• 25 พฤษภาคม 2560 - 13:46 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สัมภาษณ์ 'อดิศร เกิดมงคล' : แรงงานข้ามชาติ หรือภัยความมั่นคงใต้ท็อปบู๊ตคสช.

 วันที่ 2 ธันวาคม 2557 - 17:22 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,130 ครั้ง พิมพ์

 

แฟ้มภาพ : ประชาไท



ภาย หลังจากคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 59/2557 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว (กนร.) ตามด้วยคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 60/2557 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการประสานงานการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเอกภาพ และเกิดผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว แต่ทันทีที่เห็นรายชื่อกรรมการทั้งสองชุด ก็มีการข้อสังเกตทันทีถึงสัดส่วนจากหน่วยงานความมั่งคง และหน่วยงานภาครัฐ แน่นขนัดจนกระทั่งไม่มีตัวแทนของภาควิชาการ ภาคประชาสังคมที่ติดตามมาอย่างยาวนานเข้าไปร่วมเป็นกรรมการแม้แต่รายเดียว

 

อดิศร เกิดมงคล ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ จากเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ที่ทำงานเพื่อต่อสู้เรียกร้องการรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิของ เเรงงานข้ามชาติทั้งในเชิงโครงสร้างด้านกฎหมายและนโยบายของรัฐ โดยมุ่งเน้นพื้นฐานการด้านการจัดจ้างและการปฏิบัติต่อแรงงานเหล่านั้นอย่าง เป็นธรรม ละเว้นการเลือกปฏิบัติและการจัดการอย่างไร้มนุษยธรรม ล่าสุดได้เป็นหนึ่งในห้านักปกป้องสิทธิที่ได้รับการยกย่องจากกองทุนรางวัลสม ชาย นีละไพจิตร ให้สัมภาษณ์กับประชาธรรม ถึงข้อสังเกต ข้อห่วงใยบางประการในฐานะผู้ทำงานด้านแรงงานข้ามชาติอย่างใกล้ชิด

 

ประกาศและรายชื่อดังกล่าวมันสะท้อนภาพอะไรบ้าง?

คือโครงสร้างการแต่งตั้งคณะกรรมการรวมถึงนโยบายการจัดการแรงงานข้ามชาติ ว่า จะเห็นได้ชัดว่าโครงสร้างกรรมการในการจัดการ ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายความมั่นคงและข้าราชการประจำ ซึ่งมันคล้ายกับชุดที่เคยก่อตั้งมาก่อนหน้านี้นานแล้ว สถานการณ์ตอนนี้อยู่ในภาวะเน้นเรื่องความมั่นคงมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ แรงงานข้ามชาติได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ยกตัวอย่างรัฐประหารปี 49 ในหลายพื้นที่ก็ออกมาตรการในการควบคุมแรงงานข้ามชาติ และในหลายพื้นที่ก็ห้ามไม่ให้แรงงานข้ามชาติกระทำหลายๆ อย่าง เช่น การออกนอกสถานที่ในยามวิกาลห้ามเกิน 20:00 น. ห้ามพกโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

ทั้งนี้การจัดตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วยฝ่ายความมั่นคง มันมีแนวโน้มอาจจะซ้ำรอยเดิมคือมีนโยบายที่เน้นความมั่นคงเป็นหลัก การตั้งคณะกรรมการในรูปแบบนี้ มันตัดการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปโดยปริยาย จริงๆ แล้วเรามาไกลกว่าการกลับไปอยู่ในยุคของความมั่นคง เนื่องจากเรื่องแรงงานข้ามชาติเดินหน้าไปค่อนข้างดี มีการดึงแรงงานเข้าสู่ระบบมากขึ้น ถูกกฎหมายมากขึ้น แต่เมื่ออำนาจตกอยู่ในมือของฝ่ายความมั่นคง ผมกังวลว่า เราจะกลับไปเป็นเหมือนในอดีตกันอีกหรือไม่ ซึ่งมีแต่การเน้นเฉพาะการควบคุม การจัดระบบด้านเดียว

 

มันจะกระทบอะไรกับตัวแรงงานข้ามชาติ ในพื้นที่ต่างๆ อย่างไร?

หลังเกิดการรัฐประหาร ผมเคยพูดสองประเด็น คือ หนึ่งการจ้างงานชายแดน สองการจัดการควบคุมแรงงานในพื้นที่ชั้นใน และมีแนวโน้มจะจัดการคนที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมายให้หมดไป มีการจัดโซนนิ่งเพื่อให้แรงงานข้ามชาติเข้าไปอยู่ เพื่อไม่ให้ปะปนกับคนทั่วไป ซึ่งวิธีคิดเหล่านี้มันมาจากข่ายความมั่นคงเพื่อควบคุมแรงงานเป็นหลัก ซึ่งส่งผลกระทบคือ ตัวแรงงานข้ามชาติรู้สึกแปลกแยกกับสังคมไทย เป็นปัญหาใหญ่คือคนไทยกับแรงงานข้ามชาติจะมองกันและกันเป็นปัญหา ซึ่งมันเคยเกิดขึ้นในประเทศสิงคโปร์มาแล้ว พบว่าคนสิงคโปร์มีอคติกับแรงงานเหล่านั้น

กรณีการส่งแรงงานกลับ เป็นความกังวลอย่างยิ่งสำหรับตน คือ จะมีกลุ่มที่รอระหว่างการจัดทำส่งเอกสาร ซึ่งกลุ่มนี้ทำงานครบ 4 ปีแล้วและมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับ สำหรับกลุ่มที่รอทำเอกสารใหม่นั้นให้อยู่ได้ภายใน 180 วัน ซึ่งประเด็นนี้ผมไม่มั่นใจว่าทหารจะทราบหรือไม่ว่ากลุ่มนี้อยู่ได้ ซึ่งการเข้าไปจับกุมและไม่ศึกษารายละเอียด จะเป็นผลทำให้กลุ่มคนเหล่านี้เสียสิทธิการอยู่ในประเทศไทย เพราะเจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งกลับ ซึ่งการเข้าไปจับกุม ส่งกลับมันจำเป็นจะต้องมีรายละเอียดมากพอสมควร และทหารไม่ควรใช้วิธีแบบนี้เข้าไป ซึ่งมันสร้างความหวาดกลัว

“ยกตัวอย่างกรณีแรงงานกัมพูชาที่มีการส่งกลับบ้านจำนวนมากว่า หนึ่งแรงงานเขาไม่มีเอกสารหรืออาจจะโดนยึดไปแล้วทางผู้ประกอบการเกิดความ กลัวจึงรีบส่งกลับ ผมมองว่ามันไม่เป็นผลดีแน่หากมีการจัดการแบบนี้ในระยะยาว ซึ่งควรจะพิจารณาแรงงานกลุ่มนี้ว่าควรจะให้จดทะเบียนใหม่หรือนำเข้าสู่ระบบ โดยนโยบายที่ผ่านมามีเหตุผลทางเศรษฐกิจมันก็เอื้อต่อการจัดการแรงงานข้าม ชาติและมีแนวโน้มค่อนข้างดี แต่พอนโยบายหรือการจัดการรูปแบบนี้เข้ามามันส่งผลกระทบต่อระยะยาวแน่นอน”

อดิศร ขยายความว่า เมื่อเสียงเกินครึ่งอยู่ในฝ่ายความมั่นคงอยู่แล้ว มันเป็นปัญหาเบื้องต้น และดูจากท่าทีการแถลงของ คสช. ช่วงที่ผ่านมา แนวโน้มเป็นไปในทิศทางเพื่อการควบคุมมากกว่า แต่ต้องรอดูกันอีกว่าหลังการจัดตั้งแล้วนั้น จะมีรูปลักษณะเป็นอย่างไร ซึ่งแนวโน้มวิธีคิด ขาดการมีส่วนร่วมแน่นอน แนวโน้มเป็นวิธีคิดแบบรัฐ แบบราชการมากกว่าการมองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและคำนึงถึงด้านอื่นๆ เช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นต้น

สำหรับประเด็นเรื่องการจ้างงานชายแดน ที่ผ่านมามีกฎหมายออกมาให้จ้างงานชายแดนได้ แต่ขั้นตอน กฎหมายลูกที่รองรับอยู่ซึ่งตอนนี้ทหารจะมองเรื่องนี้อย่างไร ผมคิดว่าเขาคงอยากให้มีการจ้างงานชายแดน เขามองในแง่เป็นตัวสกัดกั้นไม่ให้ตัวแรงงานเข้าพื้นที่ชั้นในซึ่งมันก็มี ทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือเปิดช่องให้แรงงานข้ามชาติทำงานได้ง่ายมากขึ้น มีขั้นตอนยุ่งยากน้อยกว่า แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การจ้างงานชายแดนมันอาจจะมาพร้อมกับเศรษฐกิจพิเศษชายแดน สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ประเด็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ มันมักจะมีข้อเรียกร้องพ่วงมาว่า กรณีเขตเศรษฐกิจพิเศษจะไม่ใช้มาตรการคุ้มครองแรงงานบางส่วนได้หรือไม่ เช่น ไม่ให้ตั้งสหภาพ ขอต่อรองเรื่องค่าแรงขั้นต่ำได้หรือไม่ หากทหารกับผู้ประกอบการรับลูกกัน ออกมาเป็นรูปแบบข้างต้นจริงๆ ผมมองว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ จะเกิดการขูดรีดแรงงานมากขึ้น

ทั้งนี้ผมยังไม่เห็นโมเดลการจัดการเขตพื้นที่ชายแดนของกระทรวงแรงงานหรือ ของทหารว่ามันออกมาเป็นรูปแบบใด หากไม่มีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วนเข้าไป จะมีแนวโน้มที่ปฏิบัติไม่ได้จริง ซึ่งทหารจะมีความกังวลเรื่องชายแดนมากเรื่องของแรงงานข้ามชาติ เรื่องของกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่างๆ ดังนั้นพื้นที่ชายแดน อย่างแม่สอด เชียงใหม่ จะเจอภาวะกดดันค่อนข้างมาก

 

อยากจะนำเสนอแนะประเด็นอะไรให้คสช.พิจารณาบ้าง

ผมมองว่า ประเด็นโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ ควรปรับใหม่ ควรจะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่างๆ มากขึ้น ลดความเข้มของฝ่ายความมั่นคงลง เพิ่มมิติทางด้านเศรษฐกิจเข้าไปให้มากขึ้น และควรมองถึงนโยบายที่ผ่านมาว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง มีเรื่องใดที่ควรทำอย่างต่อเนื่อง เช่น การแก้ไขMOUระหว่างไทยกับต่างประเทศเรื่องการสร้างงาน ผมมองว่าควรจำเป็นต้องแก้แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือพอรัฐบาลไม่เป็นรัฐบาลที่มี อำนาจเต็ม มันยังไม่เดินต่อ หากทำเรื่องนี้มันก็เป็นผลดีต่อแรงงาน

อดิศรย้ำเรื่องกรอบคิดที่เป็นปัญหาหลักว่า หากเรายังใช้กรอบคิดเรื่องความมั่นคงในการจัดการแรงงานข้ามชาติ มันจะทำให้ปัญหาไม่เกิดการแก้ไขและสร้างปัญหาให้เพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ คสช. ควรจะคิดก็คือ อย่ามองปัญหาแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องของความมั่นคง ควรมองว่าเป็นโอกาสที่จะจัดการอย่างไรเมื่อเข้าสู่อาเซียน ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จับตามองในแง่การจัดการเข้าไปควบคุมดูแลเขาอย่างไร

“อนาคตหากพูดถึงเรื่องอาเซียนด้านแรงงานระดับล่าง แรงงานระดับมีฝีมือ จะเกิดความหวั่นใจ ไม่มั่นใจในการเข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งผู้ประกอบการหลายฝ่ายยังไม่มีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจมันจะดีหรือไม่ หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่ ยิ่งเมื่อหัวหน้าคสช.เข้ามาเป็นประธานส่งเสริมการลงทุน ผมมองว่าความมั่นใจของหลายกลุ่มอาจมีน้อยลง”.

*สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2557 เป็นวันที่ยามรุ่งเช้ามีการข่าวจากสำนักข่าวไทยว่า

ทหารตำรวจนำกำลัง เข้ากวาดล้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ในย่านชุมชนอุ่นอารีย์ จังหวัดเชียงใหม่ ที่เข้ามาพักอาศัยและทำงานอยู่ในย่านดังกล่าวได้ กว่า 30 คน มีทั้งที่หลบหนีเข้าเมือง และบุคคลบนพื้นที่สูง หลบหนีออกนอกเขตควบคุม เข้ามาทำงานตามสถานที่ก่อสร้าง ร้านอาหาร  รวมทั้งกลุ่มผู้เสพยาเสพติด เพื่อระเบียบสังคมให้น่าอยู่ และคืนความสุขให้กับประชาชน นอกจากนี้ ยังได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลำคลองแม่ข่า บริเวณชุมชนป่าแพ่ง และชุมชนศรีมงคล ที่เป็นแหล่งมั่วสุ่มและพักอาศัยของคนต่างด้าว จำนวน 9 หลัง พร้อมทั้งทำการขุดลอกคลองให้ใส่สะอาด ทั้งนี้พบว่ายังมีบ้านเรือนที่บุกรุกพื้นที่สาธารณะริมคลอง อีกไม่น้อยกว่า 40 หลัง ซึ่งจะมีการเจรจาเพื่อขอคืนพื้นที่สาธารณะต่อไป.-สำนักข่าวไทย

 

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,003 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.