• 29 มีนาคม 2560 - 18:13 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

รัฐประหารเพื่อ Mining Zone: เหตุผลที่ดาวดินต่อสู้ร่วมกับชาวบ้าน

 วันที่ 27 มิถุนายน 2558 - 08:52 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,263 ครั้ง พิมพ์

 

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์



‘ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ….’  หรือร่างกฎหมายแร่ที่คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช. มีมติรับหลักการไปเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2557  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังตรวจพิจารณาอยู่ในขณะนี้นั้น ได้บรรจุหลักการใหม่ที่สำคัญมากเรื่องหนึ่งไว้ นั่นก็คือเรื่องเขตทรัพยากรแร่ หรือ Mining Zone

 

          ปัญหาใหญ่ของการนำแร่ขึ้นมาใช้ ก็คือ แหล่งแร่อาจจะพบอยู่ภายใต้พื้นที่ซึ่งมีข้อจำกัดการใช้พื้นที่ตามกฎหมาย กฎ หรือระเบียบอื่น ๆ การขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่หวงห้ามเหล่านี้เพื่อการทำเหมืองแร่ก็มีอุปสรรคมาตลอดประวัติศาสตร์ 100 กว่าปีของกฎหมายแร่ไทย โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตป่าไม้

 

          ด้านกฎหมาย  กล่าวเฉพาะช่วงเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นต้นมา จะเห็นได้ถึงร่องรอยการต่อสู้ทางความคิดระหว่าง ‘เขตป่าไม้’ กับ ‘เขตแร่’ ที่ชัดเจนมาก เนื่องจากความยากของการนำเอาทรัพยากรแร่ในเขตป่าไม้ออกมาใช้ประโยชน์ได้ทำให้เกิดการแก้ไขกฎหมายแร่ (พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510)  เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2516 ด้วยการเพิ่มเติมมาตรา 6 ทวิ เข้ามา เพื่อเปิดโอกาสให้กับการนำแร่ในเขตป่าไม้มาใช้ประโยชน์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2522  มีการแก้ไขมาตรา 6 ทวิ และเพิ่มเติมมาตรา 6 จัตวา เข้ามา เพื่อปิดโอกาสไม่ให้นำแร่ในเขตป่าไม้มาใช้ประโยชน์ 

 

          ร่องรอยการต่อสู้ระหว่างรัฐและส่วนราชการด้วยกันเองจากกลไกการเมืองด้วยการแก้ไขกฎหมายในรัฐสภาเป็นความอุตสาหะพยายามที่จะประกาศ ‘เขตแร่’ หรือ ‘เขตทรัพยากรแร่’  ในเขตป่าไม้ให้ได้  เพื่อที่จะเข้าไปเอาทรัพยากรแร่ในเขตป่าไม้ออกมาใช้ประโยชน์ให้ง่ายขึ้น แต่เกิดการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างหน่วยงานบริหารจัดการทรัพยากรแร่กับหน่วยงานบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้จึงทำให้เนื้อหาบทบัญญัติในมาตรา 6 จัตวา ไม่เอื้อประโยชน์ให้มีการนำทรัพยากรแร่ในพื้นที่ป่าไม้ออกมาใช้ประโยชน์ได้ง่ายเท่าที่ควร เพราะติดเงื่อนไขว่าหากพื้นที่หรือเขตป่าไม้ใดที่สำรวจแล้วถึงแม้จะพบแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงก็ไม่สามารถกันพื้นที่ที่มีทรัพยากรแร่ออกจากเขตป่าไม้เพื่อนำมาออกสัมปทานทำเหมืองแร่เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้ามได้ หากพบว่าเขตป่าไม้นั้น 'เป็นแหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม’ 

 

 

 

 

 

 

 

 

พระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2516

พระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522

   มาตรา 6 ทวิ  เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ ให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดพื้นที่ใดๆ ให้เป็นเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษาหรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ได้

   ภายในเขตที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง ผู้ใดจะยื่นคำขออาชญาบัตรหรือประทานบัตรไม่ได้จนกว่ารัฐมนตรีจะได้ยกเลิกประกาศดังกล่าวนั้น

   มาตรา 6 ทวิ  เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการสำรวจ การทดลองการศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดพื้นที่ใด ๆ ให้เป็นเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ได้

   ภายในเขตที่กำหนดตามวรรคหนึ่งผู้ใดจะยื่นคำขออาชญาบัตร ประทานบัตรชั่วคราว หรือประทานบัตรไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเห็นสมควรให้ยื่นคำขอได้เป็นกรณีพิเศษโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

   เมื่อหมดความจำเป็นที่จะใช้เขตพื้นที่เพื่อประโยชน์ดังกล่าวตามวรรคหนึ่งให้รัฐมนตรีประกาศยกเลิกในราชกิจจานุเบกษา

 

   มาตรา 6 จัตวา  เพื่อประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดพื้นที่ใดที่มิใช่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม ที่ได้ทำการสำรวจแล้วปรากฏว่ามีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อออกประทานบัตรชั่วคราว หรือประทานบัตรได้เป็นอับดับแรกก่อนการสงวนหวงห้าม หรือใช้ประโยชน์อย่างอื่นในที่ดินในพื้นที่นั้น แต่ทั้งนี้ให้คำนึงถึงผลกระทบกระเทือนต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้วย

 

ตาราง  เปรียบเทียบการแก้ไขกฎหมายแร่ในส่วนของมาตรา 6 ทวิ  และมาตรา 6 จัตวา 

เพื่อนำทรัพยากรแร่ในเขตป่าไม้มาใช้ประโยชน์

 

หมายเหตุ  ถ้อยคำที่ขีดเส้นใต้ในมาตรา 6 จัตวา  ในตาราง  เป็นการเน้นข้อความโดยผู้เขียนเอง 

ในเอกสารพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510  ทั้งฉบับ  ไม่มีการขีดเส้นใต้บทบัญญัติแต่อย่างใด   

 

 

Mining Zone  สัมปทานพิเศษ สัญญาผูกขาด:  เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

          จากปัญหาการพัฒนาทรัพยากรแร่ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่สาม  ที่ไม่อาจขยายตัวเพิ่มขึ้นได้มากตามที่วางแผนไว้ ทำให้รัฐบาลแก้ไขพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510  เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2516  ด้วยการเพิ่มเติมมาตรา 6 ทวิ  เข้ามา  เนื่องจากว่ากฎหมายแร่ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นไม่อาจเร่งรัดและส่งเสริมการสำรวจและการผลิตแร่ให้ได้ผลและอำนวยประโยชน์แก่ประเทศชาติได้ตามที่วางแผนไว้  จึงได้เพิ่มเติมมาตราดังกล่าวเพื่อประกาศ ‘เขตทรัพยากรแร่’ เป็นการจูงใจหรือเปิดโอกาสให้นักลงทุนทำสัญญาในลักษณะ  ‘สัมปทานพิเศษ’ กับรัฐได้  เนื่องจากสัมปทานปกติตามกฎหมายแร่ที่ใช้บังคับอยู่มีข้อจำกัดในเรื่องขนาดของพื้นที่ อายุสัมปทานที่มีกำหนด และคุณสมบัติของผู้ขอสัมปทาน หลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการที่เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการลงทุนในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินจำนวนมากและเทคโนโลยีขนาดใหญ่ตามไปด้วย  แต่สัมปทานพิเศษทำให้ข้อจำกัดของสัมปทานปกติตามกฎหมายแร่หมดไป กล่าวคือ สัมปทานพิเศษได้เปิดโอกาสให้รัฐและเอกชนสามารถทำ ‘สัญญาผูกขาด’ ต่อกันเพื่อดำเนินการสำรวจและผลิตแร่ใดก็ได้ที่เป็นเป้าหมาย เป็นการทำสัญญาจับจองพื้นที่แหล่งแร่เพื่อการ  ‘สำรวจ’  และ ‘ผลิต (หรือทำเหมืองแร่)’ ล่วงหน้าไว้ก่อนทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้รับอาชญาบัตรให้สำรวจแร่และประทานบัตรให้ทำเหมืองแร่แต่อย่างใด 

 

          การทำสัญญาเช่นนี้เป็นการผูกขาดแหล่งแร่ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งที่มีขนาดใหญ่มากกว่าที่สัมปทานปกติตามกฎหมายแร่จะอนุญาตให้สัมปทานได้เอาไว้ให้แก่เอกชนที่ทำสัญญา  เพื่อรับประกันไม่ว่ากรณีใด ๆ ว่ารัฐจะเอื้อประโยชน์ให้ถึงที่สุดให้เอกชนที่ทำสัญญาได้รับอาชญาบัตรและประทานบัตรอย่างแน่นอน โดยไม่กำหนดวันสิ้นสุดสัญญา หากแม้ยังไม่ได้รับสัมปทานที่เป็นอาชญาบัตรสำรวจแร่หรือประทานบัตรทำเหมืองแร่ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม เช่น การประท้วงคัดค้านโครงการของประชาชน  หรือความล่าช้าในระบบราชการที่เกิดจากบุคลากร องค์กร ระบบหรือตัวบทกฎหมายที่มีข้อจำกัดการใช้พื้นที่ตามกฎหมายหลายฉบับขัดกัน เป็นต้น สัญญาสัมปทานพิเศษก็จะคุ้มครองพื้นที่แหล่งแร่นั้นไว้ให้กับเอกชนที่ทำสัญญาโดยไม่กำหนดวันสิ้นสุดสัญญา

 

          ลักษณะการทำสัญญาแบบสัมปทานพิเศษหรือสัญญาผูกขาดเช่นนี้เป็นการลอกเลียนเอามาจากบทบัญญัติในกฎหมายปิโตรเลียม หรือพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ที่ครั้งหนึ่งทรัพยากรปิโตรเลียมก็เคยอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายแร่ (พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510) แต่เนื่องจากทรัพยากรปิโตรเลียมเป็นแร่ที่มีมูลค่ามหาศาลและแหล่งปิโตรเลียมส่วนใหญ่ทั้งที่อยู่ในทะเลและบนบกมีลักษณะการแพร่กระจายตัวในพื้นที่ขนาดใหญ่มาก จึงเห็นว่ากฎเกณฑ์การให้สัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมควรจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างออกไปจากการทำแร่ประเภทอื่น  ประกอบกับความต้องการกระตุ้นการลงทุนขนานใหญ่จากการเร่งรัดการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาฯ จึงได้แยกทรัพยากรปิโตรเลียมออกไปจากกฎหมายแร่ ให้มาอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายปิโตรเลียมเป็นการเฉพาะแทน

 

 

สัมปทานพิเศษเหมืองแร่เมืองเลย

 

          แม้แนวคิดและวิธีการของ Mining Zone จะยังไม่มีความสมบูรณ์ในกฎหมายแร่ เพราะติดเงื่อนไขว่าพื้นที่หรือเขตป่าไม้ใดที่สำรวจแล้วถึงแม้จะพบแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงก็ไม่สามารถกันพื้นที่ที่มีทรัพยากรแร่ออกจากเขตป่าไม้เพื่อนำมาออกสัมปทานทำเหมืองแร่เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้ามได้ หากพบว่าเขตป่าไม้นั้น ‘เป็นแหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม’ ก็ตาม  ความพยายามนำบทบัญญัติของมาตรา 6 ทวิ และมาตรา 6 จัตวา มาใช้เพื่อให้เกิดสัมปทานพิเศษนั้นได้เปิดโอกาสให้เอกชนจับจองพื้นที่แหล่งแร่เป็นแปลงขนาดใหญ่มาก  เช่น  สัญญาให้สิทธิสำรวจและผลิตแร่โปแตชในจังหวัดอุดรธานี  คลุมพื้นที่ 2,333 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1.5 ล้านไร่ ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและกรมทรัพยากรธรณีกับบริษัท ไทยอะกริโกโปแตช จำกัด  เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2527 ได้ทำให้แร่โปแตชทั้งหมดในขอบเขตพื้นที่แหล่งแร่ตามสัญญาเป็นของบริษัทดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว (ปัจจุบันบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของกิจการ) ไม่ว่าจะขอประทานบัตรทำเหมืองแร่โปแตชกี่ครั้งหรือนานเพียงใดก็ตาม  เพราะเป็นสัญญาที่ไม่กำหนดวันสิ้นสุดสัญญาหรือไม่กำหนดวันสิ้นสุดอายุสัมปทาน

 

          นอกจากแร่โปแตชแล้ว เพื่อทำให้สภาพการใช้สัมปทานพิเศษขยายการพัฒนาทรัพยากรแร่มากยิ่งขึ้นไปอีก อาทิเช่น โครงการสำคัญที่ใช้เงื่อนไขสัมปทานพิเศษตามมาตรา 6 จัตวา ก็คือ โครงการเปิดประมูลเพื่อพัฒนาเหมืองแร่ทองคำเป็นโครงการขนาดใหญ่ พื้นที่เลย-อุดรธานี-หนองคาย นั่นเอง โดยมีผู้ได้รับสัญญาให้สิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 จำนวน 4 ราย คือ (1) บริษัท ผาคำเอ็กซ์พลอเรชั่นแอนด์ไมนิ่ง จำกัด แปลง 1  พื้นที่ 253,930ไร่ (2) บริษัท ผาทองเอ็กซ์พลอเรชั่น แอนด์ ไมนิ่ง จำกัด แปลง 2 พื้นที่ 798,914 ไร่ (3) บริษัท ภูเทพ จำกัด แปลง 3 พื้นที่ 694,070 ไร่ และ (4) บริษัท ทุ่งคำ จำกัด แปลง 4 พื้นที่ 426,297 ไร่ รวมพื้นที่ให้สิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำทั้งหมด 2,173,211 ไร่ 

 

          ผลสำเร็จของการให้สัมปทานพิเศษตามมาตรา 6 จัตวา  ก็คือบริษัท ทุ่งคำ จำกัด  ได้ครอบครอบพื้นที่ขนาดใหญ่ 545 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 340,615 ไร่  (ปรับลดจากเดิม 426,297 ไร่)  ตามสัญญาว่าด้วยการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ แปลงที่สี่ พื้นที่น้ำคิว-ภูขุมทอง  จนสามารถเปิดทำเหมืองแร่ทองคำที่ภูทับฟ้าและภูซำป่าบอนอยู่จนทุกวันนี้  และยังมีพื้นที่ที่ขอประทานบัตรจับจองไว้อีกเป็นจำนวนมาก  โดยมีรายละเอียดทั้งหมด  ดังนี้

 

          1. ประทานบัตร  จำนวน 6 แปลง  คือ  ประทานบัตรที่ 26968/15574, 26969/15575, 26970/15576, 26971/15558, 26972/15559 และ 26973/15560  ที่ตั้งอยู่บนภูทับฟ้า-ภูซำป่าบอน  ต.เขาหลวง  อ.วังสะพุง  จ.เลย  รวมเป็นพื้นที่ 1,291 ไร่  ซึ่งเป็นเหมืองแร่ที่กำลังดำเนินการและเกิดความขัดแย้งต่อต้านจากประชาชนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน  อยู่ในขณะนี้ 

          ถ้ารวมพื้นที่ที่เป็นโรงประกอบโลหกรรม (แต่งแร่และถลุงแร่)  และบ่อกักเก็บกากแร่ (บ่อไซยาไนด์)  ในบริเวณพื้นที่ประทานบัตรดังกล่าวด้วย  จะมีพื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,500 ไร่

 

          2. คำขอประทานบัตร  จำนวน 106 แปลง  ประมาณ 30,114 ไร่  ซึ่งส่วนใหญ่ติดอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ประเภทต่าง ๆ  (ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าใช้สอยอื่น ๆ)  และพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 เอ และ 1 บี

          ซึ่งคำขอประทานบัตร แปลงที่ 104/2538 (แปลงภูเหล็ก)  ต.เขาหลวง  อ.วังสะพุง  จ.เลย  และแปลงที่ 76/2539  ต.นาโป่ง  อ.เมือง  จ.เลย  ที่ได้ดำเนินการจัดทำเวทีพับลิก สโคปปิง  เพื่อจัดทำรายงาน EHIA  ประกอบการขอประทานบัตร  ไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2555  และวันที่ 8 กันยายน 2556  ที่ผ่านมา  ตามลำดับ  ก็อยู่ในคำขอประทานบัตรกลุ่มนี้ด้วย

 

 

Mining Zone  ในร่างกฎหมายแร่

 

          เหตุผลที่ทำให้บริษัททุ่งคำได้ ‘ประทานบัตร’ ทำเหมืองแร่ทองคำเพียง 6 แปลง  ที่ภูทับฟ้า-ภูซำป่าบอน  โดยไม่สามารถได้ประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำแปลงอื่นในช่วงเวลาเดียวกันได้ก็เพราะ ‘คำขอประทานบัตร’ จำนวนอีก 106 แปลง  ที่บริษัททุ่งคำครอบครองเอาไว้นั้นอยู่ในพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ และบี  เป็นส่วนใหญ่  ซึ่งต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีที่เป็นขั้นตอนยุ่งยากเพิ่มขึ้นมาจากการซ้อนทับของกฎหมายอื่น  (ตามข้อเท็จจริงแล้วถ้าหากใช้เงื่อนไขและหลักการเดียวกัน  ประทานบัตร 4 ใน 6 แปลงที่ภูทับฟ้า-ภูซำป่าบอนก็ไม่สมควรได้ประทานบัตรเช่นเดียวกันกับคำขอประทานบัตรอีก 106 แปลงที่เหลือ  เพราะว่าประทานบัตรทั้ง 4 แปลง  เป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างพื้นที่ป่าไม้กับของ ส.ป.ก. ทั้งหมด)

 

          ด้วยเหตุผลดังกล่าวที่แนวคิดและวิธีการของ Mining Zone  ยังปรากฎอยู่ในกฎหมายแร่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์มากนัก  สิ่งที่หน่วยงานรัฐ-ราชการพยายามผลักดันมาตลอดคือทำให้แนวคิด Mining Zone  มีความสมบูรณ์ในกฎหมายแร่  ด้วยการกันเขตทรัพยากรแร่ออกจากพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมายอื่น  ดังที่เห็นได้จากการผลักดันร่างกฎหมายแร่ล่าสุด  ที่บทบัญญัติในร่างกฎหมายแร่ฉบับ คสช.  ที่ขณะนี้อยู่ในชั้นการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น  เนื้อหาสาระสำคัญของร่างฯ ในส่วนของความต้องการเข้าไปทำเหมืองแร่ในพื้นที่ป่าไม้ (ทั้งป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายเฉพาะหรือตามมติคณะรัฐมนตรี) และพื้นที่หวงห้ามหรือพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายฉบับอื่นที่ห้ามใช้พื้นที่เพื่อการทำเหมืองแร่  ได้บัญญัติเนื้อหาเอาไว้ในหมวด ‘การบริหารจัดการแร่ในพื้นที่พิเศษ’ คล้าย ๆ กับเขตเศรษฐกิจพิเศษในกฎหมายการค้าการลงทุนที่ยกเว้นมาตรการบังคับบางอย่างและให้สิทธิพิเศษเพื่อจูงใจการลงทุน  โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถกำหนดพื้นที่ใดให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองแร่ได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้ามโดยการเปิดให้เอกชนประมูลพื้นที่แหล่งแร่นั้น

 

          เบื้องแรก ประกาศกำหนดให้แร่ที่อยู่ในพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่หวงห้ามหรือพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ห้ามการทำเหมืองแร่ รวมถึงพื้นที่ที่ถึงแม้จะพบว่าเป็นแหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมก็ต้องนำมาประกาศเป็น ‘เขตแหล่งแร่’ เพื่อการทำเหมืองได้เป็นอับดับแรกก่อนการสงวนหวงห้าม  ซึ่งถือว่าเป็นการลบทิ้งมาตรา 6 จัตวา  ของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510  ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน  ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางในการนำพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่สงวนหวงห้ามตามกฎหมายอื่นมาทำเป็น Mining Zone  ตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา 

 

          หลังจากประกาศเขตแหล่งแร่แล้ว ก็จะทำการประกาศให้เอกชนมาประมูลเขตแหล่งแร่เพื่อขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ต่อไป  ต่อจากนั้นยังเปิดโอกาสให้เอกชนที่ชนะการประมูลได้สิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่ในเขตแหล่งแร่ไม่ต้องขออนุญาตหรือขอสัมปทานสำรวจแร่และทำเหมืองแร่ (อาชญาบัตรและประทานบัตร) ตามกฎหมายแร่ได้อีกด้วย  ก็เพราะว่าบทบัญญัติในร่างฯ ได้เปิดโอกาสให้รัฐและเอกชนทำสัญญาต่างตอบแทนระหว่างกัน จนเป็นเหตุจูงใจให้รัฐสามารถออกประกาศกระทรวงเพื่อกำหนดให้แร่บางชนิด/ประเภท และการทำเหมืองบางขนาดถูกยกเว้นจากการขอสัมปทานสำรวจแร่และทำเหมืองแร่ได้  และก็จะถูกยกเว้นให้ไม่ต้องทำ EIA หรือ EHIA แล้วแต่กรณีไปโดยปริยายด้วย   

 

          ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้บัญญัติเนื้อหาเกี่ยวกับการลดขั้นตอนในการขออนุญาตสัมปทานสำรวจแร่และทำเหมืองแร่เอาไว้ด้วย  กล่าวคือ  โดยปกติตามกฎหมายแร่ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน  การเข้าไปขอสัมปทานสำรวจแร่หรือทำเหมืองแร่ในเขตพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่หวงห้ามหรือพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ห้ามการทำเหมืองแร่  หากติดเงื่อนไขว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1  ซึ่งโดยทั่วไปภายในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ (และบีบางส่วน)  ถูกกำหนดเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำที่ควรสงวนไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยเฉพาะ  เนื่องจากอาจเกิดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินได้ง่ายและรุนแรง  ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องอนุญาตประทานบัตร  หรือต่ออายุประทานบัตร  หรือขอสิทธิ  หรือขอใบอนุญาตอื่นใดในกิจการเหมืองแร่ต้องให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาเสนอ ครม. อนุมัติเป็นราย ๆ ไป  ซึ่งจะทำให้มีขั้นตอนและระยะเวลาเพิ่มเติมจากคำขอสัมปทานสำรวจแร่หรือทำเหมืองแร่ปกติที่อยู่นอกเขตพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1  แต่บทบัญญัติในร่างกฎหมายแร่ฉบับ คสช. สามารถนำแร่ในพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่หวงห้ามหรือพื้นที่ที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ห้ามการทำเหมืองแร่ที่อยู่ในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1  ที่หวงห้ามไว้ออกมาให้สัมปทานได้โดยไม่ต้องผ่านมติ ครม. อีกต่อไป  โดยให้เป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) โดยตรง 

 

          สุดท้ายบทบัญญัติที่เกี่ยวพันกันในหลายมาตราของหมวดว่าด้วยการบริหารจัดการแร่ในพื้นที่พิเศษของร่างกฎหมายแร่ฉบับ คสช. ยังสามารถกำหนดพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ  ที่ปัจจุบันกำหนดให้เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำที่ควรสงวนไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยเฉพาะ เนื่องจากอาจเกิดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินได้ง่ายและรุนแรง  โดยห้ามมิให้มีการทำเหมืองแร่หรือเปลี่ยนแปลงลักษณะพื้นที่ป่าเป็นรูปแบบอื่นอย่างเด็ดขาด  สามารถถูกแก้ไขโดยนำพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ดังกล่าว  มาใช้ประโยชน์เพื่อการขอสัมปทานสำรวจแร่และทำเหมืองแร่เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้ามได้อีกด้วย

 

 

แรงจูงใจ  ทำไม ครม. ในรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช.  ถึงรับหลักการร่างกฎหมายแร่

 

          การเตรียมการออกนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำฉบับใหม่ที่รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและอธิบดี กพร.  ออกมาให้สัมภาษณ์ในแนวทางที่สอดคล้องกันว่าจะผลักดันให้มีการเปิดพื้นที่สัมปทานแหล่งแร่ทองคำแห่งใหม่ใน 31 จังหวัดทั่วประเทศ  ครอบคลุมพื้นที่ 1 ล้านไร่  ภายในเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม 2558  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำนโยบาย  โดยจะระดมความคิดเห็นของประชาชนเป็นขั้นตอนสุดท้ายไม่เกินเดือนกรกฎาคมนี้  หลังจากที่จัดเวทีระดมความคิดเห็นในส่วนนักวิชาการและผู้ประกอบการเสร็จแล้ว  ถือได้ว่า  นอกจากฉวยโอกาสผลักดันร่างกฎหมายแร่ในรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช.  และผลักดันกฎหมายฉบับอื่น ๆ เพื่อดึงอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติด้้านต่าง ๆ มารวมศูนย์อยู่ในมือรัฐเกิดขึ้นอย่างถี่ยิบแล้ว  การฉวยโอกาสผลักดันนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำฉบับใหม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง 

          ทั้งนี้ นโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำฉบับใหม่เป็นส่วนขยายของการผลักดันร่างกฎหมายแร่  เพื่อทำให้กลไกอำนาจที่แฝงอยู่ในตัวบทกฎหมายและนโยบายทำหน้าที่ให้สอดคล้องกัน  ซึ่งในเชิงตัวบทกฎหมายสะท้อนอำนาจเชิงนามธรรม  แต่ในตัวนโยบายไปจนถึงการแปลงไปสู่โครงการพัฒนาสะท้อนอำนาจเชิงรูปธรรมที่เห็นภาพชัดขึ้น  ดังนั้น  การแก้ตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียวรัฐบาลทหาร คสช. ไม่สามารถเข้าใจได้หรือมองไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ  จึงทำให้หน่วยงานราชการ  ในที่นี้คือ กพร. จึงต้องทำให้ คสช.​ เห็นด้วยกับร่างกฎหมายแร่ด้วยการทำให้เห็นว่าหากแก้ไขกฎหมายแร่แล้วจะนำมาซึ่งการเปิดพื้นที่ทำเหมืองแร่ทองคำนับแสนไร่ทั่วประเทศ  จึงทำให้ คสช. ยอมรับหลักการร่างกฎหมายแร่ที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอมา  เพราะ คสช. เห็นผลในทางปฏิบัติว่ากฎหมายจะนำไปสู่นโยบายและโครงการเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเม็ดเงินได้จริง 

          ด้วยเหตุนี้เอง  บทบัญญัติเกี่ยวกับเขตทรัพยากรแร่  หรือ Mining Zone  ในร่างกฎหมายแร่จะสามารถปลดล็อคข้อติดขัดอุปสรรคปัญหาทั้งปวงที่ไม่สามารถเดินหน้าเหมืองแร่ทองคำที่เลยและที่พิจิตร  เพชรบูรณ์และพิษณุโลกของบริษัททุ่งคำและบริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด  ตามลำดับ (เพราะพื้นที่ขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่แปลงใหม่ ๆ อยู่ในพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่สงวนหวงห้ามตามกฎหมายอื่นแทบทั้งหมด)  และนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำฉบับใหม่ที่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าไม้และพื้นที่สงวนหวงห้ามตามกฎหมายอื่นต่อไปได้  ถูกแก้ไขจนหมดสิ้น

 

 

เหตุผลที่ดาวดินต่อสู้ร่วมกับชาวบ้าน

 

          ที่กล่าวมาทั้งหมด  นั่นคือผลของ Mining Zone  หากร่างกฎหมายแร่ฉบับ คสช. ผ่านเป็นกฎหมายออกมาบังคับใช้  เราจะเห็นพื้นที่ป่าไม้  พื้นที่ ส.ป.ก.  และพื้นที่สงวนหวงห้ามตามกฎหมายอื่นทั่วประเทศถูกเฉือนหรือขุดควักให้แหว่งวิ่นเป็นหลุมขนาดใหญ่เป็นหย่อม ๆ  ไม่ว่าจะเป็นที่ตรงใจกลางหรือชายขอบของพื้นที่่สงวนหวงห้ามเหล่านั้น  ถึงแม้จะเป็นพื้นที่ควรค่าแก่การทำประโยชน์อื่นมากกว่าเหมืองแร่ก็ตาม          

 

          ต่อผลกระทบโดยตรงในพื้นที่ที่เหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลย  หาก Mining Zone ถูกประกาศออกมาเป็นกฎหมายแร่ฉบับใหม่  ในส่วนของพื้นที่ที่เป็นแปลง ‘คำขอประทานบัตร’ อีก 106 แปลง  ประมาณ 30,000 กว่าไร่  รวมทั้งพื้นที่่ที่จะเปิดใหม่ตามนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำฉบับใหม่อีกหลายแสนไร่  ที่อยู่รายรอบตำบลเขาหลวง  อ.วังสะพุง  จ.เลย  ในท้องที่ตำบลและอำเภอใกล้เคีียงด้วย  จะถูกขุดควักทำลาย  และรถขนสินแร่ทองคำหลายร้อยคันต่อวันจะมุ่งสู่ภูทับฟ้าที่บ้านนาหนองบง  พื้นที่ที่ประชาชนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน  มีชีวิตอาศัยอยู่  ก็เพราะบนภูทับฟ้าไม่ได้มีแค่เหมืองแร่ทองคำอย่างเดียว  แต่มีโรงประกอบโลหกรรม  ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นโรงงานถลุงแร่และทิ้งกากแร่ที่มีสารไซยาไนด์เป็นส่วนประกอบจำนวนมหาศาลเอาไว้บนภูแห่งนั้นอีกตราบนานเท่านาน 

 

          ต่อปัญหาในทางขัดกันของนโยบาย  ที่แทบจะเรียกได้ว่าย้อนแย้งสุดขั้ว  รัฐบาลเผด็จการทหาร คสช. สนับสนุนให้หน่วยงานที่บริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ดำเนินการขับไล่คนออกจากป่าด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา  ไม่เว้นแม้กระทั่งการกลั่นแกล้งชาวบ้านด้วยการตัดโค่นยางพาราในพื้นท่ี่ทำกิน  โดยอ้างการรักษาป่าต้นน้ำ  ตามแผนแม่บทป่าไม้  และคำสั่ง คสช. หลายฉบับ  แต่รัฐบาลเผด็จการทหาร คสช. กลับจะเฉือนทำลายพื้นท่ี่ป่าไม้หลายแสนไร่เอาไปทำเป็น Mining Zone  ตามร่างกฎหมายแร่ที่กำลังผลักดันอยู่ในเวลานี้

 

          ความรู้ทางกฎหมายที่นักศึกษากลุ่มดาวดินใช้หมู่บ้านรอบเขตเหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลยเป็นห้องเรียนเป็นสิ่งที่น่าสนใจ  เพราะไม่ใช่กางตำราเอาตัวบทกฎหมายมาสอนชาวบ้าน  แต่เป็นการเดินทางไปค้นหาปรัชญาของกฎหมายในเรื่องของความเป็นธรรม/ความไม่เป็นธรรมในสังคม  ซึ่งเป็นความรู้ที่ไม่มีในห้องเรียน  จึงทำให้ความรู้ด้านกฎหมายที่นักศึกษากลุ่มดาวดินมีไม่เพียงตั้งอยู่บนพื้นฐานของตัวบทกฎหมายเท่านั้น  แต่ยังมองเห็นความไม่เป็นธรรมของตัวบทกฎหมายด้วย  ซึ่งเป็นการขยายความรู้วิชากฎหมายไปจากเพียงแค่ท่องตำรากฎหมายที่เน้นบทบัญญัติ  คำพิพากษา  ออกไปในระดับทฤษฎีและปรัชญาของกฎหมาย  โดยเฉพาะการถกเถียง  แลกเปลี่ยน  เรียนรู้  ถึงความไม่เป็นธรรมในสังคมที่ฝังลึกอยู่ในตัวบทกฎหมาย

 

          นี่แหละคือเหตุผลหนึ่งที่ดาวดินต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับชาวบ้าน.

 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 14,762 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.