนำไปสู่ปัญหาที่รุนแรงและยากต่อการแก้ไข ในประเทศที่เจริญทางเศรษฐกิจและการเมือง การเปิดให้มีเสรีภาพในทางการเมืองภายใต้การเอื้ออำนวยและเข้าอกเข้าใจของรัฐ เป็นแนวทางที่ช่วยให้การแสดงออกทางการเมืองเป็นไปในทิศทางที่ปลอดภัยและปราศจากความรุนแรง หรืออย่างน้อยก็สามารถควบคุมความรุนแรงไว้ได้  ในทางตรงกันข้าม การกดปราบมิให้ประชาชนมีส่วนร่วมในสังคมที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ และเป็นผู้ก่อร่างสร้างสังคมขึ้นมา มิเพียงแต่เป็นการแยกประชาชนออกจากสังคม สร้างความรู้สึกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ แต่ยังจะกลายเป็นสาเหตุให้เกิดการแสดงออกทางการเมืองในทิศทางที่รัฐควบคุมได้ยากอีกด้วย

 

 

ประชาธรรม: ตำแหน่งแห่งที่ของประชาชนกลุ่มต่างๆมีการเปลี่ยนผัน เปลี่ยนแปร หรือเปลี่ยนผ่านอย่างไรบ้าง มีอะไรที่น่าสนใจ หรือควรพิจารณาเป็นพิเศษบ้าง?

 

ในท่ามกลางบริบทการเมืองที่ปิดกั้นเช่นนี้ การประเมินความคิดเห็นของประชาชนที่เป็นจริงเป็นเรื่องยาก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ในขณะที่รัฐบาลมักมีสมมติฐานว่าการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารที่ผ่านมา เป็นขบวนการเดียวกันที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบในลักษณะที่เป็นแบบเป็นแผน โดยมีผู้หนุนหลังเพื่อโค่นล้มรัฐบาล  ทฤษฎีดังกล่าว นอกจากจะไม่เป็นจริงแล้ว ยังไม่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะมัวแต่มุ่งจะหาแต่ผู้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว ที่ไม่ได้มีอยู่จริง เป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมา เป็นประชาชนและนักศึกษาที่เคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระ (Spontaneous) มิได้สังกัดกลุ่มการเมือง หากแต่เป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่เห็นด้วยกับทิศทางการพัฒนาประเทศที่ทั้งปิดกั้นเสรีภาพ และทั้งสร้างความเสียหายแก่ชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติ บางกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรพัฒนาเอกชน เป็นผู้ที่สนับสนุนรัฐประหารเสียด้วยซ้ำไป 

 

สำหรับการเมืองหลังยุคเสื้อสี ช่วงเวลาที่ผ่านมา น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับขบวนการประชาชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใดก็ตามที  การหวังพึ่ง Messiah หรือ ผู้นำผู้มาโปรด และปลดปล่อยสังคมให้หลุดพ้น เป็นความหวังแบบทางลัด ที่ทำลายหลักการและกติการทางเมือง ตลอดจนสร้างความเสียหายให้กับการเมืองไทยและกลไกทางการเมืองในระดับต่างๆ  การสร้างอำนาจในการต่อรองในระดับท้องถิ่นเป็นเรื่องที่นับแต่นี้ไป เป็นเรื่องที่ยากลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะกลไกที่เคยอยู่ในทิศทางของการกระจายอำนาจและเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นอบต.หรืออบจ.กำลังถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นระบบรวมศูนย์แบบราชการ ในขณะที่กลไกราชการกำลังขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างไม่ควรจะเป็น กลไกในส่วนของประชาชนท้องถิ่นกลับถูกบั่นทอนให้อ่อนแอลง นับเป็นทิศทางที่สวนกระแสการบริหารองค์กรรัฐและประชาชนของทั่วโลก

 

 

ประชาธรรม: คิดอย่างไรกับความเชื่อที่ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของทหาร จะช่วยปฏิรูปกฎกติกาทางการเมืองให้มีความก้าวหน้าขึ้น แต่สำหรับวัฒนธรรมทางการเมือง อาจล้าหลังไปบ้าง?

 

กติกาทางการเมืองและวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นเรื่องเดียวกันและไม่อาจแยกออกจากกันได้ การสร้างกติกาทางการเมืองที่เป็นธรรมต่อทุกกลุ่มในสังคม ย่อมเป็นหลักสำคัญที่ทำให้วัฒนธรรมทางการเมืองนั้นเป็นวัฒนธรรมที่ทุกฝ่ายร่วมกันเป็นเจ้าของ และใช้วัฒนธรรมนั้นได้อย่างเท่าเทียมกัน ประเด็นสำคัญคือจะปฏิรูปกติกาทางการเมืองให้เป็นธรรม และเท่าเทียมได้ ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบ แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ ความยากของสิ่งที่เรียกว่าการปฏิรูปคือ ทำอย่างไรความแตกต่างหลากหลายทางความคิด และการมองปัญหาทางการเมืองจากทุกมุมมองจะได้รับการตระหนักและให้ความสำคัญอย่างจริงจัง มิใช่ถูกออกแบบอย่างผูกขาดโดยกลุ่มชนชั้นนำไม่กี่กลุ่ม เพราะในขณะที่แนวคิดในการปฎิรูปในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การขจัดคอรัปชันของนักการเมือง สิ่งที่กลับไม่ถูกพูดถึงเลยคือการสร้างหลักประกันด้านสิทธิและเสรีภาพ ความมั่นคงในชีวิต การลดช่องว่างระหว่างชนชั้น หรือกระทั่งคอรัปชันในระบบราชการเอง ซึ่งมีความร้ายแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคอรัปชันประเภทอื่นๆในสังคมไทย

 

ประชาธรรม: ดูเหมือนการต่อต้าน ขัดขืนในการเมืองปัจจุบันจะอยู่ที่การเคลื่อนไหวของนักศึกษา และเน้นการเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์ คิดว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าว มีพลังและสร้างผลสะเทือนอะไรได้บ้าง?

 

การเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของนักศึกษาเป็นภาพสะท้อนที่ดีของพลังบริสุทธิ์ของคนหนุ่มสาวที่ต้องการสื่อสารกับสังคม และสื่อสารกับรัฐบาลที่ปกครองพวกเขาอยู่ เสียงของคนเหล่านี้ เป็นเสียงของผู้ที่กำลังเติบโตขึ้นเป็นอนาคตของสังคม โปรดอย่าลืมว่านักศึกษาและเยาวชนคนหนุ่มสาวเป็นพลังการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเสมอมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย พวกเขาจึงไม่ใช่เด็กที่คิดไม่เป็นดังที่ชนชั้นปกครองมักปิดป้ายให้กับพวกเขา คนเหล่านี้เป็นผู้ที่มีความห่วงใยและต้องการเห็นสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เป็นธรรมโดยปราศจากผลประโยชน์แอบแฝง การใช้สัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในปัจจุบัน เป็นการใช้ภาษาที่ลงรหัส (Coded language) ในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองในบริบทที่การเมืองกดปราบการแสดงความคิดเห็นด้วยภาษาปกติ  เป็นการใช้สัญลักษณ์เพื่อที่จะสื่อสารถึงความคิดเห็นที่แตกต่าง เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาใน “เสรีภาพ”  ในบริบทที่ความคิดเห็นที่แตกต่างกลายเป็นสิ่งต้องห้ามในสังคมไทย ในขณะที่ self-censorship กลายเป็นปทัสถานของสื่อมวลชน  พลังและความสำคัญของการใช้สัญลักษณ์ของนักศึกษา จริงๆแล้ว ไม่ได้อยู่ที่ตัวสัญลักษณ์ เพราะเอาเข้าจริงแล้วเนื้อหาของสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะชูสามนิ้ว หรือกินแซนด์วิช ไม่ได้สลักสำคัญอะไร แต่ความสำคัญอยู่ที่ความกล้าหาญในการนำเอาสัญลักษณ์ออกมาสื่อสารต่อสังคมต่างหาก อยู่ที่ความพยายามที่จะคิดค้นหนทางที่จะสื่อสารกับสังคมว่า เสรีภาพเป็นสิ่งที่มีค่าและสำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ และอยู่ที่การยืนยันว่าสิทธิในการสื่อสารเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงมี  สารเหล่านี้ต่างหากที่มีพลังและเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรรับฟังอย่างเข้าใจและตระหนักถึงวิกฤตด้านเสรีภาพที่เป็นอยู่ในสังคมไทย

 

ประชาธรรม: มีประเด็นใดที่รัฐบาลภายใต้การนำของทหารมองข้ามไป หรือยังคิดไม่ถึง เช่นเดียวกับฝ่ายประชาธิปไตย?

 

การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความต่าง ความขัดแย้ง ความไม่เสมอภาค ด้วยการ Civilize ซึ่งกันและกันระหว่างรัฐและพลเมือง โดยไม่ทำลายหลักการประชาธิปไตย และไม่ทำลายซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่ทำได้ แม้จะใช้เวลา ความอดทน ด้วยวิธีการที่ต้องช่วยกันค้นคิด น่าเสียดายที่ผู้มีอำนาจมักไม่เลือกเส้นทางที่จะพาสังคมไปข้างหน้า  แต่กลับเลือกเส้นทางที่คิดสั้นและสร้างความเสียหายให้กับสังคมในระยะยาวเสมอ

 

ประชาธรรม: ในฐานะที่อยู่ต่างแดน มีมุมมองเปรียบเทียบอะไรที่น่าสนใจจะฝากไว้บ้าง?

 

การได้มีโอกาสมาอยู่ในสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาที่การเมืองเรื่องสีผิวซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญของสังคมอเมริกัน ซึ่งได้นำไปสู่การก่อตัวเป็นขบวนการที่นำไปสู่การเดินขบวนประท้วงทั่วประเทศ ภายใต้สโลแกน Black Lives Matter ได้ช่วยทำให้เห็นความแตกต่างในการจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างสังคมอเมริกันและสังคมไทยเป็นอย่างดี เพราะเมื่อเทียบกันแล้ว ปัญหาการเหยียดผิวและการใช้อำนาจที่รุนแรงและไม่เป็นธรรมของตัวแทนรัฐซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนผิวขาวต่อชนผิวสีเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกมานาน และสร้างความแตกแยกและขัดแย้งร้าวลึกภายในสังคมอเมริกันมายาวนาน แต่สหรัฐอเมริกาก็เข้าหาปัญหานี้ด้วยการเคารพในการเมืองพลเมืองหรือ Civil politics การเดินขบวนประท้วงตำรวจของประชาชนอย่างสันติตามเมืองใหญ่ ได้รับการเอื้ออำนวยด้านการจราจรเป็นอย่างดีจากตำรวจ และรัฐก็มิได้ปิดกั้น ขัดขวางหรือปราบปราม เพราะถือว่าเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐ อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พลเมืองมี ในขณะเดียวกัน การประท้วงต่อต้านการใช้ความรุนแรงโดยรัฐและปัญหาระบบยุติธรรมที่เป็นอยู่ ก็ได้นำไปสู่การถกเถียงอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน ในสื่อประเภทต่างๆถึงปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างภายในสังคมอเมริกันที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข สิ่งที่น่าสังเกตคือ ความขัดแย้งเรื่องสีผิวที่ดำรงอยู่ในสังคมอเมริกันนี้ เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกมายาวนานนับแต่ประวัติศาสตร์ และมีความรุนแรงไม่แพ้การเมืองเสื้อสีในไทย แต่สังคมอเมริกันก็เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวภายใต้ครรลองประชาธิปไตย ไม่มีใครเรียกร้องหาทางลัดในการแก้ไขปัญหา และทุกคนก็ยังเชื่อว่า การเลือกตั้งเป็นหนึ่งในกติกาสำคัญที่จะช่วยทำให้ปัญหานี้ถูกตระหนักมากยิ่งขึ้นในประเทศ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่กลไกเดียวที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ฝังแน่นในสังคมอเมริกันก็ตามที สำหรับชาวอเมริกันแล้วการเลือกตั้งเป็นหลักหมุดการเมืองสำคัญตั้งแต่เริ่มแรกที่ทำให้พลเมืองทุกสีผิวสามารถพัฒนาอำนาจและสิทธิของตนขึ้นมาได้บนหลักการของความเสมอภาค และเป็นกติกาที่ช่วยให้พลเมืองสามารถอยู่กับความแตกต่างในสังคมได้อย่างเท่าเทียมกัน ความเชื่อมั่นใน Civil politics และการสร้างความเข้มแข็งในการเมืองประชาชนที่เคารพในกติกาการเมืองเป็นสิ่งที่ค่อยๆพัฒนาขึ้นในสังคมอเมริกันที่มิได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว และเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่สังคมไทยควรเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง.

ภาพประกอบจากhttp://www.discussionist.com/1015310781

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สัมภาษณ์: มองหกเดือนรัฐประหารกับนักวิชาการไทยในต่างแดน1

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,571 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.