• 19 สิงหาคม 2560 - 01:07 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

นักวิชาการเสนองานวิจัย “ชนบทใหม่” หวังสร้างความเข้าใจ หาทางออกความขัดแย้ง (ตอน 1)

 วันที่ 8 มกราคม 2558 - 15:29 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 5,352 ครั้ง พิมพ์

 

ภาพวิถีไทยในชนบท จากhttp://www.benjarong.net



เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานสัมมนาวิชาการ ในหัวข้อ "ความเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายและซับซ้อนของสังคมไทยจากวิธีคิดและวิธีการทางประวัติศาสตร์" ณ ห้อง HB7801 อาคาร HB7 คณะมนุษยศาสตร์ฯ

 

ในช่วงบ่าย มีการนำเสนอผลการศึกษาบางส่วนจากโครงการศึกษาวิจัย “ความเปลี่ยนแปลง “ชนบท”ในสังคมไทย: บนความเคลื่อนไหวสู่ประชาธิปไตย Changes in Thai “Rural” Society   : Democracy on the move”

 

ความเปลี่ยนแปลงและกระบวนการสร้างประชาธิปไตยในชนบท กรณีตลิ่งชัน - วังลึก

 

ผศ.ดร. เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวนำเสนอในหัวข้อ “ความเปลี่ยนแปลงและกระบวนการสร้างประชาธิปไตยในชนบท กรณีภาคเหนือตอนล่าง” ว่า  ตนใช้จังหวัดสุโขทัยเป็นพื้นที่ตัวแทนภาคเหนือตอนล่าง และในพื้นที่สุโขทัย ใช้สามตำบลเป็นตัวแทน นั่นคือตำบลบ้านกง อำเภอกงไกรลาส ตำบลวังลึก อำเภอศรีสำโรง และตำบลตลิ่งชัน – วังลึก อำเภอบ้านด่านลานหอย ซึ่งจะนำเสนอในวันนี้ อาจจะไม่ชัดนักเนื่องจากอยู่ระหว่างการศึกษา

 

การศึกษาแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะนำเสนอถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมและการเปลี่ยนแปลง ส่วนที่สองจะว่าด้วยโครงสร้างทางสังคมการเมือง ซึ่งทั้งสองส่วนนี้สัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก โดยท้ายสุดเราก็จะพบว่า ภาพของการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของตลิ่งชัน – วังลึก เป็นภาพของการที่ตัวแสดงที่อยู่ภายในโครงสร้าง ถูกโครงสร้างกำหนด แต่ตัวแสดงดังกล่าวก็มีปฏิบัติการสร้างประวัติศาสตร์หรือโครงสร้างใหม่ขึ้นมา ในแง่โครงสร้างทางเศรษฐกิจ – สังคมนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็นสามยุคสมัยด้วยกัน นั้นคือ ยุคแรก: ยุคแห่งการบุกเบิก: ทศวรรษที่ 2490 ถึง ทศวรรษที่ 2510

 

ยุคแรกนี้อาจแบ่งได้เป็นสองช่วง ช่วงแรกเป็นช่วงของผู้บุกเบิกรุ่นแรก ซึ่งชาวบ้านรุ่นแรกๆ ที่เข้ามาอาศัยอยู่แต่ดั้งเดิมนั้นมีจำนวนไม่มากนัก จริงๆ แล้วจากการบอกเล่าของ นายชิง ซึ่งอายุ 90 ปี นั้น เล่าว่า ตัวนายชิงเองเกิดที่นี่ ในปี พ.ศ. 2468 ซึ่งในขณะนั้นมีบ้านอยู่เพียงไม่กี่หลัง ที่เข้ามาบุกเบิกจับจองที่ดินและถางป่าเพื่อทำนา และปลูกพืชอื่นๆ

 

“จนถึงประมาณ พ.ศ. 2500 นั้น เป็นยุคที่ชาวบ้านรุนแรกทยอยกันอพยพเข้ามา แล้วจับจองพื้นที่ป่า ดังนั้นชาวบ้านรุ่นนี้จึงเป็นชาวบ้านที่ถือครองที่ดินที่ส่วนใหญ่ยังเป็นพื้นที่ป่าได้เป็นจำนวนมาก”

 

ในทศวรรษที่ 2500 เริ่มมีชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งค่อยๆ ทยอยอพยพเข้ามา ชาวบ้านกลุ่มนี้มาพร้อมกับเงินทุนที่ขายที่จากบ้านเดิมของตน กลุ่มชาวบ้านกลุ่มนี้จะเข้ามาซื้อที่จากชาวบ้านกลุ่มแรก เพื่อใช้ที่ดินส่วนหนึ่งปลูกฝ้ายเพื่อขาย ทำให้ต่อมาชาวบ้านที่เข้ามาอยู่แต่เดิมเริ่มปลูกฝ้ายเพื่อขายด้วย และเนื่องจากราคาที่ดินในตลิ่งชัน-วังลึกนั้นราคาถูกมากหากเทียบกับที่ที่พวกเขาขายได้จากที่อยู่เดิมของตน ดังเช่นที่นายเกิดอายุกว่า 80 ปีที่อพยพเข้ามาในปี พ.ศ. 2510 เล่า ดังนั้นชาวบ้านกลุ่มนี้จึงสามารถหาซื้อที่จากผู้บุกเบิกรุ่นแรกได้เป็นจำนวนมาก (บางรายซื้อได้หลายร้อยไร่ เช่นนายเกิดขายที่ที่ศรีสัชนาลัยเพียง30 ไร่ แต่มาซื้อที่นี่ได้เกิน 300 ไร่ แล้วยังมีเงินเหลือ) การปลูกฝ้ายนั้นในชั้นแรกปลูกได้จำนวนไม่มากนัก เพราะการบุกเบิกถากถางที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะต้องทำด้วยมือ ด้วยแรงงานกายไม่มีเครื่องจักรช่วย อีกทั้งแรงงานก็ยังมีอยู่จำกัด ส่วนใหญ่จะใช้แรงงานภายในครอบครัวของตนเอง

 

ส่วนตลาดของฝ้ายนั้นจะอยู่ที่อำเภอสวรรคโลก และที่เมืองเก่าสุโขทัย โดยการนำไปขายที่เมืองเก่านี้นั้น ชาวบ้านจะนำฝ้ายบรรทุกใส่ล้อเกวียนออกมายังตัวอำเภอบ้านด่านลานหอย แล้วต่อรถนำมาขายที่ ร้านจงรัก ในเขตอำเภอเมืองเก่า สุโขทัย ซึค่งในระยะต่อมา มีรถรับจ้างที่เรียกกันว่ารถคอกหมูวิงเข้ามารับส่งเป็นประจำวันละหนึ่งเที่ยว

 

ในขณะเดียวกันเมื่อมีการถากถางที่เพื่อใช้ในการผลิต ไม้ที่เป็นผลของการถากถางนั้น ก็จะนำมาสร้างบ้าน และขายให้กับชาวบ้านและพ่อค้าจากที่อื่น ที่เดินทางเข้ามาซื้อถึงที่ เราอาจกล่าวได้ว่า ชาวบ้านผู้อพยพเข้ามารุ่นแรกและรุ่นที่สองนี้เริ่มสะสมทุนจากการขายที่ ขายไม้ และปลูกฝ้ายขาย

 

ดังนั้นชาวบ้านผู้บุกเบิกทั้งสองกลุ่ม ท้ายที่สุดจำนวนหนึ่งของพวกเขา จะกลายเป็นผู้ที่ร่ำรวย อย่างไรก็ตามพวกเขาจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีลูกจำนวนมาก เช่น 8 – 9 หรือ10 หรือมากกว่านี้ ต่อมาก็จะแบ่งให้ลูกของตน ซึ่งเฉลี่ยแล้ว จะได้ที่ดิน คนละ 60 ไร่ ดังนั้นพวกเขาก็จะกลายเป็นชาวบ้านระดับกลาง

 

ในราวๆ ปลายทศวรรษ 2510 เริ่มมีผู้ที่นำเอารถแทรกเตอร์เข้ามา ในขณะนั้นมีอยู่ 2 – 3 คัน เพื่อรับจ้าง ถากถางที่ดิน และทำการผลิต ในขณะเดียวกัน ธกส ก็เริ่มเข้ามาเป็นแหล่งเงินกู้ของชาวบ้าน ดังนั้นสิ่งนี้ชี้ถึงการเริ่มต้นของการผลิตพืชไร่ คือ ฝ้าย ถั่วเหลือง และอื่นๆ เพื่อขายกันมากขึ้น และแรงงานทีเพิ่มขึ้นจากลูกหลานและเครือญาติที่อพยพเข้ามาในภายหลัง ประกอบกับเริ่มมีแหล่งทุนคือ ธกส อีกด้วย

 

ต่อมาในทศวรรษที่ 2520 ถึง ทศวรรษที่ 2540 เป็นยุคแห่งการขยายตัวของการผลิตเพื่อขาย ในยุคนี้เป็นยุคที่สภาพการณ์ภายในตลิ่งชัน – วังลึกเริ่มเปลี่ยนไปอย่างมาก ผู้คนเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในตลิ่งชัน - วังลึก เพิ่มปริมาณขึ้นมากขึ้นๆ ในตอนปลายทศวรรษ 2520 ผู้อพยพรุ่นที่สามที่เป็นคนอีสานเริ่มอพยพเข้ามาแต่ยังมีไม่มากนัก อย่างไรก็ตามพอมาถึงต้นทศวรรษที่ 2530 ก็เริ่มทยอยกันเข้ามาเพิ่มมากขึ้น

 

ผศ.ดร. เกรียงศักดิ์  ขยายความว่า คนอีสานเหล่านี้ก็เช่นเดียวกับผู้อพยพรุ่นที่สอง คือเข้ามาพร้อมกับเงินทุนจำนวนหนึ่งจาการขายที่ดินของตนที่มีจำนวนน้อยที่บ้านเกิด แล้วนำมาซื้อที่ดินที่ ตลิ่งชัน – วังลึกได้จำนวนมากกว่า โดยชาวอีสานเหล่านี้จะเข้ามาซื้อที่ที่ถากถางเรียบร้อยแล้ว โดยเฉลี่ยจะได้ที่ดินคนละ 60 ไร่ ในขณะเดียวกันภายในตลิ่งชัน – วังลึก สภาพที่เคยเป็นป่าทึบก็ค่อยๆ หมดไป

 

ปัญหาของยุคนี้ในตอนต้นก็คือ ในขณะที่ตลาดจากภายนอกมีปริมาณความต้องการในผลผลิตพืชไร่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ชาวบ้านไม่มีเงินทุนพอที่จะขยายการผลิตของตน เพราะพื้นที่ถือครองส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ คือมีแต่ใบเสียภาษี และต่อมาเป็นพื้นที่ สปก. เอกสารสิทธิ์จะมีเฉพะพื้นที่ปลูกบ้านที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก จึงทำให้ไม่สามารถกู้เงิน ธกส. ให้เพียงพอได้ ตลอดจนชาวบ้านขาดเครื่องจักรที่มีความจำเป็นในการใช้ปรับพื้นที่ และช่วยในการผลิต

 

“ดังนั้นปรากฏการณ์ของยุคสมัยนี่ก็คือ เมื่อโอกาสเปิด คือมีนายหน้าเข้ามาหาแรงงานไปทำงานในต่างประเทศในราวกลางทศวรรษที่ 2520 บรรดาชาวบ้านเกือบทุกครัวเรือจะมีผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงานหาเงินทุน และผลที่ตามมาก็คือนับจากต้นทศวรรษที่ 2530 ถึง ต้นทศวรรษที่ 2540 ชาวบ้านเริ่มมีทุนที่จะนำมาใช้ในการผลิตเพิ่มมากขึ้น มีการใช้เงินในการปรับพื้นที่และซื้อเครื่องจักรมาเพื่อช่วยในการผลิต ทำให้ประสิทธิภาพทางการผลิตมีมากขึ้น ได้ผลผลิตมากขึ้น”

 

“เราพบว่า บรรดาชาวบ้านที่มีที่ดินมากเริ่มสะสมความมั่งคั่งได้มากขึ้น ในขณะที่คนอีสาน แม้จะมีทีดินน้อยแต่ด้วยปัจจัยในแง่แรงขับของการเป็นผู้อพยพที่แปลกถิ่น และแรงเกาะกันภายในกลุ่มของตนทำให้พวกเขาค่อนข้างที่จะประสบความสำเร็จ เพราะพวกเขาทำงานทุกชนิดทั้งการผลิตในที่ดินของตนเองและทำงานรับจ้าง ดังนั้นส่วนหนึ่งสามารถสะสมทุนได้เป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่มีฐานะที่จัดได้ว่าดี”

 

ช่วงทศวรรษ 2550 เป็นยุคแห่งการผลิตเพื่อขายเบ่งบานเต็มที่ ในยุคนี้คือยุคแห่งการทำการขยายตัวของการผลิตเพื่อขายเป็นอย่างมาก อ้อยซึ่งเริ่มเข้ามานับตั้งแต่ปลายทศวรรษที 2530 กลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ควบคู่กับการปลูกมันสำปะหลัง ดังนั้นที่ดินจึงเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เนื่องจากอ้อยนั้น ยิ่งมีพื้นที่ปลูกมากเท่าไรก็จะยิ่งเพิ่มกำไรให้มากขึ้นเท่านั้น

 

ในขณะที่มันสำปะหลังเป็นพืชที่ปลูกได้ในสภาพดินเกือบทุกประเภท ดังนั้นจึงสามารถใช้ประโยชน์กับที่ดินในตลิ่งชั้น-วังลึกได้อย่างเต็มที่ เพราะที่ดินเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญจึงทำให้ผู้ที่ถือครองที่ดินขนาดใหญ่หรือสามารถหาเช่าที่ดินได้เป็นจำนวนมากสามารถที่จะสะสมความมั่งคั่งมากขึ้น อย่างไรก็ตามมีปรากฏการณ์บางอย่างที่น่าสนใจ นั่นคือการที่ผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้ถือครองที่ดินเป็นจำนวนมากนัก แต่สามารถสะสมความมั่งคั่งได้กลายเป็นผู้รำรวย ก็คือนายเฒ่า กับนายรอ

 

กรณีของนายเฒ่านั้น เขาอาศัยทุนทางวัฒนธรรม และสังคม คือการเป็นผู้ที่กว้างขวาง รู้จักคนมาก ช่วยเหลือผู้คน และช่วยงานสาธารณะ ทำให้ชาวบ้านญาติพีน้องยินดีที่จะให้เขาเช่าที่ดิน ซึ่งมาถึงยุคนี้สำคัญมากในการสะสมทุน

 

ส่วนกรณีของนายรอที่ชาวบ้านจะเรียกเขาว่า “เสี่ยรอ” นั้น เป็นบุคคลประเภทที่มีคุณสมบัติของผู้ที่จะสามารถสะสมความมั่งคั่งในระบบทุนนิยม คือเขาเป็นผู้ที่ทำงานหนัก ขยัน มัธยัสถ์ ค้าขายทุกชนิด เช่นค้าวัว ออกเงินกู้นอกระบบ และรับจำนำใบจำนำข้าว (ซึ่งเขาจะได้รับส่วนต่างจำนวนมาก) เป็นต้น ขณะเดียวกันก็ปรากฏผู้ที่ไม่มีโอกาสเขาถึงที่ดินจากการมีเครือญาติไม่มาก และไม่มีทุนทางสังคม หรือไม่ก็ต้องการที่ดินเพื่อทำการผลิตขนาดใหญ่ ก็จะอาศัยช่องทางการเข้าถึงที่ดินโดยอาศัยการเมือง (ซึ่งจะกล่าวถึงข้างหน้า)

 

ผศ.ดร. เกรียงศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับโครงสร้างทางการเมือง อย่างที่ได้กล่าวไป ในตอนต้นของยุคสมัยนี้ที่เขตตลิ่งชัน – วังลึก ยังเป็นเขตป่าที่เข้าถึงได้ยาก ชาวบ้านผลิตเพื่อบริโภค และเริ่มมีการผลิตเพื่อขายบ้าง นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 2500 ปัญหาของยุคนี้ก็คือการรักษาระเบียบเพื่อให้การผลิตเพื่อบริโภคและเพื่อขายนั้นกระทำได้ แต่ยุคนี้เป็นยุคที่ชาวบ้านเป็นผู้ที่อพยพมาจากที่ต่างๆ เป็นกลุ่มๆ (ซึ่งมักจะเป็นเครือญาติ) สภาพดังกล่าวจึงทำให้มีภาวะของความแปลกแยกแตกต่างกันดำรงอยู่ ดังนั้นจึงเรียกร้องต้องการผู้นำที่สามารถประสานไกล่เกลี่ย และสามารถเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับให้ตัดสินกรณีพิพาทได้ ผู้นำจึงต้องมีคุณสมบัติในแบบที่มีความประพฤติที่ทำให้ชาวบ้านนับถือและมีความเป็นธรรม

 

“ขณะเดียวกัน ยุคนี้เป็นยุคที่การกระทบกระทั่งอาจเป็นไปในแบบที่รุนแรงได้ อีกทั้งการปล้นสะดมมีอยู่ค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงต้องการผู้นำที่เป็นนักเลง มีความสามารถในการต่อสู้ และสามารถนำชาวบ้านต่อสู้ ตามวัวควายที่ถูกลักขโมยหรือปล้นไปได้ คุณสมบัติของผู้นำดังกล่าวนี้เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นต่อการที่จะให้ชาวบ้านสามารถทำการผลิตเพื่อบริโภคและขายได้”

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีผู้นำบางคนที่มีคุณสมบัติทั้งสองประการอยู่ในตัวคนเดียว เช่น กำนันคนแรกของ ตลิ่งชัน ซึ่งเดิมเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนประจำตำบลที่ชาวบ้านนับถือ ในขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติแบบนักเลงอยู่ด้วย ทว่าเนื่องจากจากคุณสมบัติของผู้นำสองแบบดังกล่าวแย้งกันอยู่ในตัวเองยากที่จะมีคนที่มีคุณสมบัติทั้งสองในตัวคนเดียวกัน ปรากฏการณ์ที่มักจะพบก็คือ ขณะที่หากตัวผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติในแบบที่เป็นที่นับถือของชาวบ้าน ก็มักจะมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยกำนันที่มีคุณสมบัติแบบหลัง คือเป็นนักเลงผู้มีความสามารถเช่นกรณีของอดีตผู้ใหญ่บ้านซิงซึ่งเป็นที่น่านับถือ จะมีอยู่ผู้ช่วยสนองที่เป็นนักเลงช่วยอยู่ด้วย

 

ผู้นำสองลักษณะดังกล่าวนี่เองที่ได้สร้างระเบียบ (order) ขึ้นในชุมชนซึ่งเป็นเงื่อนไขให้การผลิตเพื่อบริโภคและขายของชาวบ้านเป็นไปได้

 

ในช่วงทศวรรษที่ 2530 ถึง ทศวรรษที่ 2540 จะเลือกผู้นำที่มีความรู้เป็นผู้ที่สามารถติดต่อกับภายนอกได้ เนื่องจากเป็นยุคที่ทุนและรัฐขยายตัวเข้ามามากขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงการผลิตพืชไร่เพื่อขายขยายตัวมากขึ้นอย่างมาก สภาพป่าเริ่มหมดไป ในขณะที่ถนนหนทางก็เริ่มได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้น ชาวบ้านในตลิ่งชัน – วังลึก จึงต้องการยกระดับการผลิตของตนเอง แต่สิ่งที่ชาวบ้านต้องการก็คือแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ในการผลิต และต้องการสาธารณูปโภคต่างๆ เช่นระบบชลประทาน และถนนเพื่อใช้ในการขนส่งผลิตผล เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้น

 

ดังนั้นความต้องการลักษณะผู้นำของชาวบ้านเปลี่ยนไปด้วย นั่นก็คือในขณะที่คุณสมบัติของผู้นำในแบบที่เป็นผู้นำที่มีคุณธรรมน่านับถือยังคงดำรงอยู่ แต่ผู้นำในแบบนักเลงไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป เพราะผู้นำประเภทนี้อาจสามารถนำมาซึ่งสภาพที่ไม่เรียบร้อยขึ้นได้ เช่น การใช้ความรุนแรงต่อสู้ ฆ่าฟัน และอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการที่พ่อค้าจะเข้ามาติดต่อค้าขาย เช่น พ่อค้าพืชไร่ หรือลานมัน หรือเจ้าหน้าที่ของ ธกส จะเข้ามาเป็นแหล่งเงินกู้

 

“คุณสมบัติของผู้นำในแบบนี้เองที่ชาวบ้านเลือก และช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของตำบลตลิ่งชัน – วังลึก สู่การผลิตเพื่อขายมากขึ้น”

 

ในทศวรรษ 2550 จะเลือกผู้นำที่เป็นผู้กว้างขวาง เนื่องจากเป็นยุคที่การขยายตัวของการผลิตเป็นไปอย่างเต็มที่ นั่นก็คือการผลิตมันสำปะหลังและโดยเฉพาะอ้อย ซึ่งทำให้ที่ดินเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก นำไปสู่การเกิดขึ้นของผู้ประกอบการการผลิต และเกิดผู้ผลิตขนาดใหญ่ขึ้นมา

 

ยุคนี้เองที่นักการเมืองท้องถิ่นหวังในเงินเดือนที่พวกเขาจะได้รับเมื่ออยู่ในตำแหน่ง (คือนับตั้งแต่ปี 2550 ตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านสามารถอยู่ได้จนเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี ในขณะที่เงินเดือนของนายกเทศบาล และสมาชิกเทศบาลก็สูงมากสำหรับชาวบ้าน) ดังนั้นการใช้เงินเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งเริ่มกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญขึ้นมาควบคู่กับการมีคุณสมบัติที่ “ดี” คือเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคือมีฐานะมั่นคง มีครอบครัวที่ดี และช่วยเหลืองงานสาธารณะและงานของชาวบ้าน

 

“เราพบว่าตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนนายกเทศบาล และสมาชิกเทศบาล เริ่มมีค่าขึ้นมา ”

 

ในขณะเดียวกันชีวิตของชาวบ้านก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก นั่นคือการมีวิถีชีวิตในแบบที่เป็นปัจเจกมากขึ้น ผู้คนสัมพันธ์กันในเชิงการค้าเต็มตัว การวาน (เอาแรงซึ่งค่อยๆ หมดไปในยุคที่แล้ว พอมาถึงขณะนี้หมดลงอย่างสิ้นเชิง แรงงานทางการผลิตเป็นแรงงานรับจ้างทั่งหมด)

 

ตลอดจนเนื่องจากมาถึงยุคนี้ เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นเรื่องของปัจเจก และการที่โลกของชาวบ้านกว้างขึ้น สัมพันธ์กับโลกภายนอกเพิ่มมากขึ้น และชาวบ้านทั้งหมดกลายเป็นผู้ประกอบการผลิตเพื่อขาย จึงทำให้ชีวิตซับซ้อนขึ้น  เกิดปัญหาการติดต่อหน่วยราชการเพื่อจุดมุ่งหมายทางการผลิตและการค้า และปัญหาส่วนตัวคือ บุตรหลานเกิดปัญหาการทำผิดกฎหมายเช่นปัญหายาเสพติด การทะเลาะวิวาท เป็นต้น

 

“พวกเขาจึงต้องการผู้นำที่ชาวบ้านสามารถพึงพิงได้เมื่อเกิดปัญหา ผู้นำในแบบที่เป็นผู้กว้างขวางคือสัมพันธ์กับทั้งหน่วยราชการและนักการเมืองระดับชาติซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาของชาวบ้านได้ ก็จะพบผู้นำในยุคนี้ก็คือผู้ที่กว้างขวาง รู้จักมักคุ้นกับข้าราชการ และบรรดานักการเมืองระดับชาติ”

 

ขณะเดียวกัน จะพบว่าในแง่ของตัวผู้นำท้องถิ่นในยุคนี้เองจะเป็นผู้ที่มีความวาดหวังที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น สามารถนำมาซึ่งหนทางที่จะสะสมทุนมากขึ้น คือการเป็นผู้นำทางการเมืองจะเพิ่มหนทางที่จะเข้าถึงที่ดิน (จากการเช่า) หากสนองความต้องการแบบใหม่ของชาวบ้านได้ เพราะชาวบ้านต้องการมีความสัมพันธ์อันที่กับผู้นำที่ชาวบ้านคิดว่าจะช่วยเหลือพวกเขาได้เมื่อเกิดปัญหา

 

ตัวอย่างก็คือ นายกเทศบาลประเทือง ที่มีคุณสมบัติของการเป็นผู้นำตามแบบที่ชาวบ้านต้องการ ได้รับการเลือกต้องเข้ามาแล้วสองสมัย คือในด้านหนึ่งเขาเป็นผู้ที่กว้างขวาง รู้จักมักคุ้นกับทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองระดับชาติ จึงทำให้สามารถวิ่งเต้นช่วยเหลือชาวบ้านได้เมื่อชาวบ้านเดือดร้อนหรือมีปัญหา ในขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อเขาแสดงให้เห็นว่ามีสามารถที่จะช่วยเหลือชาวบ้านได้ ชาวบ้านก็ต้องการสร้างสายสัมพันธ์กับเขาโดยการลงคะแนนเสียงให้ และยินดีที่จะให้เขาเช่าที่ดินดังนั้น จึงเปิดโอกาสให้เขาสามารถเข้าถึงที่ดินที่เป็นปัจจัยที่สำคัญเพื่อการสะสมทุนในยุคนี้

 

“ด้วยเหตุที่ยุคสมัยนี้ตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นมีคุณค่า จึงทำให้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองด้วยการใช้ทั้งเงิน และการใช้กลยุทธทางการเมือง เช่น การที่นายกฯประเทืองวางกลยุทธ์ให้คนที่ตนเองสนับสนุนสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งกำนันได้ โดยการใช้ทั้งเงิน และการชักจูงใจให้ผู้ใหญ่บ้านที่เป็นผู้ออกเสียงเลือกกำนัน โดยการเสนอให้เลือกคนที่ตัวเองสนับสนุนเนื่องจากเป็นผู้ที่จะเกษี ดังนั้นผู้ใหญ่บ้านที่อาวุโสคนถัดไปก็จะได้ขึ้นสู่ตำแหน่งแทนเป็นลำดับไป ซึ่งทำให้คู่แข่งขันที่เป็นผู้ใหญ่บ้านอายุน้อยต้องฝ่ายแพ้ไปในอีกไม่กี่ปีต่อมา”

 

ผศ.ดร. เกรียงศักดิ์  กล่าวสรุปว่า ประวัติศาสตร์ของตำบลตลิ่งชัน – วังลึกนั้น เป็นประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมือง นั่นคือเมื่อเศรษฐกิจเรียกร้องต้องการโครงสร้างใหม่ ตัวแสดงจะมีปฏิบัติการทางการเมืองที่ทำให้การบรรลุโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะกลายเป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจ-การเมืองใหม่ขึ้นมา การขยายตัวของทุนและรัฐจากภายนอกนั้นเป็นบริบท แต่ชนบทไทยเปลี่ยนแปลงไปตามทิศทางของเงื่อนไขหรือปัจจัยภายในของตนเอง

 

 

“ทุกที่มีสัญญาณ” ปรากฎการณ์ความสัมพันธ์ชาวบ้านกับระบบทุนนิยม

 

ด้านรศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงชนบทในสังคมไทย บนความเคลื่อนไหวสู่ประชาธิปไตย โดยกล่าวถึงกรณี ชนบทใหม่ว่า ช่วงทศวรรษ 2530 การศึกษาชนบทไทยถูกปกคลุมด้วยแนวทางการศึกษาแบบวัฒนธรรมชุมชน ภายหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงในช่วงทศวรรษ 2550 เกิดปรากฏการณ์ คนเสื้อแดงเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการหันมาให้ความสนใจชนบทอีกครั้ง โดยเริ่มแรกพยายามเข้าใจคนเสื้อแดง พยายามจะทำความเข้าใจว่าคนเสื้อแดงเป็นใคร มาพร้อมเงื่อนไข ภูมิหลังทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างไร สิ่งเหล่านี้จะเห็นได้ชัดว่า เริ่มเห็นมีงานศึกษาอย่างงานของอาจารย์ปิ่นแก้ว อาจารย์อภิชาต เป็นต้น และเริ่มเห็นความพยายามเข้าใจและศึกษาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่งๆ

 

รศ.สมชาย กล่าวอีกว่า ชาวบ้านเข้าไปสัมพันธ์กับระบบทุนนิยมมากขึ้น ยกตัวอย่าง ปรากฎการณ์ทำทุกที่ที่มีสัญญาณ คือ สามารถคุยกับคนทำนาทางโทรศัพท์แล้วดำเนินการเกี่ยวข้าว หว่าน ไถได้เลย บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงหลักๆของระบบการเกษตรหรือการผลิตในสังคมไทยได้ จะเห็นได้ว่าชาวนามีความเปลี่ยนแปลง การเอามื้อเอาวัน การลงแขกมันหายไปหมด

 

“ระบบความสัมพันธ์ของคนทำนาด้วยกันเปลี่ยนแปลงไป หมายความว่าคนเข้าไปสัมพันธ์กับระบบตลาดมากขึ้น ตารางการใช้ชีวิตประจำวันของคนเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ระบบการผลิตแบบเดิมถูกเปลี่ยนและเปลี่ยนมานานแล้ว แต่คนในสังคมไทยยังมองวิถีการผลิตแบบเดิมๆ อย่างกรณีพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เขาอยู่ในสังคมที่มีความสัมพันธ์ระบบเงินตราเป็นหลัก มีเซเว่นตั้งอยู่ในพื้นที่ สะท้อนให้เห็นว่าเขาผลิตเพื่อระบบเงินสดสร้างเงินเพื่อใช้จ่าย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน และทำให้เราต้องตระหนักว่าคนที่ทำการเกษตรหรือคนที่อยู่ในภาคการผลิตเขาอยู่ในสังคมที่ไม่แตกต่างจากเรามากนัก”

 

ภาพประกอบการนำเสนอของรศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล

 

การเมืองท้องถิ่นและการก่อตัวของเครือข่ายนักการเมืองหมู่บ้าน

 

รศ.สมชาย กล่าวว่า ประเด็นการเมืองท้องถิ่นและการก่อตัวของเครือข่ายนักการเมืองหมู่บ้าน เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เราควรทำความเข้าใจให้มากขึ้น กรณีการกระจายอำนาจในทศวรรษ 2540 รวมถึงการสร้าง อบต.หรือเทศบาล ควบคู่ไปกับระบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งจากเดิม กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไม่มีทรัพยากร เช่นอยากจะขุดลอกคลองแต่ไม่มีงบประมาณ เป็นต้น

 

ภายหลังการมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้เกิดสถาบันที่มีทรัพยากรและอำนาจเพิ่มขึ้นในท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านมองเห็นสถาบันทางการเงินที่ใกล้มือตัวเอง ต่อรองได้ และเป็นสถาบันที่ชาวบ้านเรียกร้องได้

 

“ผมมองว่ามันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เกิดขึ้น ช่วงต้นที่เกิด อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเข้าไปนั่งในตำแหน่ง แต่ช่วงหลังมีระบบการเลือกตั้งเกิดขึ้น และเป็นผลทำให้ชาวบ้านเข้าไปสู่กระบวนการสังคมการเมือง เข้าไปสัมพันธ์กับการเมืองที่ใกล้มือตัวเองมากขึ้น สามารถต่อรองได้ และหลายพื้นที่พยายามสร้างนโยบายสวัสดิการพื้นฐานให้ชาวบ้าน มากกว่านโยบาย ขุดคลอง สร้างถนนเพียงอย่างเดียว”

 

“นโยบายสร้างสวัสดิการพื้นฐานต่างๆ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความสัมพันธ์กับชาวบ้านมากขึ้น อีกทั้งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเลือกตั้งในท้องถิ่น ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายของนักการเมืองหมู่บ้าน คือเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งท้องถิ่นจากเดิม อบต.จะมีการเลือกตั้งเป็นหมู่บ้าน แต่เมื่อเลือกแบบเทศบาลจะมีการขยายพื้นที่การเลือกตั้งใหญ่ขึ้น และผู้สมัครต้องการทักษะในการพูด ทรัพยากรอื่นๆที่ช่วยหนุนในการสร้างฐานเสียงมากขึ้น

 

“ผมเห็นว่าการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากพื้นที่อบต.สู่ระบบเทศบาล เปิดโอกาสให้นักการเมืองระดับชาติลงมาจับมือ สร้างความสัมพันธ์กับนักการเมืองหมู่บ้าน ซึ่งต่างต้องการผลประโยชน์ต่อกัน”

 

สองนคราใน “ชนบทใหม่”

 

รศ.สมชาย กล่าวว่า กรณีสองนคราในท้องถิ่น คือ ปรากฏการณ์ของหมู่บ้านจัดสรรในหมู่บ้านดั้งเดิม และพบคนมีฐานะในหมู่คนเกือบจน(หรือหมู่คนชนชั้นกลาง) และพบว่าคนที่อยู่ในหมู่บ้านจัดสรรเป็นหมู่คนที่มีเสียงข้างน้อยกว่าหมู่บ้านดั้งเดิม คือ นักการเมืองหมู่บ้านเข้าไม่ถึงชาวบ้านในหมู่บ้านจัดสรร เหตุจากระดับการศึกษา วิถีชีวิต วิธีคิดที่ต่างออกไป ขณะเดียวกันคนในหมู่บ้านจัดสรรก็เข้าไม่ถึงอปท. เกิดภาวะคนหันหน้ากันคนละทาง สร้างดาวกันคนละดวง ซึ่งไม่เฉพาะคนที่อยู่ในบ้านจัดสรร แต่จะขยายวงกว้างไปยังคนที่เคยอยู่กับระบบแบบเดิมมากขึ้น อย่างเช่น ระบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น

 

รศ.สมชาย สรุปความว่า ชนบทใหม่ คือ ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ก้าวสู่ระบบตลาดมากขึ้น และความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง มีความเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองเกิดขึ้น ระบบการเมืองแบบเลือกตั้งทำให้จัดความสัมพันธ์ของพลเมืองตามกฎหมายแทรกเข้าไปในระบบเครือข่ายดั้งเดิม หมายความว่าการเมืองแบบเดิมอย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เริ่มมีระบบแบบใหม่แทรกเข้าไป อีกทั้งมีความเปลี่ยนแปลงด้านโลกทัศน์และชีวทัศน์ มีมุมมองทั้งต่อชีวิตและโลกภายนอกที่เปลี่ยนแปลงแต่มีการซ้อนทับกันอยู่ คือมองโลกทัศน์ที่ไม่ได้สัมพันธ์กับตลาดมากนัก ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์อย่างมาก เป็นสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีการซ้อนทับกันอยู่.

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการเสนองานวิจัย “ชนบทใหม่” หวังสร้างความเข้าใจ หาทางออกความขัดแย้ง (ตอน 2)

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,379 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.