• 23 กันยายน 2560 - 23:34 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

รัฐถูกประหาร

 วันที่ 2 ธันวาคม 2557 - 17:16 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,090 ครั้ง พิมพ์

 

ผู้เขียน - ส . ริยา



นับว่าเป็นอีกหนึ่งในประวัติศาสตร์ในไม่ช้านี้ที่คนไทยจำต้องจดจำแบบที่ ไม่อาจจะลืมเลือนไปได้ ถ้าหากผู้คนในสังคมยังคงยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ที่เราใช่หลักการนี้ปกครองบ้านเมืองกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่มีการเปลี่ยน แปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย นั้นคือการอนุวัติของสังคมตามยุคตามสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้าง ทางอำนาจครั้งใหญ่ในแผ่นดินสยาม หลัง พ.ศ. 2475 รูปแบบการปกครองที่ชัดเจนแน่นอนที่สังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นมาถึง โครงสร้างทางสังคมได้สลับสับตามวิธีทางโดยส่งผลดีต่อคณะราษฎรที่เข้ามามี บทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศ นั้นคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองที่เราเคยได้เรียนมากัน บ้างแล้ว แต่น่าเสียดายที่ประวัติการเมืองการปกครองที่ยิ่งใหญ่ในผืนแผ่นดินไทยกลับ ต้องล้มลุกคุกครามในการแย่งชิงอำนาจ แต่การแย่งชิงอำนาจนั้นไม่ได้แย่งชิงอำนาจมาจากอำนาจเดิม แต่เป็นแย่งชิงอำนาจระหว่างฝ่ายราษฎรกับกลุ่มอำนาจเดิมที่เป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยม 

 

ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวของผมคิดว่า ยุทธวิธีในการต่อสู่ของกลุ่มอนุรักษ์นิยมได้มีการปรับแปลงวิธีในการต่อสู้ เพื่อแย่งชิงอำนาจจากราษฎรหรือประชาชนอย่างนิ่มนวลอ่อนโยนโดยไม่ให้มีการสูญ เสียหรือว่าให้มีการสูญเสียให้น้อยที่สุดเพื่อรักษาความชอบธรรมของตนเองไว้ เสกเช่นเดียวกันกับการแย่งชิงอำนาจมาจากประชนที่เคยผ่านมาในการทำรัฐประหาร ในปี 2549

 

ถ้าเรามองย้อนกลับไปเมื่อปี 49 จะเห็นภาพแห่งการทำรัฐประหารในครั้งนั้นแถบจะไม่มีการต่อต้านหรือการอารยะ ขัดขืนอย่างแตกหักกับกลุ่มอำนาจเผด็จการเท่าไหร่หนัก หลายกลุ่มหลายองค์หรือประชาชนโดยทั่วไปได้ออกมาให้การสนับสนุนอำนาจเผด็จที่ มีเหล่าชายชาติทหารออกมาเป็นตัวแสดงนำของเรื่องในครั้งนั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านกลุ่มอนุรักษ์นิยมได้พยายามปลูกฝังชุดความคิดขึ้นมาชุด ความคิดหนึ่ง เพื่อหวังให้คนในสังคมยอมรับการทำการรัฐประหาร และเห็นด้วยกับการก่อรัฐประหารว่าเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง และเพื่อความสงบสุขของประชาชน ซึ่งผมมองว่าเป็นยุทธวิธีที่สามารถใช่ได้ผลได้ที่เดียว จะสังเกตเห็นว่าการทำรัฐประหารเมื่อปี 49 มีคนจำนวนไม่น้อยที่แสดงออกอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่น การนำดอกไม้ไปมอบให้เหล่าทหารประจำจุดต่างๆ การชื้นชมกองทับได้ทำการรัฐประหารในครั้งว่ามีความถูกต้องชอบธรรมตามข่าว หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อต่างๆ ประโคมข่าวสื่อออกไปว่า การทำรัฐประหารได้มีการยอมรับจากผู้คนสังคมที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งการปลูกฝังชุดความคิดดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือสำคัญมากกว่าการใช่กำลัง ทหารในการเข้าเข่นฆ่าลอมปราบ เพราะวิธีการใช้ความรุนแรงฝ่ายเผด็จการเขาคงมีบทเรียน จากบทเรียนในอดีตดังกล่าวที่จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายประชาชน เช่นสองเหตุการณ์ที่มีการใช่ความรุนจากฝ่ายเผด็จการอนุรักนิยมนั้นก็คือ 14 ตุลา ปี 2516 และ 6 ตุลา ในปี 2519 ทั้งสองเหตุการณ์เหล่านี้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญเพราะ เป็นความพ่ายแพ้ของฝ่ายเผด็จการทั้งสิ้น เพราะยุทธวิธีในการใช่ความรุนแรงโดยหาความชอบธรรมในการใช่ยุทธวิธีโดยกำลัง จึงหาไม่ได้ที่จะได้รับชัยชนะมา แต่อย่างไรก็ตามความพยายามของฝ่ายเผด็จการที่กระหายอำนาจ และต้องการครอบครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จหรือพยายามนำตนเองเข้าไปมีบทบาททาง สังคมให้มากที่สุดได้พยายามเสาะหายุทธวิธีเพื่อสร้างความชอบธรรมในการขึ้นไป มีบทบาททางสังคมและขึ้นครองอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ฉะนั้นจึงไม่แปลงเลยที่มีการทำรัฐประหารโดยง่ายดายในสังคมไทย เพราะทางฝ่ายเผด็จการสามารถค้นหาความชอบธรรมที่มาจากประชาชนและสร้างความชอบ ธรรมให้เป็นที่ยอมรับจากคนหมู่มากในสังคม โดยบ่มเพาะชุดความคิดให้มีการยอมรับการขึ้นสู่อำนาจนอนวิถีนอกรัฐธรรมนูญ

 

คงไม่ใช่เป็นเรื่องแปลงอะไรหรอกครับ ที่การทำรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 2557 ที่ผ่านมาที่มีประชาชนจำนวนมากในการสนับสนุน ซึ่งผมคิดว่ามีจำนวนผู้คนไม่น้อยในสังคมให้การยอมรับและคอยเห็นดีเห็นงามใน การทำรัฐประหารในครั้งนี้ ผลพวงของชุดความคิดดังกล่าวที่เป็นกลยุทธวิธีในการสร้างความชอบธรรมโดย ประชาชนนั้นซึ่งสามารถใช่ได้ผลเป็นอย่างดี ถ้าดูจากแรงขับเคลื่อนของมวลชนที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยที่เป็นหลัก การเดิม คือหลักการประชาธิปไตย ที่เราตกลงและให้คำมั่นสัญญาไว้ด้วยกันว่าเราจะใช้ในการปกครองประเทศโดย รับรอง สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาพของปัจเจกชนเป็นหลักภายใต้กฎหมายรัฐธรมนุญโดยมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ดังนั้นรัฐแห่งอุคมการณ์ประชาธิปไตยมาช้านานได้ถูกสั่นคลอนจากอำนาจเผด็จการ นิยมที่เป็นคนเลือกที่จะประหักประหารประชาธิปไตยลงไปอย่างสิ้นซากเมื่อไหร่ ก็ได้โดยไม่แคร์สายตาประชาชนที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย         

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,564 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.