• 23 กันยายน 2560 - 23:30 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนแจงเหตุผล 3 ประการ ประกาศไม่ยอมรับร่างรธน.

 วันที่ 29 เมษายน 2558 - 21:38 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,737 ครั้ง พิมพ์

 

อ่านความเห็นศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย วิพากษ์ที่มาและขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ร่างรัฐธรรมนูญมีความบกพร่องทางเนื้อหาหลายประการ ยิ่งไปกว่านั้นร่างรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตย



วันนี้ 29 เมษายน 2558 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เผยแพร่เอกสารความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พร้อมประกาศไม่สมควรยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งเสนอให้มีการยกเลิกกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการคัดเลือกของประชาชน โดยให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงยกเลิกประกาศ หรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่จำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงออกเปิดโอกาสให้ประชาชน แสดงความคิดเห็น และให้ประชาชนลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว .....

 

อ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ตามนี้

 

เกริ่นนำ

ปัจจุบันความเคลื่อนไหวของร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรดำเนินถึงขั้นตอนที่คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราทั้งฉบับเสร็จสิ้นแล้วและนำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวเสนอต่อสภา ปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อให้พิจารณาเสนอแนะหรือให้ความเห็นและขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญต่อไป  ณ ช่วงเวลานี้เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญได้ปรากฏต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการครั้งแรก  โดยศูนย์ทนายความ เพื่อสิทธิมนุษยชนมีความเห็นต่อความไม่ชอบธรรมทางประชาธิปไตยและความบกพร่องทางเนื้อหาของร่าง รัฐธรรมนูญ 4 ประการ ดังนี้

ประการที่ 1  ที่มาและขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย

ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนคือฐานความชอบธรรมของการใช้อำนาจรัฐและเป็นผู้ให้กำเนิด รัฐธรรมนูญ กล่าวคือ รัฐธรรมนูญที่จะถูกร่างและประกาศใช้เป็นกฎเกณฑ์พื้นฐานในการปกครองประเทศ จะต้องได้รับการเห็นชอบจากประชาชนและองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐปกครองหรือทำการยกร่างรัฐธรรมนูญจะมี ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจรัฐไม่ว่าทางตรง คือ ได้รับการเลือกตั้งโดยประชาชน หรือทางอ้อม คือได้รับการแต่งตั้งจากตัวแทนของประชาชน แต่ปรากฏว่าที่มา และขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มีปัญหาเรื่องความไม่ชอบธรรมทางประชาธิปไตย ใน 3 ส่วน ได้แก่   

 1.1 ที่มาของร่างรัฐธรรมนูญเป็นผลโดยตรงมาจากการรัฐประหาร

 การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเป็นผลโดยตรงมาจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะข้าราชการทหารและตำรวจนามว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งทำให้รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 รวมถึงคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน สิ้นสุดลง  ในทางกฎหมายถือว่าการกระทำรัฐประหารเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 และถือว่าเป็นการใช้กำลังเข้าถือครองอำนาจรัฐโดยวิถีทางที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย   โดยภายหลังการรัฐประหาร คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ก่อตั้งสถาบันการเมืองขึ้นมา 5 สถาบันการเมือง ประกอบด้วยคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คณะรัฐมนตรี และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ  ทำหน้าที่ร่วมมือกันปฏิรูปประเทศไทยและทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป ซึ่งคือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ 

 1.2 องค์กรที่ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่มีจุดเชื่อมโยงกับประชาชน

 ขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย บรรดาองค์กรที่จัดทำร่าง รัฐธรรมนูญไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบสภาหรือคณะกรรมาธิการก็ตาม ต้องมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนผ่านการ ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงหรือได้การแต่งตั้งจากผู้แทนของประชาชน  แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ได้ออกแบบขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยมีองค์กรที่ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ดังนี้ ได้แก่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ  ซึ่งทั้ง 5 องค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาจัดทำรัฐธรรมนูญมีปัญหา ความไม่ชอบธรรมทางประชาธิปไตย เพราะจากไม่มีองค์กรใดมีจุดเชื่อมโยงกลับไปหาประชาชน เนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นองค์กรที่ถือกำเนิดมาโดยการรัฐประหาร รวมถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรีและสภาปฏิรูปแห่งชาติต่างก็เป็นองค์กรที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  เช่นเดียวกันกับที่มาคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36 คน ก็มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ

 1.3 ขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญและการประกาศใช้รัฐธรรมนูญไม่ได้รับความยินยอมจากประชาชน

 ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ดังนั้น การกระบวนการยกร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ในทางกฎหมายต้องได้รับความยินยอมจากประชาชนโดยตรงผ่านประชามติหรือได้รับความยินยอมจากผู้แทนของประชาชน เช่น รัฐสภา  แต่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ได้แบ่ง ออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 

ขั้นตอนที่ 1 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ สภานิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรี แต่งตั้ง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 32 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557

ขั้นตอนที่ 2 สภาปฏิรูปแห่งชาติแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แก่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันหลังจากได้รับความเห็นและข้อเสนอแนะ ตามมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557

ข้อตอนที่ 3 คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอร่างรัฐธรรมนูญที่จัดทำเสร็จต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงยื่นคำขอให้แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ  ตามมาตรา 36 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นตามข้อเสนอ และคำขอให้เสนอร่างรัฐธรรมนูญให้สภาปฏิรูปแห่งชาติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 37 ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557

ในแง่ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยของขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญและการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ย่อมพิจารณาได้ว่าการประกาศใช้รัฐธรรมนูญก็ไม่มีขั้นตอนกำหนดให้ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจรัฐมีส่วนในการลงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด  จึงส่งผลให้ขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญและการประกาศใช้รัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ไม่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย

ประการที่ 2  ความบกพร่องทางเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ

ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แบ่งออกเป็น 4 ภาค 315 มาตรา ซึ่งมีประเด็นที่ควรต้องพิจารณา ดังต่อไปนี้

ประเด็นที่ 1 สิทธิเสรีภาพ

ในหมวดสิทธิเสรีภาพ ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 รัฐจะดำเนินการรับรองสิทธิของบุคคลให้ สัมฤทธิ์ผลตามความสามารถทางการคลังของรัฐเท่านั้น ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญแบ่งสิทธิออกเป็น 2 ประเภทคือ สิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง 

ตามมาตรา 26 สิทธิพลเมือง หมายถึงสิทธิของประชาชนชาวไทยเท่านั้นโดยจะครอบคลุมถึงสิทธิ มนุษยชนขั้นพื้นฐานหลายอย่างเช่น สิทธิในการศึกษา เสรีภาพในการชุมนุม สิทธิในการได้รับการบริการด้านสาธารณสุขรวมถึงสิทธิชุมชนท้องถิ่นซึ่งกรณีเหล่านี้ตามมาตรา 45 ตัดสิทธิประชาชนที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยจะได้รับการคุ้มครองในสิทธิเหล่านี้เพียงเท่าที่กฎหมายบัญญัติหรือตามที่รัฐจัดให้เท่านั้น

ด้านเสรีภาพสื่อตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 กำหนดให้เจ้าของกิจการสื่อมวลชน ต้องเป็นพลเมืองชาวไทยเท่านั้น โดยที่ห้ามเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและห้ามเป็นเจ้าของกิจการสื่อหลายกิจการที่จะมี ผลต่อการครอบงำการนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่อสังคม

การบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้เห็นว่าได้ เป็นการละเลยหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานหลายประการ แม้การแยกสิทธิมนุษยชนกับสิทธิพลเมืองออกจากกัน จะเป็นความเห็นที่ยอมรับในเชิงวิชาการ แต่สิทธิพลเมือง ครอบคลุมเพียงแค่สิทธิทางการเมือง เช่น สิทธิในการเลือกตั้ง หรือสิทธิในการ รวมกันเป็นสมาคมเท่านั้น ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติบัญญัติกลับให้สิทธิมนุษยชนพื้นฐาน เช่น สิทธิ ด้านสาธารณสุข หรือสิทธิทางการศึกษาเป็นสิทธิพลเมือง ซึ่งให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนชาวไทยเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 45 กำหนดให้คุ้มครองสิทธิบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยเท่าที่รัฐจัดให้ ถือเป็นการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลดังกล่าว

นอกจากนี้สิทธิชุมชน ยังมีความน่ากังวลที่รัฐจะคุ้มครองเพียงชุมชนของพลเมืองเท่านั้น แต่ละเลยไม่คุ้มครองสิทธิของชนกลุ่มน้อย ชนเผ่าที่อยู่อาศัยตามพื้นที่ต่างๆ ของไทย ซึ่งบุคคลเหล่านี้เคยได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ 2550 เดิม แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่คุ้มครองสิทธิของกลุ่มคนดังกล่าว

ประเด็นที่ 2 ระบบการบริหารราชการแผ่นดิน

ในประเด็นระบบการเลือกตั้ง ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 103 กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมา จากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่มาตรา 121 กลับกำหนดสมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งและเลือกตั้งโดยอ้อม กล่าวคือ ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน แต่ผู้สมัครต้องได้รับการคัดกรองจาก ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมให้เหลือจังหวัดละ 10 คนก่อนการเลือกตั้ง ส่วนสมาชิกวุฒิสภาที่เหลือให้มาจากการ สรรหาจาก ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งฝ่ายทหาร จำนวน 10 คน ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งข้าราชการฝ่ายพลเรือน 10 คน ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ 15 คน ผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม จำนวน 30 คน ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้าน การเมือง 58 คน

ในด้านอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 172 ให้อำนาจสภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ก็ได้ แต่หากไม่ใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องได้รับมติเห็นชอบไม่น้อยกว่าสองในสามแต่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเวลาเดียวกันไม่ได้ ตามมาตรา 175 ในกรณีที่มีการยุบสภา ให้คณะรัฐมนตรีสิ้นสภาพและให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นมาใหม่ตามมาตรา 184

ด้านการเสนอร่างพระราชบัญญัติ มีการเพิ่มอำนาจให้กับวุฒิสภาในการเสนอร่างกฎหมายได้ โดย มาตรา 280 ของร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ การปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมีที่มาจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและผู้ทรงคุณวุฒิ ในด้านต่างๆ ซึ่งสภาขับเคลื่อนดังกล่าว สามารถเสนอร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ อันได้แก่ ด้านกระบวนการยุติธรรมต ารวจการเงินภาษีงบประมาณการบริหารการบริการสาธารณะท้องถิ่นการศึกษาการ จัดการทรัพยากรพลังงานแรงงานวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์เศรษฐกิจมหาภาคเศรษฐกิจรายภาคสาธารณสุข สังคมการสื่อสารสารสนเทศ ให้แก่วุฒิสภาได้ ซึ่งหากวุฒิสภาเห็นชอบ ให้ส่งไปที่สภาผู้แทนราษฎรต่อไป ซึ่งไม่ว่าสภาผู้แทนราษฎรจะเห็นชอบหรือไม่ก็ตาม หากวุฒิสภามีมติเห็นชอบในท้ายที่สุด ให้ส่งไปที่นายกรัฐมนตรี เพื่อมีความเห็นต่อไป หากนายกรัฐมนตรีไม่มีความเห็น ให้ถือว่านายกรัฐมนตรีเห็นชอบ

อย่างไรก็ดี ในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดกระบวนการควบคุมกฎหมายมิให้ขัดรัฐธรรมนูญในมาตรา 163 ที่ให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบร่างรัฐธรรมนูญ ต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากศาลรัฐธรรมนูญก่อนทุกฉบับ หากเป็นพระราชบัญญัติทั่วไป มาตรา 164 หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกของ ทั้งสองสภารวมกันมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติขัดหรือแย้งต่อร่างรัฐธรรมนูญ สามารถส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลวินิจฉัยได้

กระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดในมาตรา 207 ให้การแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการ ให้ใช้ระบบคุณธรรม โดยให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งทำหน้าที่กลั่นกรองและประธานกรรมการจริยธรรมประจำกระทรวงต่างๆ ให้ทำหน้าที่พิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว

มาตรฐานคุณธรรมสำหรับผู้นำทางการเมือง ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 74 กำหนดให้มีสมัชชา คุณธรรมและจัดทำประมวลจริยธรรมมีมาตรฐานทางจริยธรรมถ้าผู้นำทางการเมืองไม่ปฏิบัติตามจะมี บทลงโทษและอาจถูกถอดถอนหรือตัดสิทธิทางการเมืองได้ ทั้งนี้ ให้สมัชชาคุณธรรมประเมินผลคุณธรรมของผู้นำทางการเมืองและแจ้งให้ประชาชนทราบ

กรณีนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการลดอำนาจของนักการเมืองทั้งในการแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการ โดย ให้ผ่านคณะกรรมการคุณธรรม ซึ่งที่มาของระบบคุณธรรมหรือสมัชชาคุณธรรม ยังไม่มีที่มาชัดเจน นอกจากนี้ยังส่งผลให้ฝ่ายการเมืองไม่สามารถบังคับบัญชาข้าราชการได้ อีกทั้ง ยังมีการเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรที่ไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับประชาชน เช่น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ที่สามารถเสนอกฎหมายผ่านไปยังวุฒิสภาได้เอง โดยที่วุฒิสภาส่วนใหญ่ แล้วมาจากการสรรหาและเลือกตั้งโดยอ้อม แต่กลับมีอำนาจในการผ่านกฎหมายดังกล่าว แม้สภา ผู้แทนราษฎรอันมาจากการเลือกตั้งจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

ประเด็นที่ 3 องค์กรอิสระ

ในส่วนขององค์กรอิสระ ร่างรัฐธรรมนูญใช้ชื่อว่า องค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยกำหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน 

โดยการแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  ต้องมีคณะกรรมการสรรหาโดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 คน จากสมัชชาคุณธรรมซึ่งเป็นการใช้กลไกคุณธรรม ในการกำกับดูแลองค์กรอิสระอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ในกระบวนการจัดการเลือกตั้ง มาตรา 268 ของร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งประกอบด้วยปลัดกระทรวงต่างๆ เป็นกรรมการ ซึ่งกรณีเช่นนี้จะส่งผลให้ฝ่ายข้าราชการมีอำนาจเหนือฝ่ายการเมือง

ในส่วนของการส่งเสริมคุ้มครองและปกป้องสิทธิมนุษยชนร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 ได้ควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยใช้ชื่อว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน มีคณะกรรมการ 11 คน ทำหน้าที่ตรวจสอบและรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งในทางเนื้อหาแล้วบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดิน มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของระบบราชการ แต่บทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหน้าที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิของประชาชน ดังนั้น การควบรวมสององค์กรเข้าด้วยกันจึงทำให้ไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้

ประเด็นที่ 4 การแก้ไขรัฐธรรมธรรมนูญ

ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 301 ก าหนดให้คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือ ประชาชนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคนลงชื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่ตามมาตรา 300 ก าหนดการแก้ไขส่วนที่เป็น หลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ เช่น การมีส่วนร่วมทางการเมือง โครงสร้างสถาบันการเมือง ด้านวินัยทางการ คลัง หมวดศาล การปรองดองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องให้รัฐสภาพิจารณาลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ให้ ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้พิจารณา จากนั้นจึงส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้ประชาชนลงมติต่อไป

กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในกรณีนี้ ถือเป็นรัฐธรรมนูญประเภทแก้ไขยาก โดยต้องผ่านทั้ง กระบวนการให้อ านาจศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สามารถ ยับยั้งการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญได้ซึ่งตามหลักประชาธิปไตย ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญคือประชาชน ประชาชน ย่อมมีสิทธิในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ การให้องค์กรที่ไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับประชาชนยับยั้งการแก้ไข รัฐธรรมนูญได้จึงขัดกับหลักประชาธิปไตย

ประการที่ 3 ร่างรัฐธรรมนูญไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์รัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย

 อุดมการณ์ของรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยวางอยู่บนหลักการที่ว่าอำนาจรัฐทั้งหมดมาจากประชาชน ความเชื่อมั่นในการมีส่วนร่วมทางการปกครองของประชาชน  ดังนั้น องค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งหลายที่ถูกก่อตั้งโดยรัฐธรรมนูญจะต้องมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนทั้งหมดผ่านการได้รับเลือกตั้งหรือได้รับการแต่งตั้งจากผู้แทนของประชาชน  เพื่อให้การบริหารประเทศ ออกกฎหมายและการตัดสินคดีความเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับมุ่งจำกัดการมีส่วนร่วมทางการปกครองของประชาชนและไม่ไว้วางใจต่อการตัดสินใจของประชาชน ผ่านกระบวนการสามขั้นตอน  โดยในขั้นแรก ร่างรัฐธรรมนูญออกแบบระบบทางการเมืองทำให้ผู้แทนประชาชน ที่มาจากการเลือกตั้ง อันได้ คณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร ให้ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองและไร้อำนาจผ่านระบบเลือกตั้งที่มุ่งก่อให้เกิดรัฐบาลที่ผสม และกำหนดให้นายกรัฐมนตรีสามารถมาจากบุคคลที่ไม่ จำเป็นต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ รวมถึงได้บัญญัติมอบอำนาจด้านบริหารบุคคล แต่งตั้งโยกย้าย ข้าราชการอยู่ในอำนาจขององค์กรอื่นที่ไม่มีจุดเชื่อมโยงกับประชาชน อย่างคณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการพลเมืองโดยระบบคุณธรรม 

ในขั้นที่สองร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังได้สร้างขึ้นมาเป็นกลไกในการควบคุมผู้แทนของประชาชนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ประกอบด้วยองค์กรรัฐ อย่างศาล วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งและองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐซึ่งมีที่มาจากการแต่งตั้งของวุฒิสภา ซึ่งล้วนแต่ก็เป็นองค์กรที่มีปัญหาความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ในการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและความเหมาะของนโยบายทางการเมืองอย่างเข้มงวด รวมทั้งผ่านการเห็นชอบการเข้าดำรงตำแหน่งและถอนถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้น

 และขั้นสุดท้ายในภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดองของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ออกแบบให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ เป็นองค์กรที่ถืออำนาจรัฐเหนือผู้แทนประชาชนในการกำหนดนโยบายการบริหารประเทศและออกกฎหมายโดยอาศัย ข้ออ้างในการสานต่อการปฏิรูป เพื่อสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารอย่างต่อเนื่องแม้จะมีการประกาศรัฐใช้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว

ความเห็นของศูนย์ทนายความต่อร่างรัฐธรรมนูญ

ตามเหตุผลทางหมดที่กล่าวมาข้างต้น ทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะองค์กรด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน จึงขอแสดงจุดยืนทางประชาธิปไตยด้วยการไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ และกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่จุดเชื่อมโยงกับประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และเสนอให้มีการยกเลิกกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักร (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ทั้งหมด จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการคัดเลือกของประชาชน โดยให้สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงยกเลิกประกาศ หรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่จำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงออกเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน แสดงความคิดเห็น และให้ประชาชนลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,564 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.