• 19 ตุลาคม 2560 - 14:29 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

นักวิชาการเสนองานวิจัย “ชนบทใหม่” หวังสร้างความเข้าใจ หาทางออกการเมืองไทย (ตอน 2)

 วันที่ 8 มกราคม 2558 - 15:52 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,562 ครั้ง พิมพ์

 

ภาพประกอบข่าวจาก http://www.ipstar.com/

 

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานสัมมนาวิชาการ ในหัวข้อ "ความเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายและซับซ้อนของสังคมไทยจากวิธีคิดและวิธีการทางประวัติศาสตร์" ณ ห้อง HB7801 อาคาร HB7 คณะมนุษยศาสตร์ฯ ในช่วงบ่าย มีการนำเสนอผลการศึกษาบางส่วนจากโครงการศึกษาวิจัย “ความเปลี่ยนแปลง “ชนบท”ในสังคมไทย: บนความคลื่อนไหวสู่ประชาธิปไตย Changes in Thai “Rural” Society: Democracy on the move”

อ่าน นักวิชาการเสนองานวิจัย “ชนบทใหม่” หวังสร้างความเข้าใจ หาทางออกความขัดแย้ง (ตอน 1)

 

หวังงานวิจัย “ชนบทใหม่” สร้างคำอธิบายใหม่ หาทางออกการเมืองไทย

 

ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และหัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า การแสวงหาความรู้ทางประวัติศาสตร์ใหม่ มักเกิดขึ้นเสมอในยามที่เกิดปรากฎการณ์ใหม่ที่ไม่เข้าใจ อย่างปรากฎการณ์การ “ท้าทาย”ต่อความจริงทางประวัติศาสตร์แบบเดิม เช่น การเสนอว่าความรู้/ความจริงเป็นสิ่งที่ถูกสร้างและเป็นการเถลิงอำนาจเหนือ ของฟูโก้ (Foucault), ประวัติศาสตร์คือวรรณกรรมของ Hayden White ,จินตนาการเกี่ยวกับ “ ชาติ” ของGellner ,Anderson,Greenfeld ฯลฯ และที่เริ่มศึกษาขยายออกกันไปมากขึ้น คือ เรื่อง ระบอบอารมณ์ความรู้สึก (Structure of feeling) เช่น งานของ Elias, Stearns and Stearns ฯลฯ ส่วนสังคมไทยไม่เคยพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องความรู้สึกมาก่อน สังคมไทยมักจะโยนความรู้สึกไปสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นเรื่องของปัจเจกชนซึ่งแต่ละคนก็รู้สึกแตกต่างกันไป อีกด้านหนึ่งก็โยนไปสู่ความเป็นสากลของมนุษยชาติ เช่น มนุษย์มีกิเลส ตัณหา โลภ

 

“เราไม่เคยคิดถึง สังคมหรืออารมณ์ที่อยู่ในบริบทเลย เราจึงไม่เข้าใจอะไรเลย เราไม่เข้าใจว่าผู้หญิงชนชั้นกลางจำนวนมากที่ยอมเสียเงินจำนวนมากเพื่อไปนั่งทำสมาธิ ฯลฯ เพราะเราไม่เข้าใจระบอบความเปลี่ยนแปลงของระบอบอารมณ์ความรู้สึกหรือประวัติศาสตร์ของระบอบอารมณ์ความรู้สึก”

 

ศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวว่า วันนี้เป็นความจำเป็นของสังคมไทยที่จะต้องเขียนประวัติศาสตร์กันใหม่ ทำให้ทุกอย่างมีประวัติศาสตร์เพื่อให้เราอธิบายปรากฏการณ์ปัจจุบันได้กว้างขวางขึ้นในทุกเรื่อง อธิบายได้แม้แต่เรื่องเล็กๆ เช่น ผู้หญิงทำไมชอบใส่เสื้อห้าเอส ใส่กระโปรงสั้นและแหวก นี่เป็นสิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์แบบใหม่โดยที่ไม่จำเป็นนักประวัติศาสตร์แบบมืออาชีพก็ได้ และนี่เป็นที่มาของงานวิจัยที่ต้องการศึกษาชนบทแบบใหม่ เพราะ “ชนบท” ต้องการการศึกษาใหม่อย่างยิ่ง

 

"เคยคุยกันเรื่องชนบทตั้งแต่ก่อนฆ่ากันปี 53 ว่า สังคมชาวนาไม่มีแล้ว แต่ไม่มีใครรับฟังเรา บ้างก็อ้างว่าแม้ชาวนาจะเปลี่ยนแต่จิตสำนึกยังเป็นชาวนา ซึ่งไม่ได้บอกอะไร เราพยายามผลักดันแสวงหาความรู้เรื่อง “ชนบท” เปลี่ยน แต่ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งหลังปี 2553 ที่มีคำถามกันมากว่าเสื้อแดงคือใคร จึงได้ทุนมา ซึ่งแม้จะช้าไป แต่ก็ต้องเริ่มทำ เพราะความเปลี่ยนแปลงของชนบท ไม่ใช่แค่ความเปลี่ยนแปลงของชนบท แต่สัมพันธ์กับสิ่งที่เป็นหัวใจของอนาคตของประเทศไทย คือ การเคลื่อนไหวสู่ประชาธิปไตย"

 

สิ่งที่พวกเราจะทำวันนี้ไม่ใช่แค่ศึกษาว่าชนบทเปลี่ยนอย่างไร แต่ความเปลี่ยนแปลงในชนบทนั้นมันปรับเข้าไปสู่ความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างสังคมกับรัฐอย่างไร ถ้าหากเราเข้าใจตรงนั้นสิ่งที่เราจะมองต่อไปคือ หนทางที่เหมาะสมคืออะไร ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเถียงกันแค่ว่าเลือกตั้งนายกหรือไม่ ซึ่งเป็นการเถียงเรื่องนี้โดยปราศจากฐานความเข้าใจ เป็นต้น 

 

ศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวว่าต่อไปว่า การเลือกใช้ Democracy on the move ไม่ใช้คำว่า “Democratization” เนื่องเห็นว่าทันทีที่ใช้ “Democratization” ชี้ให้เห็นว่าคุณกำลังคิดอยู่บนฐานของความเป็นประชาธิปไตยลอยอยู่ข้างหน้า ซึ่งการใช้ Democracy on the move  เพราะเห็นว่า สังคมจะเดินต่อไปทางไหนยังไม่รู้ แต่มันกำลังเคลื่อนไปแบบนี้ ดังนั้น ความตั้งใจของเรา คือ การก่อร่างประวัติศาสตร์ชุดใหม่ของคนจำนวนมากในประเทศไทย แม้การศึกษาจะมี 7 พื้นที่จังหวัด 21 พื้นที่การศึกษา ซึ่งไม่ใช่ตัวแทนทั้งหมด แต่น่าจะเป็นตัวแทนที่มากพอที่จะบอกได้ว่าจะทำความเข้าใจชนบทได้อย่างไร ด้วยเหตุผลที่สำคัญคือ คนที่มีอำนาจอยู่ไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลง เช่น ชนชั้นกลาง หรือคนกลุ่มหนึ่งที่อาจารย์สมชายพูดถึงสองนคราในหมู่บ้านหรือสองนคราในรัฐ รวมถึงปรากฏการณ์อื่นๆ ที่จะปรากฏออกมาภายหลังการวิจัย

 

“ภาพสคส.ชนบทที่สวยงาม ถูกตอกย้ำ ถูกฝังโดยกลุ่มวัฒนธรรมชุมชน ถูกทำให้เรารู้สึกว่าชนบทน่ารัก พวกผมเองในปีหลัง 2516 ก็เคยมีภาพชนบทแบบนี้ แต่พอเข้าป่าไปหรือลงหมู่บ้านไปก็พบว่าชาวบ้านก็ขี้โกงพอๆ กับเรา ฉะนั้นเราต้องเข้าใจ “เขา” อยู่ในความหมายของความเปลี่ยนแปลงในบริบททั้งหมด”

 

ศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวอีกว่า สังคมไทยเปลี่ยนแปลงอย่างซับซ้อนและเร็วมากจนทำให้เกิด 3 High  คือ หนึ่ง high mobility  มีการเคลื่อนย้ายสูงและเร็วมาก ซึ่งมันก่อให้เกิดปัญหา คือ (สอง) High Tension มีความตึงเครียดสูงมาก ซึ่งนำมาสู่ (สาม) High Emotion เร่งความรุนแรงได้สูงขึ้น เช่น เหตุการณ์ขับรถปาดหน้าแล้วยิงกัน หรือ เด็กแซ๊บที่ไล่ฟันกัน ท้ายที่สุด คนที่มี High Emotion จะอยู่ในภาวะ High Tension”

 

“เราเลือกชนบทเพราะอยากรู้ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงในชนบทที่ทำให้เกิดคนกลุ่มใหม่ขึ้นมา ซึ่งเขาอยู่ใน high mobility  เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ในงานของอาจารย์สมชาย และอาจารย์เกรียงศักดิ์ชี้ให้เห็นว่า พี่น้องในชนบทเคลื่อนตัวเอง และเคลื่อนเร็วขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาซึ่งการเคลื่อนมันมาพร้อมกับ “การเมืองเรื่องความหวัง” (Politic of hope) ว่า จะหลุดจากความเป็นชาวนาที่ยากจน”

 

“เราหวังว่าจะหาทางออกให้แก่ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย โดยทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงในชนบท เพราะสังคมไทยต้องสร้างความรู้ที่เท่าทันความเปลี่ยนแปลง เพราะที่ผ่านมาเราล้าหลังในเกือบทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ แต่ทั้งสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์โดยรวม”

 

ทั้ง 7 โครงการนี้หวังจะเห็นทุกอย่างที่เชื่อมกัน เพื่อเปลี่ยนมโนทัศน์สังคมชาวนา วัฒนธรรมชุมชนในชนบท แล้วใช้มโนทัศน์อันใหม่ในการมอง ซึ่งอ.สมชายใช้คำว่า “ชนบทใหม่” ที่ต่อไปข้างหน้าอาจจะเปลี่ยนไปอีก เพราะเส้นแบ่งระหว่างเมืองกับชนบทนั้นเบลอไปแล้ว ตอนนี้ที่ทุ่งเสี้ยวทำโดนัทขายให้คนในเมืองแถวสวนดอก ซึ่งย้อนแย้งจากความคิดที่ว่าคนในเมืองซื้อโดนัทไปให้คนนอกเมืองกิน

 

ประเด็นในการอธิบาย คือ ความเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจในชนบทอย่างที่อาจารย์ทั้งสองท่านได้นำเสนอไปว่า มีความเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งทำให้คนบางกลุ่มมีโอกาสและสูญเสียโอกาสในระดับที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ และกลุ่มแต่ละคนที่เริ่มมีโอกาสนี้ เริ่มไปจับตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมแบบใหม่ อปท.ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งในการจัดตำแหน่งแห่งที่ เช่น ในบางพื้นที่ที่ศึกษาทำให้เห็นว่ามีกลุ่มรับจ้างพ่นยาอย่างเดียว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพลังอำนาจอีกจำนวนมาก

 

ในการเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่มันนำไปสู่การจัดตั้งทางสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการจัดตั้งการเมืองที่เป็นสถาบัน เช่น อบต. เทศบาล และการเมืองนอกสถาบันที่มีอำนาจกดดันมากขึ้น เช่น ในหลายพื้นที่พบว่า การเมืองนอกสถาบันส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

 

ศ.ดร.อรรถจักร์ ย้ำว่า "บนความเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมา ไม่ได้เปลี่ยนแต่ในเชิงกายภาพ แต่เปลี่ยนลึกลงไปถึงความรู้สึกนึกคิด เวลาตนพูดถึง Structure of feeling (ที่ยืมมาจาก Rymon William) เพื่ออธิบายว่าในจังหวะความเปลี่ยนแปลงแบบนี้สำนึกเรื่องClass ยังไม่เกิด แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี หรือเวลาพูดถึงโครงสร้างที่เชื่อมกันของหน่วยต่างๆ สมมุติห้าจุดจะเปลี่ยนให้คุณเป็น Citizen มันเปลี่ยนไปแค่สามจุด ยังไม่เปลี่ยนทั้งห้า นี่เป็นโครงสร้างทางความรู้สึก ทำนองเดียวกันพี่น้องในชนบทที่อยู่ในความเปลี่ยนแปลงนี้เขาเปลี่ยนเป็น Citizen ไหม? คำตอบ คือไม่ใช่ เขาคิดเรื่องความเสมอภาคจริงๆ ไหม ไม่ใช่ เวลาเขาคิดเรื่องสองมาตรฐาน เขาคิดถึงเรื่องความเป็นมาตรฐานเดียวจริงไหม ไม่จริง เพราะในเสื้อแดงเองก็หวังเส้นตรงภายใต้การอุปถัมภ์เดียวกับทักษิณ  คือเขาก็หวังการอุปถัมภ์อีกแบบหนึ่งที่ให้เครดิตเขา ไม่ใช่แบบเดิม”

 

“คนกลุ่มหนึ่งที่พยายามจะศึกษาเสื้อแดง แล้วมองเสื้อแดงแบบโลกสวย แบบอุดมคติว่าคือพลังของสังคมที่จะนำมาซึ่งประชาธิปไตย ต้องศึกษา Structure of feeling ที่พูดแบบนี้ไม่ได้แปลว่าเสื้อเหลืองเป็นประชาธิปไตย ซึ่งอันนั้นไม่ใช่ แต่เสื้อแดงก็ไม่ใช่ แน่นอนความเสมอภาคที่เสื้อแดงต้องการก็มี แต่เป็นความเสมอภาคที่ตนได้เปรียบ นี่คือสิ่งที่เป็นจริง เสื้อแดงคนไหนที่อ้างอำนาจติดกับทักษิณได้ คนนั้นจะกลายเป็นเสื้อแดงที่มีพลังมากกว่าคนที่อ้างไม่ได้ ส่วนที่เป็นเสื้อแดงเสรีก็ต้องกระด๊อก กระแด๊กไป”

 

ศ.ดร.อรรถจักร์ เสนอว่า ถ้าเราศึกษาระบอบอารมณ์ความรู้สึกได้ เราก็จะตอบได้ว่าเวลาเราพูดถึง Active Citizen นั้นมไม่ง่ายอย่างที่นักวิชาการคิด เราต้องเข้าใจภาวะ “อยู่ระหว่าง”(between) ยังไม่ไปตรงไหน มิกซ์กันไปมา เพื่อจะเข้าใจว่าเราจะเดินต่อไปอย่างไร ทั้งหมดนี้เปลี่ยนการเมือง “ของ” ประชาชน ประชาชนเล่นการเมืองอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่แบบ “การเมืองภาคประชาชน” แต่เล่นบนการเมืองบนเหตุผลที่เขาเลือกในชีวิตประจำวัน อาจารย์สมชายพูดชัดเจนว่าเวลาเลือกอบต.เลือกเกินร้อยละ 80 ที่สุโขทัยก็มีลักษณะคล้ายกัน เพราะเขารู้ว่าจะจัดการหรือควบคุมอปท.ได้

 

“หากเราศึกษาประเด็นที่กล่าวมาได้ เราจะเห็นแนวทางที่จะเดินต่อไปในอนาคต เราใช้เวลาและความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยเป็นการตอบ ซึ่งแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน การพูดถึง พีเรียตไดเซชั่น ไม่ได้ถึงการแบ่งยุคแบบเท่ห์ๆ แต่เป็นการแบ่งยุคที่เป็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และงานของเราคือศึกษาความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างจนถึงจุดหนึ่งมันเปลี่ยนโครงสร้าง การจัดตั้งทางสังคมเปลี่ยนอย่างมหาศาลทั้งภายนอกและภายในสถาบัน ซึ่งความเปลี่ยนแปลงภายในสถาบันเรามองผ่านอปท. ส่วนภายนอกสถาบันมองอย่างซับซ้อนมากขึ้น เช่น องค์กรที่ชาวบ้านตั้งเอง ขบวนการเสื้อแดง ฯลฯ"

 

“ทั้งหมดของการจัดงานวันนี้เพื่อจะบอกว่า ความรู้ประวัติศาสตร์ต้องสร้างกันใหม่ ซึ่งไม่ได้สร้างเพื่อทำลายล้างสังคม แต่จะต้องสร้างเพื่อจะช่วยกันมองว่า เราจะข้ามพ้นวิกฤตตรงนี้ไปได้อย่างไร ถ้าหากเราไม่สร้างความรู้ประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เราไม่มีวันจะก้าวข้ามพ้นวิกฤตนี้ได้ เพราะความไม่รู้ที่มันครอบงำ บังตาชนชั้นนำ สังคม และคนไทยมันทำให้ความขัดแย้งบ้านเราอย่างน้อยอยู่ตรงนี้มาสิบปีแล้ว และเราไปไหนไม่ได้เพราะตกอยู่บนความโง่เขลาทางประวัติศาสตร์ ในประเทศที่ครั้งหนึ่งถือว่ามีก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์ เราจมอยู่กับตาข่ายความทรงจำอันเดิมที่ตอบอะไรไม่ได้แล้ว ตาข่ายเหล่านี้รังแต่จะดึงเราให้จมอยู่ภายใต้ทะเลของความเกลียดชังและจะนำไปสู่ความนองเลือดในอนาคต” ศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวทิ้งท้าย.

 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,698 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.