• 27 มิถุนายน 2560 - 00:25 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

โอกาส - วิกฤติ กับอนาคตวิทยุชุมชน(ตัวจริงเสียงจริง) หลังรัฐประหาร'57

 วันที่ 2 ธันวาคม 2557 - 17:26 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,381 ครั้ง พิมพ์

 

ภาพจาก thaicr.org



ทันที่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช.ทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หน้าจอโทรทัศน์ หน้าปัดวิทยุนี่เนืองแน่นก็ดับลงตามสูตรของการรัฐประหารว่าด้วยการปิดสื่อ ด้วยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่15/2557 เรื่อง ขอให้ระงับการถ่ายทอดออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิล โทรทัศน์ระบบดิจิตอล และสถานีวิทยุชุมชน กำหนดให้สถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ระงับการถ่ายทอดออกอากาศทันที เพื่อให้การเผยแพร่ข่าวสารไปสู่ประชาชนเป็นไปด้วยความถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือน อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด จนส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อย

 

ในวันต่อมาก็ตามด้วยประกาศคสช.ฉบับที่ 23/2557 ออกมา”ผ่อนปรน” สถานการณ์การคุมสื่อ อนุญาตให้ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง7 ช่อง 9 ช่อง 11 ทีวีไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และรวมถึงสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ได้รับอนุญาต สัญญา หรือสัมปทานจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ยกเว้นสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ได้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการ ออกอากาศรายการประจำของสถานีได้ตามปกติ

 

เป็นการออกอากาศบนเงื่อนไขกำหนดให้งดเว้นการนำเสนอข้อมูล ข่าวสารอันมีลักษณะต้องห้ามตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 14/2557 เรื่องห้ามสร้างความขัดแย้งต่อต้านการปฏิบัติงานของ คสช. และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 18/2557 เรื่องการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณชน

 

ส่วนวิทยุขนาดเล็ก วิทยุชุมชน ก็ปิดต่อไปยิ่งกว่านั้นในวันที่ 24 พ.ค. ก็มีประกาศคสช. ฉบับที่32/2557 ตามมาสำทับ ให้ ระงับการออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นตาม กฎหมาย และสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ได้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการ กำหนดให้สถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย และสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ได้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการแล้ว ระงับการออกอากาศ เพื่อให้การเผยแพร่ข่าวสารเป็นไปด้วยความถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือน อันก่อจะให้เกิดความเข้าใจผิดจนส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อย

 

เท่ากับว่าคสช.’ปิดตาย’การออกอากาศของวิทยุชุมชน วิทยุขนาดเล็กไปอย่างไม่มีกำหนด ด้วยเหตุผลที่คาดเดากันไม่ยาก เพราะมีการแปะป้ายเหมารวมในหมู่หน่วยงานรัฐ หน่วยงานความมั่นคงมาตลอดว่าวิทยุชุมชนบางแห่งเป็นตัวปัญหา บ้างก็ว่าเป็นวิทยุการเมืองปลุกระดม สร้างความแตกแยกให้กับสังคม ขาดการควบคุม หรือเป็นวิทยุที่โฆษณาขายของหลอกลวงชาวบ้าน เป็นต้น มันเป็นความจริงแต่อย่างไรก็ดี มันยังมีวิทยุชุมชนที่ดำเนินการตามหลักการโดยชุมชน ของชุมชน เพื่อชุมชนอยู่จริง และยังมีวิทยุธุรกิจขนาดเล็กที่ทำมาหากินอย่างสุจริต ดำเนินการยึดประโยชน์สาธารณะอีกจำนวนมากที่กำลังได้รับผลกระทบเช่นกัน

 

ชี้การปิดวิทยุขนาดเล็กเป็นทั้งวิกฤติและโอกาส แต่คาดว่าสื่อปชช.มีสิทธิตกขบวน

วิชาญ อุ่นอก เลขาสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ สะท้อนว่า สภาพก่อนการรัฐประหาร ยึดอำนาจ วิทยุในขนาดเล็กในสังคมไทยก็มีปัญหานี้จริง ที่ผ่านมา กสทช.ไม่สามารถที่จะกำกับดูแลและสนับสนุนได้ด้วยเงื่อนไขที่อ้างมาตลอดคือ มีจำนวนสถานีวิทยุชุมชนเยอะเกินไปจนไม่สามารถที่จะพัฒนาได้ ทำได้เพียงเรียกมาขึ้นทะเบียน และแบ่งประเภทเป็นกิจการธุรกิจ สาธารณะ และชุมชน พอมีการรัฐประหารเกิดขึ้น คสช.ก็เข้ามาคุมกสทช. จนทำให้องค์กรอิสะนี้ไม่สามารถทำงานได้ รวมถึงการปิดสื่อหลายประเภทรวมทั้งวิทยุขนาดเล็กด้วย จึงนำสู่คำถามที่ว่าหากมีจะมีการเปิดโอกาสให้วิทยุขนาดเล็กกลับมาออกอากาศ ใหม่อีกครั้ง มันจึงเป็นทั้งโอกาสและข้อจำกัด

สำหรับโอกาส ถ้าดูปูมหลังที่กสทช.ไม่สามารถจัดการกับวิทยุขนาดเล็กทั้งขาว ดำ เทา หรือวิทยุทั้งดีไม่ดีนั้น ถ้าหากจะเปิดใหม่ก็ควรนำมาสู่การสร้างเงื่อนไขและกติการ่วมกัน อย่างไรก็ตามดูบริบทสถานการณ์ช่วงนี้เหมือนสังคมจะฟังทางทหารมากกว่า กสทช. นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะการที่ทหารหรือคสช.จะสั่งอะไรมันก็จะไปเข้าทางคนที่มีอำนาจที่จะจัดการ อะไรบางอย่างได้

 

หนุนกสทช.เพิ่มบทบาทหน้าที่ส่งเสริมวิทยุขนาดเล็กมากกว่ากำกับ

เลขาสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ ขยายความว่า กรณีของวิทยุขนาดเล็กไม่ว่าเงื่อนของการเปิดใหม่ ต้องผ่านการตรวจเครื่องส่ง ตรวจคุณภาพเสา และเป็นผู้ได้ใบอนุญาต ซึ่งถ้าตรวจสอบดู ผู้ที่มีกำลังจะทำตามเงื่อนไขเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็คือวิทยุในเชิงธุรกิจ ซึ่งสามารถจะตรวจเครื่องส่ง ดังนั้นการเอาเงื่อนไขทางเทคนิคมาเป็นตัวตั้งว่าใครจะดำเนินการใหม่ได้ คิดว่าขบวนของคนที่ทำสื่อภาคประชาชนจริงๆ จะไปไม่ทันกระบวนดังกล่าว

“ดังนั้นคสช. หรือกสทช. ต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้ให้หนัก หากเอาเรื่องเทคนิคมาจับ สื่อภาคประชาชน สื่อของชาวบ้านจริงอาจไม่มีโอกาสเปิดเลย หรือเปิดได้เพียงไม่กี่แห่ง เพราะหลายที่แม้จะได้รับในอนุญาตแต่ก็ยังไม่ได้ตรวจเครื่องส่ง”

“กรณีของการตรวจเครื่องส่ง ก็ต้องยอมรับว่าบางสถานีมีปัญหาคุณภาพของเครื่องส่ง บางแห่งมีการรบกวนคลื่นการบิน หรือรบกวนซึ่งกันและกันจริง มันก็น่าจะมีการจัดระเบียบทั้งหมด แต่ไม่รู้ว่าควรจะเป็นอำนาจของใคร อาจจะเป็นการใช้อำนาจของกสทช. และคสช.ร่วมกันก็ได้”

อย่างไรก็ตามในส่วนของภาคประชาชนที่ไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะตรวจเครื่องใน ด้านเทคนิค เพื่อจะให้เข้าทันขบวนแบบนี้ กสทช.ควรจะมีมาตรการสนับสนุน โดยให้ผู้ประกอบการที่ไม่ได้ดำเนินกิจการในลักษณะธุรกิจ สามารถเอาเครื่องไปตรวจได้ฟรี หรือจ่ายเงินอุดหนุนให้ เพราะชุมชนก็ต้องการที่จะตรวจ และอยากจะพัฒนาตัวเครื่องมืออยู่แล้ว กสทช.ก็ควรเข้ามาสนับสนุนไม่ใช่ทำเพียงหน้าที่กำกับอย่างเดียว

 

แนะสร้างกลไกกำกับดูแลกันเองในพื้นที่ แทนการสั่งเปิด-ปิดโดยทหาร

วิชาญ เสนอว่า “จากปัญหาที่ได้รับรู้จากการเข้าไปเป็นอนุกรรมการบางชุด ไม่ใช่ว่าชาวบ้านไม่อยากตรวจ แต่ชาวบ้านมีต้นทุนสูงมาก ต้องขับรถขนเครื่องมาตรวจ และยังต้องจ่ายค่าตรวจเครื่องส่ง ด้วยเหตุเหล่านี้จึงทำให้ชาวบ้านไม่สนใจ และการพัฒนาตัวเครื่องส่งจึงไม่เกิด ฉะนั้นในเวลาที่ตอนนี้ไม่ได้ออกอากาศอยู่แล้ว สถานีก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องปิดจนกระทบกับผู้ฟังไม่ได้ฟังต่อเนื่อง เพราะทุกสถานีถูกปิดทั้งหมดแล้ว กระบวนการที่กสทช.สนับสนุนให้ชุมชนนำเครื่องส่งมาตรวจ เช่น การลดหย่อนค่าธรรมเนียม การขอกองทุนฯมาสนับสนุนภาคประชาชน”

นอกจากนี้กระบวนการทำงานทั้งหมดต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่ จังหวัดนั้นๆ เช่น หากจะมีการเปิดใหม่ต้องมีการมีการเปิดเผยคุณสมบัติ มีการแจ้งรายละเอียดว่าใครกำลังขอบริการประเทศไหน สร้างเงื่อนไขให้มีการกำกับดูแลกันเอง โดยทำเป็นเงื่อนไขว่าหากใครจะเปิดใหม่หลังจากนี้ ต้องมีการแสดงตัวตนที่ชัดเจน หรือการรวมกลุ่มภายในจังหวัดนั้นให้ชัดเจน มีการตรวจสอบว่าไม่มีการดำเนินงานผิดประเภท เช่น ขอประกอบการแบบชุมชน แต่ไปดำเนินการแบบธุรกิจ เป็นต้น

“อยากให้เป็นการตรวจสอบร่วมกันระว่างผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม กสทช.เขต หรือจะเป็นทหารในพื้นที่ก็ได้ การจะเปิดใหม่หรือไม่ไม่ใช่แค่ทหารหรือกสทช.เป็นผู้สั่ง แต่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียข้างต้นมาร่วมกันพิจารณา และรับรู้ร่วมกัน กระบวนการนี้ไม่ต้องรีบเร่ง แต่ไม่ใช่มาจากการสั่งการเปิด-ปิดของทหารฝ่ายเดียวโดยที่ไม่รู้ว่าเอาเกณฑ์ อะไรมาวัด เพราะอาจมีหลายๆ สถานีที่ถูกหลักเกณฑ์ถูกต้องเงื่อนไขทั้งหมด แต่ดูแล้วอาจออกไปทางการเมือง ทหารไม่ชอบก็อาจไม่ได้เปิดเลยก็ได้ ฉะนั้นการตัดสินใจให้ดำเนินการไม่ควรขึ้นอยู่กับคณะรัฐประหาร แต่อาจต้องตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ โดยเอาคนทำสื่อในพื้นที่นั้นมาช่วยกันดูว่าสถานีไหนจริงหรือปลอม” วิชาญ กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาแนวทางเพื่อให้ผู้ได้รับอนุญาตทดลองประกอบ กิจการที่ได้รับอนุญาตถูกต้องได้มีโอกาส และสามารถออกอากาศวิทยุกระจายเสียงได้นั้น เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา คสช.และสำนักงานกสทช.ได้มีการประชุมหารือร่วมกัน และมีความเห็นว่า เพี่อให้การดำเนินการสอดคล้องกับประกาศ คสช. ทั้ง 3 ฉบับข้างต้น จึงเห็นควรให้ผู้ได้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการ แสดงความประสงค์ขอออกอากาศวิทยุกระจายเสียงภายใต้ประกาศ คสช. โดยจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

หนึ่ง เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ทดลองประกอบกิจการกระจายเสียง ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง

สอง เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ทำ นำเข้า มีใช้ ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม และตั้งสถานีวิทยุคมนาคม ตามพ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 หรือผ่านการทดสอบมาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงสำหรับการ ทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง

สาม จะต้องไม่เป็นผู้ฝ่าฝืนคำสั่งของคสช.ที่เกี่ยวกับการดำเนินการออกอากาศของสถานีวิทยุกระจายเสียง

 

กสทช.แจงเงื่อนไขการกลับมาออกอากาศต้องลงนาม 3 ฝ่ายไม่ยั่วยุ-หนุนปรองดอง

ในขั้นตอนการดำเนินการกลั่นกรอง จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กองทัพภาคและสำนักงาน กสทช.เขต ร่วมกันกลั่นกรองและตรวจสอบสถานีวิทยุของผู้ได้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการ ที่จะสามารถดำเนินการออกอากาศ สำหรับประเภทกิจการบริการธุรกิจ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของนิติบุคคลจะต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่การให้บริการตลอด ระยะเวลาการออกอากาศ ส่วนประเภทกิจการบริการสาธารณะ ให้ออกอากาศวิทยุกระจายเสียงไม่เกิน 1 นิติบุคคล ต่อ 1 สถานี ต่อ 1 จังหวัด เท่านั้น โดยจะต้องมีการจัดตั้งสาขาของนิติบุคคลในแต่ละจังหวัด ที่เป็นเขตพื้นที่การให้บริการ และประเภทกิจการบริการชุมชน ให้ออกอากาศวิทยุกระจายเสียงไม่เกิน 1 สถานี ต่อ 1 จังหวัด เท่านั้น ซึ่งที่ประชุม กสท. ได้มอบหมายให้สำนักงานกสทช. เสนอแนวทางดังกล่าวต่อ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นชอบ ก่อนพิจารณาออกประกาศหรือคำสั่งให้ผู้ได้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการสามารถ ออกอากาศได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ที่ กสท. กำหนด ต่อไป

สอดคล้องกับคำชี้แจงของ นายกฤตธิพัฒน์ กลขุนทด รอง ผอ.กสทช.เขต 9 เชียงใหม่ (ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์) ที่ระบุว่าสำหรับพื้นที่เชียงใหม่ ลำพูนจะมีเวทีหารือในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ แล้วจึงจะรู้ว่ามีจะมีสถานีกี่แห่งที่ผ่านเกณฑ์ทั้ง 3 อย่างครบถ้วน ซึ่งคาดว่าในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงาน (เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน ซึ่งในอนาคตจะต้องดูแลครอบคลุมเชียงรายและพะเยา) อาจมีไม่ถึง 10 สถานี ยิ่งไปกว่านั้นก่อนจะออกอากาศได้จะต้องทำความตกลงร่วมกันระหว่างสามฝ่าย ได้แก่ ผู้ประกอบการ กองทัพและสำนักงานกสทช.เขต ว่าการออกอากาศจะไม่ยุยุงส่งเสริมทำให้เกิดการแตกความสามัคคี สองจะไม่ล้มล้างระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข สามจะไม่โฆษณาสินค้าเกินความจริง เป็นต้น โดยก่อนการออกอากาศจะต้องมีการประกาศผ่านเวบไซต์ของกสทช.เท่านั้น สำหรับวิทยุการเมืองในพื้นที่ความรับผิดชอบที่มีอยู่ 5 สถานีก็คงต้องระงับการออกอากาศไปเลย และมีอีก 2 สถานี ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีเอาผิดตามกฎหมายที่จงใจละเมิดคำสั่งของคสช.และ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

ตัวแทนเครือข่ายสื่อปชช. มองมุมต่างชี้ รัฐกำลังสูญเสียช่องทางสื่อสารกับปชช.ในพื้นที่ห่างไกล

มนตรี อิ่มเอก เครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคเหนือ ให้ความเห็นว่า เงื่อนไขเหล่านี้เป็นการสร้างภาระให้กับประชาชน กสทช.ก็ไม่มีอำนาจที่จะทำอะไรแล้ว อย่างไรก็ตามควรจะมีการกำหนดให้ชัดเจนว่าวิทยุชุมชนจะมีหลักเกณฑ์อย่างไร จะใช้มาตรฐานอย่างไร กรณีวิทยุชุมชนจะขอเอาเครื่องไปตรวจเบื้องต้น ณ สำนักงานกสทช.เขตได้หรือไม่ แล้วก็ดำเนินการตามปกติ ส่วนธุรกิจก็ไม่น่าจะแตกต่างกัน คือพิจารณาเอกสารการจดทะเบียน ตรวจสอบเรื่องเจ้าของ

“อยากให้กสทช.กำหนดว่า วิทยุชุมชน วิทยุธุรกิจ วิทยุสาธารณะจะต้องมีเกณฑ์ในการใช้กำลังส่งแค่ไหน รวมถึงเป็นไปได้ไหมที่จะมีการจัดย่านคลื่น และการกำกับดูแลกันเอง นี่คือการแก้ไขปัญหาที่สั้นและยั่งยืน กสทช.ควรพิจารณาว่าในระหว่างที่ยังไม่สามารถดูแลกำกับการสื่อสารของภาค ประชาชนก็ควรมีการสนับสนุนแล เพราะตอนนี้หลายๆ แห่งไม่มีความมั่นใจว่าหลังจากนำเครื่องส่งไปตรวจ แล้วหากพบว่าเครื่องส่งไม่ได้มาตรฐาน กสทช.เขตจะทำอย่างไร จะยึดเครื่องหรือไม่ สิ่งนี้เราไม่รู้ สองพอตรวจเสร็จก็ยังเปิดสถานีไม่ได้จนกว่าจะปรับเปลี่ยนเครื่อง นี่คือเรื่องที่วนไปวนมา”

ขณะที่บุญจันทร์ จันทร์หม้อ ประธานคณะทำงานเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง เห็นว่าฝ่ายที่เสียประโยชน์มากที่สุดในขณะนี้คือรัฐเอง เพราะว่าสิ่งที่วิทยุชุมชนขนานแท้เผยแพร่ตลอดมาก็คือ เรื่องความสมานฉันท์ ความปรองดอง ความสามัคคี และเกิดประโยชน์กับภาครัฐ รวมถึงการพัฒนาของชุมชนเป็นที่ตั้งมาโดยตลอด แต่สิ่งที่รัฐโดยคสช.ดำเนินการขณะนี้คือการตีขลุม ทั้งที่ควรแยกแยะว่าวิทยุแห่งไหนสร้างปัญหา แต่ทหารกลับไม่แยกแยะ

“ผู้ที่รับฟังวิทยุชุมชนแทนที่จะได้ข่าวสารจากทางราชการตามปกติ ก็รับฟังไม่ได้ หลายกระแสเริ่มตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจของทหารในแง่ลบ หลายคนเริ่มกังวลเพราะในพื้นที่ที่วิทยุเป็นเครื่องมือสื่อสารที่เร็วที่สุด กำลังขาดเครื่องมือในการแจ้งเตือนภัย เฝ้าระวังภัยพิบัติอย่างน้ำป่า ดินโคลนถล่มที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า”

นี่คือเสียงสะท้อนจากคนวงในวิทยุชุมชน แต่อนาคตของวิทยุชุมชนขนานแท้เหล่านี้จะเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครรู้ และดูเหมือนว่าผู้กุมคำตอบเรื่องนี้คงอยู่ที่ คสช.และกสทช. เท่านั้น.

 

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,138 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.