• 27 มิถุนายน 2560 - 02:13 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

นักวิจัย-ผู้เชี่ยวชาญสื่อย้ำการจัดการสื่อยุคหลอมรวมต้องเป็นกลางทางเทคโนโลยีส่งเสริมประชาธิปไตย

 วันที่ 26 กรกฎาคม 2558 - 07:34 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,194 ครั้ง พิมพ์

 

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชนร่วมกับสำนักส่งเสริมการแข่งขันและกำกับดูแลกันเอง (สส.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัดงานคิดใหม่พรมแดนสื่อเพื่อสำรวจภูมิทัศน์ และอนาคตของการจัดการสื่อในยุคหลอมรวมข้ามพรมแดน พร้อมทั้งเผยแพร่ผลการศึกษารายงานวิจัย “โครงการศึกษาแนวทางการส่งเสริมจริยธรรมจรรยาบรรณและการกำกับกิจการสื่อใหม่ในยุคหลอมรวมเทคโนโลยี” ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ

อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล หัวหน้าคณะวิจัยกล่าวว่า จากงานวิจัยได้ข้อสรุปว่า คุณสมบัติของสื่อใหม่คือ ปฏิสัมพันธ์ได้ง่าย สื่อสารสองทาง ติดตามตัว เป็นดิจิทัล ดัดแปลงเปลี่ยนรูปได้ เชื่อมต่อได้ ใช้ได้ทุกที่ รวดเร็ว ไร้พรมแดน การหลอมรวมของสื่อเป็นมากกว่าเรื่องของเทคโนโลยี เทคโนโลยีทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างเช่น การที่เพลงทำสำเนาได้ง่ายจะทำให้มีการละเมิดลิขสิทธิ์มากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมดนตรีเปลี่ยนแปลงไป มีการจัดคอนเสิร์ตมากขึ้น

ลักษณะของสื่อใหม่ที่มีการหลอมรวมที่สำคัญคือ พรมแดนที่ข้ามและบรรจบกันหลายด้าน คือ โครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ เนื้อหาและบริการ ความเป็นเจ้าของ พฤติกรรมผู้ใช้สื่อ รัฐชาติ การกำกับกิจการอาจแบ่งได้ 3 รูปแบบคือ  การกำกับฝ่ายเดียว (กำกับตัวเอง) การกำกับสองฝ่าย (ผู้กำกับ-ผู้ถูกกำกับ) การกำกับสามฝ่าย (ผู้กำกับ คนกลาง ผู้ถูกกำกับ โดยมากคนกลางมีบทบาทเป็นผู้ตรวจสอบ)

อาทิตย์ยังกล่างถึงตัวอย่างของหน่วยงานกำกับดูแลสื่อหลอมรวมที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐบาล เช่น GoNGOs ที่รัฐบาลเป็นผู้จัดตั้งหรือมีอิทธิพล เช่น Ofcom สหราชอาณาจักร MaNGOs ที่ภาคธุรกิจเป็นผู้จัดตั้ง เช่น Internet Watch Foundation สหราชอาณาจักร

นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า ในประเทศอื่นๆ การกำกับใช้กฎหมายก็ยังเป็นการใช้แยกสื่ออยู่ แต่ก็มีการสนทนาเกี่ยวกับการหลอมรวมสื่อแล้ว และในบางประเทศมีสถาบันที่มีความเข้มแข็งในหลายประเด็นอยู่แล้ว เช่น การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 

ข้อเสนอจากโครงการวิจัยต่อการกำกับดูแลสื่อหลอมรวมมีหลายด้าน ได้แก่ ด้านบทบาทหน้าที่และสมดุลอำนาจระหว่างองค์กร โดยเป็นการรักษาหลักการคานอำนาจระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ยึดโยงกับประชาชน และมีความโปร่งใสตรวจสอบง่าย ด้านการจัดสรรทรัพยากรซึ่งควรจัดสรรทรัพยากรให้กับสื่อพลเมืองไม่ต่างจากสื่ออื่นๆ  ด้านการเชื่อมกับทรัพยากรท้องถิ่นและการกระจายอำนาจ ด้านการส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมรวมตัวกันกำหนดมาตรฐานที่จำเป็น ส่วนการกำกับเนื้อหาควรมีหลักเกณฑ์ขั้นต่ำที่ใช้ร่วมกันคือ สิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง นอกจากนี้ควรมีหลักประกันสิทธิเสรีภาพของตัวกลาง  สำหรับประเด็นท้าทายใหม่คือ สื่อหลอมรวมมีความซับซ้อนและตัดข้ามหลายศาสตร์และหลายกิจการ เช่น เขตอำนาจศาล ข้อตกลงระหว่างประเทศ

ต่อมา มีการเสวนาหัวข้อ “โครงสร้างพื้นฐานสำรับอนาคต:การอภิบาลสื่อในยุดหลอมรวมจะส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงนวัตกรรมและสังคมประชาธิปไตยได้อย่างไร” จิวอน ปาร์ก หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย OpenNet เกาหลีใต้ องค์กรประชาสังคมในเกาหลีใต้ที่ทำงานส่งเสริมเสรีภาพและความเปิดกว้างออนไลน์ กล่าวถึงวิกฤติทางเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ จากการที่เว็บไซต์ต่างๆ ใช้เทคโนโลยี Active X ซึ่งที่ใช้ได้เฉพาะระบบปฏิบัติการวินโดวส์ของไมโครซอฟท์เท่านั้น สาเหตุมาจากกฎหมายการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ระบุเทคโนโลยีที่ใช้อย่างเฉพาะเจาะจงเกินไป กฎหมายนี้สะท้อนว่ารัฐแทรกแซงและทำลายกลไกตลาด การกำกับดูแลสื่อหลอมรวมควรยึดหลักการความเป็นกลางทางเทคโนโลยี (Technology Neutrality) คือแนวคิดที่ว่ากฎข้อบังคับที่กำกับการสื่อสารไอซีทีไม่ควรโน้มเอียงหรือเข้าข้างเทคโนโลยีหนึ่งเทคโนโลยีใดเป็นพิเศษ ปีที่แล้ว OpenNet ได้ฟ้องร้องให้ปรับแก้กฎหมายการทำธุรรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ให้ระบุเทคโนโลยีที่เฉพาะเจาะจง เพื่อให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ประเด็นสำคัญคือ รัฐต้องทำหน้าที่เป็นกรรมการไม่ใช่ผู้เล่นในสนามแข่งขัน

การบังคับใช้กฎข้อบังคับที่ “ไม่เป็นกลางทางเทคโนโลยี” (Non-Technological Neutral Regulation) จะก่อให้เกิดผลเสียคือ 1) ข้อบังคับนั้นจะล้าสมัยอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนแก้ไขตัวอยู่บ่อยครั้ง 2) ขัดขวางการแข่งขันกันของเทคโนโลยี อีกทั้งยังลำเอียงเข้าข้างเทคโนโลยีหนึ่งมากกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ 3.) เป็นอุปสรรคสำหรับบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ และจะส่งผลให้อินเทอร์เน็ตของประเทศถูกโดดเดี่ยวจากอินเทอร์เน็ตโลกทั้งนี้ เขาให้คำแนะนำว่า รัฐต้องยึดเอาผลลัพธ์ที่ต้องการเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ไปกำหนดที่ตัวเทคโนโลยี เขากล่าวด้วยว่ารัฐบาลเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การไปกำหนดดังกล่าวจึงจะทำให้เทคโนโลยีที่เลือกมาล้าสมัยภายในเวลาอันรวดเร็วด้วย

กษิติธร ภูภราดัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยนโยบาย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เน้นไปที่นโยบายด้านเศรษฐกิจในการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยกล่าวว่า ประเด็นที่สำคัญในการพิจารณาคือ คุณภาพและการเข้าถึง ความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ในปัจจุบันสายโทรศัพท์บ้าน (fixed line) มีความสามารถในการรองรับปัจจุบันอยู่ที่ 7.1 กิกะไบต์ จะสามารถรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในอนาคตได้หรือไม่ เศรษฐกิจดิจิทัลต้องมุ่งเน้นการครอบคลุมคุณภาพและความสามารถในการเข้าถึง มีความพยายามทำให้ไฟเบอร์ออฟติกเข้าถึงระดับหมู่บ้าน รวมทั้งมีการพูดคุยเรื่องสัญญาณสัมปทาน กฎหมาย ต้องอาศัยรัฐ และการกำกับดูแลเข้ามามีส่วนร่วม ข้อสังเกตหนึ่งในกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลคือ ยังมีการมองแบบแยกส่วน เช่น คอมพิวเตอร์ การกระจายเสียง และไม่มีการคิดถึงการหลอมรวมสื่อเสียทีเดียว

ที่ผ่านมาการทำงานระหว่างฝ่ายนโยบายคือกระทรวงไอซีทีและการกำกับดูแลคือ กสทช.ไม่มีการทำงานเชื่อมโยงกัน ในกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลจึงมีคณะกรรมการที่มีตัวแทนของกสทช.มาร่วมอยู่ด้วย โดยเชื่อว่าจะช่วยให้การตัดสินใจทางนโยบายรอบคอบมากยิ่งขึ้น

ส่วนสิขเรศ ศิรากานต์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อกล่าวว่า การหลอมรวมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการกำกับดูแลของสื่อ โดยในต่างประเทศมีการทบทวนเรื่องนี้มาประมาณ 15 ปีแล้ว ประเทศออสเตรเลียมีแนวคิดในการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการในประเทศให้เป็นการหลอมรวมมากขึ้น มีการรวมองค์กรกำกับดูแลโทรคมนาคมและกระจายเสียง (ACMA) ปี 2012 มีการจัดการทบทวนการบริหารจัดการ มีข้อเสนอหลายอย่าง เช่น ทำอย่างไรกับสมาคมวิชาชีพที่ไม่มีอำนาจทางกฎหมาย  มีการจัดแนวคิดเรื่องมาตรฐานทางการตลาด การมีส่วนร่วมของสังคมและเศรษฐกิจมาขึ้น คุณค่าทางวัฒนธรรม และทำอย่างไรให้อินเทอร์เน็ตปลอดภัย เช่น ทำเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ การพัฒนาเป็นการมุ่งความเป็นพลเมืองดิจิทัล (digital citizenship) มีการจัดทำรายงานเพื่อปรับปรุงกฎหมาย และพบว่ามีกฎหมายล้าสมัย 65 ฉบับ

ปัจจุบันมีการทดลองระหว่างประเทศที่สำคัญคือ การใช้สัญญาณ 4G ส่งสัญญาณโทรทัศน์ มีการจับมือกันระหว่าง บีบีซี หัวเว่ย และสื่อเกาหลีเพื่อทดลองออกอากาศ เนื้อหาด้านกีฬาเป็นตัวเร่งสำคัญ

กลวิธีในการกำหนดนโยบายร่วมสมัย ควรมีรูปแบบแนวคิดใหม่ คือ การจัดการโทรคมนาคมของรัฐที่ทันสมัย ซึ่งในบางประเทศมีการทำให้คลื่นกลาโหมเป็นพาณิชย์มากขึ้น กระบวนการประมูลและจัดการคลื่นความถี่เชิงพาณิชย์เพื่อให้เกิดอรรถประโยชน์สูงสุด ควรจัดสรรคลื่นความถี่ที่ไม่เคยใช้ประโยชน์ ในลักษณะแบ่งปันประโยชน์ซึ่งกันและกัน มีการบริหารจัดการที่คำนึงถึงพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต ประการสำคัญคือ ต้องมีการวางแผนร่วมกัน เพราะปัจจุบันภาคประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วม ทั้งที่เป็นผู้ใช้โดยตรง

มยองจุน คิม ประธาน MediAct องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานส่งเสริมวัฒนธรรมสื่อสร้างสรรค์ และส่งเสริมการผลิตสื่อด้วยตนเองของชุมชนจากเกาหลีใต้ ได้กล่าวถึงประสบการณ์ในประเทศเกาหลีว่า ก่อนหน้านี้สื่อมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เห็นได้จากการเกิดขึ้นของสื่ออิสระและสื่อทางเลือกจำนวนมาก แต่เหตุการณ์เรือเฟอรีเซวอนจมก็ทำให้เห็นข้อบกพร่องต่างๆ วิกฤตในการสื่อสารในเกาหลีใต้ สื่อและรัฐไม่ได้ให้ข้อมูลที่เหมาะสมเกี่ยวกับอุบัติเหตุ ประชาชนจึงต้องพยายามหาทางเลือก ทำให้คนตัดสินใจที่จะเป็นสื่อเอง เช่น สมาชิกในครอบครัวที่เป็นเหยื่อ ทำสถานีโทรทัศน์เองเพื่อทำเนื้อหาของตัวเอง

นอกจากนี้ควรส่งเสริมให้เกิดสื่ออิสระในระดับท้องถิ่นมากขึ้น ในเกาหลีใต้มีการจัดตั้งศูนย์สื่อชุมชนกระจายในหลายพื้นที่ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่พ.ศ.2547เป็นต้นมา ในเมืองหนึ่ง มีคนจากหลากหลายพื้นที่เป็นสื่ออิสระเอง เช่น อินเทอร์เน็ตทีวี พื้นที่ใหม่ๆ เหล่านี้ควรเป็นสิ่งที่นโยบายสื่อหลอมรวมควรพิจารณา การลงมือทำสื่อด้วยตนเองทำให้ผู้คนคิดถึงชุมชนของตนเองมากขึ้น และเห็นถึงขาดแคลนเนื้อหาของท้องถิ่นจึงทำให้คนในท้องถิ่นหันมาเสพสื่อท้องถิ่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ควรคำนึงถึงการการควบคุมจากรัฐ และระบบราชการ หรือนักการเมืองที่ไม่มีแนวคิดเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน

ส่วน ดอนนี บี ยู ผู้อำนวยการบริหาร ICT Watch อินโดนีเซียได้นำเสนอการทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาสังคมและรัฐจากประสบการณ์ของอินโดนีเซีย ในอินโดนีเซียมีช่องว่างในการเข้าถึงสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต แม้ว่าเราจะมีสื่อต่างๆ มากมาย แต่ว่ามีเนื้อหาจำกัด เพราะมักกระจุกตัวอยู่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกรุงจากาตาร์เท่านั้น ดังนั้นมีช่องว่างของข้อมูลมาก ทาง ICT Watch จึงพยายามทำงานร่วมกับภาคประชาส้งคมอื่นๆ

วิธีการทำงานคือจัดประชุมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ ภาครัฐ ชุมชน และหาทางทำให้รัฐได้ยินเสียงของประชาชนที่อยู่ห่างไกล องค์กรของเขาได้รณรงค์ด้วยการคลิปวิดีโอให้รัฐมนตรีชม ปรากฏว่ารัฐมนตรีสนใจ และไปเยือนพื้นที่ห่างไกล ทำให้รัฐได้เรียนรู้จากชุมชนและประชาสังคม

นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยให้ผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายอินเทอร์เน็ตเข้าร่วมประชุมกับรัฐมนตรี ให้พวกเขาได้พูด จนส่งผลทำให้เกิดการแก้กฎหมาย

“เริ่มแรกเราทำงานกับรัฐ โดยทำงานร่วมกับกระทรวงไอซีทีเรื่องการใช้เน็ตปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ทำให้มีความสัมพันธ์อันดี ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูในการพูดคุย จากนั้น เราเสนอให้เชิญองค์กรภาคประชาสังคมด้านอื่นๆ มาคุยเรื่องนโยบายไอซีทีบ้าง ในอินโดนีเซียมีการจัดการประชุมอภิบาลอินเทอร์เน็ตระดับชาติ มาแล้ว 2 ครั้ง มีภาคประชาสังคมได้พบกับภาครัฐบาล และได้เชิญภาคประชาสังคมด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่ด้านอินเทอร์เน็ตมามีส่วนร่วมด้วย  เริ่มต้นจากประเด็นที่ว่าอินเทอร์เน็ตสำคัญ จากนั้นเราก็เชิญให้พวกเขาร่วมคิดเรื่องนโยบายด้านอินเทอร์เน็ต มีการอภิปรายกัน พูดคุยกับหลายภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ภาคประชาสังคม ทั้งรูปแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทำให้มีการพูดคุยมากขึ้น”

-

ติดต่อคณะวิจัยได้ทางอีเมล [email protected]

[email protected]ษาของชุมชน ชั้น 1 อาคารมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
409 ซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10320

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,141 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.