• 25 กันยายน 2560 - 21:58 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สัมภาษณ์: มองหกเดือนรัฐประหารกับนักวิชาการไทยในต่างแดน 3

 วันที่ 25 ธันวาคม 2557 - 10:31 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,835 ครั้ง พิมพ์

 

กองบรรณาธิการสำนักข่าวประชาธรรม ชวนผู้รับข้อมูลข่าวสารติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ชุด นักวิชาการไทยในต่างแดน เพื่อสะท้อนย้อนคิดต่อผลพวงหลังรัฐประหารที่ผ่านมาซึ่งหวังว่าจะผ่านไปในเร็ววัน ทีมงานประชาธรรมขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดงานชุดนี้



บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง นักวิจัยอาคันตุกะโครงการไทยศึกษา ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ภายใต้ ทุนฟุลไบร์ท USAS Visiting Scholar Program สหรัฐอเมริกา

*ภาพประกอบจากวีดีโอ 'แช่แข็งประชาธิปไตยไทย' : บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ โดย ประชาไท

 

ประชาธรรม: มองหกเดือนที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร และประเทศไทยในปีหน้าอย่างไร

 

การรัฐประหารไม่ได้พาเราไปไกลกว่าการกลับไปที่จุดเริ่มต้นครั้งแล้วครั้งเล่า และความปรารถนาที่เชื่อว่าเราสามารถ restart เพื่อกลับไปจุดเริ่มต้นแล้วเริ่มต้นใหม่ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงอดีต อันนี้เป็นข้อควรคิดคำนึงประการแรก

 

ประการที่สอง หกเดือนรัฐประหารที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นความขาดความเข้าใจในหลักการพื้นฐานของสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตยของคณะรัฐประหาร การรัฐประหารไม่สามารถสร้างการยอมรับนับถือจากคนทั้งในสังคมและจากภายนอก แย่ยิ่งกว่านั้น ฝ่ายรัฐประหารไม่เข้าใจการทำงานของระบบตลาดหรือเศรษฐกิจเสรี ซึ่งส่งผลต่อนโยบายสาธารณะในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนซึ่งไม่มีใครที่ไหนทำสัญญาการลงุทนกับรัฐบาลจากการรัฐประหาร เพราะรู้ว่าพวกนี้อยู่ไม่นาน

 

ประการที่สาม  การลงทุนสาธารณะจำนวนมากไม่ก่อผลในทางการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น กิจกรรมค่านิยมสิบสองประการที่ย้อนยุคกลับไปถึงสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรืออย่างน้อยสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ แต่ไม่เพิ่มในส่วนของพนักงานราชการ และที่สำคัญที่สุด จะหารายได้เพื่อการใช้จ่ายงบประมาณจากไหน โดยเฉพาะงบประมาณกว่า 3.3 ล้านล้านบาท ที่สูงกว่าในยุคที่มีการตรวจสอบได้ ขณะที่ยุคปัจจุบันสภานิติบัญญัติมีสถานะไม่ต่างจากสภานิติบัญญัติในอดีตที่ผ่านมา มิพักต้องเอ่ยถึงวินัยทางการคลังในยุคปัจจุบัน ซึ่งไม่รู้ว่าจะตรวจสอบอย่างไร จะหมดวาระหรือลงจากอำนาจเมื่อไหร่ จะมีความรับผิด รับชอบต่อประชาชนอย่างไร

 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท้าทายก็คือ อะไรจะเป็นมรดกของคณะรัฐประหาร เช่น โครงการขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถตรวจสอบและสามารถหาคนรับผิดหรือชอบได้ในระยะยาว

 

ประชาธรรม: ตำแหน่งแห่งที่ของประชาชนกลุ่มต่างๆมีการเปลี่ยนผัน เปลี่ยนแปร หรือเปลี่ยนผ่านอย่างไรบ้าง มีอะไรที่น่าสนใจ หรือควรพิจารณาเป็นพิเศษบ้าง

 

จะเห็นได้ว่า คนที่เสียเปรียบที่สุดในทุกยุคทั้งเผด็จการและประชาธิปไตยก็ตาม คือคนที่มีเสียงน้อยที่สุด หรือเบาบางที่สุด กรณีนี้ก็คือเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นชาวสวนยาง ชาวนา กระทั่งชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ

 

ดังนั้น พี่น้องประชาชนที่ขาดช่องทางในการนำเสนอปัญหา หรือกระทั่งต่อรอง กำลังถูกละเลย หรือไม่มีใครใส่ใจต่อความเดือดร้อนของพวกเขา ตรงนี้แหละจะนำมาซึ่งแรงกดดันภายใน และความเห็นอกเห็นจากประชาชนที่รักความเป็นธรรมในภาคส่วนอื่นๆ

 

ประเด็นนี้จะย้อนกลับคืนสู่รัฐบาลในที่สุด หากไม่สร้างช่องทางในการรับฟังและสนองตอบต่อความเดือดร้อน ซึ่งเป็นจริงกว่าตัวเลขสถิติในตลาดหุ้น

ภาพประกอบจาก http://www.ispacethailand.com/post-format-quote/3680.html#prettyPhoto

 

ประชาธรรม: คิดอย่างไรกับความเชื่อที่ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของทหาร จะช่วยปฏิรูปกฎกติกาทางการเมืองให้มีความก้าวหน้าขึ้น แต่สำหรับวัฒนธรรมทางการเมือง อาจล้าหลังไปบ้าง

 

อย่างที่พูดมาแล้วในข้างต้นว่า ความไม่เข้าใจของคนที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง และทั้งชีวิตอยู่ในสายการบังคับบัญชา จะไม่มีวันเข้าใจกลไกและการทำงานของเศรษฐกิจแบบตลาด เช่น การจับจ้องไปที่สายการบินต้นทุนต่ำ และหันไปโอบอุ้มภาคขนส่งเอกชนที่ล้าหลัง ในที่สุดจะเป็นอันตรายกับประชาชน และคำถามคือ ใครจะถูกวิจารณ์และต้องรับผิด รับชอบ

 

 

ประชาธรรม: ดูเหมือนการต่อต้าน ขัดขืนในการเมืองปัจจุบันจะอยู่ที่การเคลื่อนไหวของนักศึกษา และเน้นการเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์ คิดว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าว มีพลังและสร้างผลสะเทือนอะไรได้

 

การต่อต้านเผด็จการเป็นธรรมชาติของสังคมโลก แม้ในระบอบที่มีการจำกัดเสรีภาพอย่างยิ่งยวด หากไม่เข้าใจธรรมชาตินี้ ในที่สุดก็มีประจักษ์พยานในประวัติศาสตร์ทั่วไปครับ

 

ใกล้ที่สุด ลองดูกรณีรัฐบาลหอยของนายธานินทร์ กรัยวิเชียรสิครับ หากชนชั้นนำไม่ยอมรับ เพียงในเวลาไม่เกินหนึ่งปี ก็ถูกรัฐประหารซ้อนให้จัดการเลือกตั้งภายในปี พ.ศ. 2521

               

 

ประชาธรรม: แล้วมีประเด็นใดที่รัฐบาลภายใต้การนำของทหารมองข้ามไป หรือยังคิดไม่ถึง เช่นเดียวกับฝ่ายประชาธิปไตย

มีเยอะครับ เบื้องต้นรอดูรัฐธรรมนูญใหม่ครับว่าจะจัดสัมพันธภาพอย่างไร

 

ประชาธรรม: ในฐานะที่อยู่ต่างแดน มีมุมมองเปรียบเทียบอะไรที่น่าสนใจจะฝากไว้บ้าง

 

ไม่ต้องไปที่ไหนไกลครับ ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสอนเรามากมาย การรัฐประหารไม่นำมาซึ่งการปฏิรูปสังคม แต่จะนำมาซึ่งความขัดแย้งชุดหนึ่ง ที่หากไม่สามารถคลี่คลายด้วยตัวมันเอง หรือด้วยสันติวิธี ก็จะจบลงด้วยความรุนแรง

 

“อันนี้คงไม่ฝากถึงทหารหรอกครับ เพราะเขาคงไม่ฟังอะไร แต่จะฝากถึงบรรดานักปฏิรูปที่ใจเร็วด่วนได้ ที่หวังว่าทหารจะสามารถนำการปฏิรูปได้ ตอนนี้คงน้ำลายท่วมปากกันมากมาย  หากไม่หันหลังกลับมาฟังเสียงของประชาชน ถึงวันนั้นคงสายเกินแก้ครับ”.

 

infographics จาก http://tdri.or.th/wp-content/uploads/2014/08/law-3.jpg

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สัมภาษณ์: มองหกเดือนรัฐประหารกับนักวิชาการไทยในต่างแดน 2  ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี 

สัมภาษณ์: มองหกเดือนรัฐประหารกับนักวิชาการไทยในต่างแดน 1 ยุกติ มุกดาวิจิตร

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,571 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.