• 21 สิงหาคม 2560 - 04:15 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เสนอรัฐบาลจากการเลือกตั้งเปลี่ยน ‘เบี้ยยังชีพ’ เป็น ‘บำนาญพื้นฐาน’ 2,400 บาท/เดือน

 วันที่ 9 เมษายน 2558 - 08:32 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,433 ครั้ง พิมพ์

 

กรุงเทพฯ/เครือข่ายประชาชนเพื่อขับเคลื่อนระบบบำนาญแห่งชาติ เสนอรัฐจัดสวัสดิการด้านรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนทุกคนเมื่อสูงวัย



วานนี้ 8 เม.ย. 2558 ที่ห้องประชุมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เครือข่ายประชาชนเพื่อขับเคลื่อนระบบบำนาญแห่งชาติ ประกอบด้วยเครือข่ายผู้สูงอายุ เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เครือข่ายสลัม 4 ภาค และเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน ร่วมกันแถลงข่าวเปิดเวทีรณรงค์สาธารณะ “สังคมไทยสูงวัยไปด้วยกันด้วยระบบบำนาญแห่งชาติ” ซึ่งเป็นการยกระดับเบี้ยยังชีพให้เป็นบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ ด้วยการร่วมกันลงลายมือชื่อเพื่อเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ. บำนาญแห่งชาติ พ.ศ. ... ให้สภาพิจารณาทันทีหากได้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้รัฐจัดสวัสดิการด้านรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนทุกคนเมื่อสูงวัย 

นางหนูเกน อินทจันทร์ เครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่า ต้องการให้สังคมไทยเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุด้วยการมีสวัสดิการที่จะทำให้ผู้สูงอายุสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ซึ่งต้องมีกฎหมายมารองรับ เพื่อจะได้ระบุไว้เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องมาดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน

นางศุทธินี กิจธรรมกุล เครือข่ายผู้สูงอายุ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพแบบขั้นบันไดโดยเริ่มจาก 600 – 1,000 บาท ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ จึงต้องให้มี พ.ร.บ. บำนาญแห่งชาติมาเป็นหลักประกันที่จะรับรองได้ว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามา เรื่องสวัสดิการก็ยังคงอยู่

นายมณเฑียร สอดเนื่อง เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐให้การดูแลผู้สูงอายุน้อยมาก จึงอยากให้มีกฎหมายที่มาทำให้เรื่องบำนาญมีความมั่นคงยั่งยืนไม่เป็นนโยบายประชานิยมของรัฐบาล และเป็นสวัสดิการที่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้จริง ซึ่งจำนวนเงินอย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน

นายระนอง ซุ้นสุวรรณ แรงงานนอกระบบ กล่าวว่า ประชาชนไม่ว่าจะเป็นแรงงานทั้งในและนอกระบบก็ได้ทำงานให้กับรัฐมาโดยตลอด จึงเห็นว่ารัฐต้องทำหน้าที่เกื้อหนุนคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนเมื่อสูงวัยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

จากนั้น นางชุลีพร ด้วงฉิม กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้อ่านแถลงการณ์ของเครือข่ายประชาชนเพื่อขับเคลื่อนเรื่องรัฐสวัสดิการ มีสาระสำคัญดังนี้ “ในสภาวะที่อัตราการเกิดลดลง และจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีผลทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 แต่รัฐและสังคมยังไม่ตื่นตัวต่อความเป็นสังคมสูงวัย โดยเฉพาะการที่ยังไม่มีนโยบายหลักประกันทางรายได้หรือบำนาญเมื่อสูงวัยสำหรับทุกคน

ขณะที่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุยังเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งที่ควรเป็นสวัสดิการที่เป็นหลักประกันทางรายได้ซึ่งรัฐต้องจัดให้ประชาชนทุกคนเมื่อสูงวัย (รัฐสวัสดิการ) เพื่อให้เป็นรายได้รายเดือนโดยคำนึงถึงการดำรงชีพอยู่ได้ของผู้สูงอายุ

ระบบบำนาญแห่งชาติประกอบด้วย 2 ส่วน คือส่วนที่ 1 “บำนาญพื้นฐาน” ซึ่งเป็นการยกระดับเบี้ยยังชีพให้เป็นบำนาญพื้นฐานสำหรับประชาชนทุกคน โดยรัฐต้องอุดหนุนผ่านระบบภาษี และส่วนที่ 2 คือ “บำนาญที่มาจากการออม” โดยรัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนออมตามกำลัง และรัฐต้องสร้างแรงจูงใจในการออมให้กับประชาชน โดยเฉพาะการร่วมจ่ายเงินสมทบของรัฐในกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

ในวันที่ 13 เมษายนของทุกปีนอกจากเป็นวันสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติอีกด้วย ทางเครือข่ายประชาชนเพื่อขับเคลื่อนระบบบำนาญแห่งชาติ เห็นว่ารัฐควรมอบของขวัญให้กับประชาชนไทยด้วยการปรับ “เบี้ยยังชีพ” ให้เป็น “บำนาญพื้นฐาน” เพื่อเป็น “หลักประกันทางรายได้ให้กับผู้สูงอายุ” โดยสนับสนุนให้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.บำนาญแห่งชาติ พ.ศ. ... ซึ่งมีสาระสำคัญ 2 ประการ คือ 

1. ให้รัฐจัดสวัสดิการบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าให้ผู้สูงวัย เพื่อเป็นหลักประกันทางรายได้แบบรายเดือนในอัตราที่อ้างอิงเส้นความยากจน ซึ่งในปี 2558 อยู่ที่ประมาณ 2,400 บาทต่อเดือน

2. ให้มีคณะกรรมการกลางที่มีส่วนร่วมของประชาชน ในการเป็นกลไกที่มีบทบาทจัดทำนโยบายและแผนพัฒนาระบบบำนาญแห่งชาติให้เป็นระบบเดียวกัน

            ส่วนข้อเสนอด้านการเงินการคลังเพื่อใช้ในการจัดบำนาญพื้นฐานแห่งชาติ รัฐต้องมีการจัดเก็บภาษีที่เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ เช่น การจัดเก็บภาษีที่ดิน ภาษีมรดก และภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า ยกเลิกการลดหย่อนภาษีภาคธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รวมถึงภาษีจากการลงทุนในตลาดทุน ซึ่งรัฐต้องทำให้เป็นจริงให้ได้ 

อีกทั้งรัฐต้องเร่งดำเนินการตาม พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถร่วมออมได้แบบใกล้บ้านใกล้ใจ โดยให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นหน่วยรับออมเงินในระดับพื้นที่

ระบบบำนาญแห่งชาติ จึงเป็นการทำงานบนหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงสวัสดิการที่เป็นหลักประกันทางรายได้จากรัฐได้อย่างเท่าเทียมกัน และช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

---------------------------------------------------------

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,391 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.