• 29 มีนาคม 2560 - 18:06 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เรื่องราวของ “ณเดช” ไกด์กิ่วแม่ป่าน ในวันที่ดอยอินทนนท์สะพรั่งไปด้วยนักท่องเที่ยว

 วันที่ 4 ธันวาคม 2558 - 09:02 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,049 ครั้ง พิมพ์

 

เรื่องราวของเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานถูกกล่าวถึงในสื่อต่าง ๆ จนนับกันไม่ไหว เพราะความสวยงามในป่าดิบชื้น ผนวกกับทุ่งโล่งหน้าผา ที่มองเห็นเมืองแม่แจ่มมุมสูงได้อย่างแหล่มแมว ทำให้เกิดเป็นคำพูดติดปากว่า “ถ้ามาดอยอินทนนท์ แล้วไม่ได้มาเดินกิ่วแม่ปาน ก็เหมือนมาไม่ถึงดอยอินทนนท์”

 

ภาพวิวทิวทัศน์ระหว่างทางเดินจุดที่ 12 กิ่วแม่ป่าน ไปจุดที่ 13 กุหลาบพันปี  มองจากกิ่วแม่ปานลงไปข้างล่าง

 

คำพูดนี้จะจริงแท้แค่ไหน สำหรับคนที่ไม่เคยไปก็คงต้องไปพิสูจน์กันเอาเอง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ถูกพูดถึงมากนัก คือ เรื่องราวของไกด์นำทาง ที่จะพาเราไปชมวิวทิวทัศน์เหล่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ลุงณเดช วัย 65 ปี ชาวม้ง บ้านกลางหลวง ไกด์นำทางเดินชมธรรมชาติท่านหนึ่งที่กิ่วแม่ป่าน  รูปร่างเขาดูกระฉับกระเฉง ไม่แก่ตามอายุ ยังคงมีกำลังวังชาอยู่มาก เขาเล่าว่า  ตัวของเขาเริ่มเป็นไกด์มาประมาณ 20-30 ปี แล้ว ตั้งแต่เริ่มมีโครงการอบรมมัคคุเทศก์ท้องถิ่นเมื่อปี 2542 เป็นต้นมา

“ผมพูดไทยได้ ป่าแถวนี้ก็เดินหาอาหารตั้งแต่ยังไม่เปิดเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ทั้งผม และชาวบ้านคนอื่น ๆ จึงคุ้นเคยกับป่าแห่งนี้ดี เรื่องเส้นทางจึงหายห่วง แต่การเป็นไกด์ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นได้เลย ต้องอาศัยความรู้ที่พวกเรามีมาผสมกับความรู้ของอุทยานฯ อธิบายสิ่งที่เราเห็นและคุ้นเคย  จากนั้นจึงเข้าร่วมอบรม” เขาเล่าพลางหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาดู หน้าปกเขียนว่า “พืชพรรณในป่าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์”

“อันนั้นเฟิร์นยุคโบราณ อันนั้นเห็ดขี้ช้าง เป็นสมุนไพร”

“อันนั้นดอกอัลรูมิไร่” เขาพูดพลางชี้ไปที่ดอกสีเหลืองดอกหนึ่ง พอพวกเราทำหน้างง เขาหัวเราะพร้อมพูดออกไปว่า“ดอกอัลไลไม่รู้” “ไม่รู้ก็คือไม่รู้ จะไปบอกว่าเป็นอันนั้นอันนี้ไม่ได้” เขาพูด แล้วหันกลับคุยภาษาม้งกับไกด์ฝึกหัดซึ่งเป็นหลานของเขา

ไกด์ณเดช

ลุงณเดช ยังเล่าให้ฟังอีกว่า ตัวเขาเองเมื่อก่อนทำไร่นาปลูกข้าว ต่อมาเมื่อมีการส่งเสริมปลูกพืชเมืองหนาวให้โครงการหลวง เขาก็ปลูก แต่สุดท้ายมาจบที่ปลูกดอกเบญจมาศขายส่งที่เชียงใหม่และกรุงเทพฯ  ปัจจุบันลุงณเดชก็ยังคงปลูกดอกเบญจมาศ เพราะนั่นเป็นอาชีพหลัก ส่วนอาชีพไกด์นำทางเป็นอาชีพเสริม เนื่องจากเดือนมิถุนายน-ตุลาคมของทุกปี จะมีการปิดให้บริการเส้นทางเดินกิ่วแม่ปานเพื่อให้เวลาธรรมชาติฟื้นตัว ฉะนั้น เวลาทำงานเป็นไกด์จึงอยู่ที่แปดเดือน และช่วงที่เขาได้ออกรอบมากที่สุดคือ เดือนธันวาคม-มกราคม

“กว่าดอกกุหลาบพันปีดอกสุดท้ายจะร่วง ก็ช่วงเดือนเมษาฯนู้น ลุงก็ทำเรื่อย ๆ ช่วงที่หนักที่สุดคือ ช่วงวันหยุดยาว อย่างวันพ่อ วันรัฐธรรมนูญ วันปีใหม่ ช่วงนั้นนะ มีไกด์เท่าไหร่ก็ไม่พอ เรามีไกด์ทั้งหมด 180 กว่าคนจาก 4 หมู่บ้าน แต่ละคนต้องเดินนำทางไม่ต่ำกว่า 4 รอบ ถ้าเดินรอบที่ 5 กันไหวก็คงเดินกันไปแล้ว”

ค่าบริการในการเดินทางนำเที่ยวอยู่ที่ 200 บาท ไม่จำกัดจำนวนคน จะมี 1 คน 2 คน หรือ 10 คน ก็จะคิดราคานี้  ซึ่งลุงณเดชให้ข้อมูลว่า ในจำนวนเงินสองร้อยบาท ไกด์นำทางจะได้ร้อยละ 80 คิดเป็นเงิน 160 บาท ส่วนอีก ร้อยละ 20 นั้นเอาเข้ากองทุนส่วนกลาง โดยกองทุนนี้จะนำไปสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนและหมู่บ้านที่กลุ่มไกด์ไม่ได้ไปร่วมช่วยด้วย เช่น ดับไฟป่า หรือซ่อมแซมถนนหนทาง ฯลฯ

หากเราย้อนดูระบบการจัดการร่วมกันจัดการร่วมกันระหว่างอุทยานฯ กับชาวบ้าน เป็นผลจากการเข้ามาจัดกระบวนของมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ภายใต้โครงการ “อนุรักษ์ดอยอินทนนท์” โดยเข้ามาจัดทำกิจกรรม ได้แก่ จัดตั้งศูนย์อนุรักษ์ดอยอินทนนท์ จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานระยะทาง 3 กิโลเมตร(2539) เพื่อใช้เป็นเส้นทางให้ความรู้ ความสำคัญของผืนป่า รวมทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์  มีโครงการอบรมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น และโครงการค่ายเยาวชนไทยรักษ์ป่า (เริ่มตั้งแต่ปี 2542 ถึงปัจจุบัน) เพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชนท้องถิ่น ลดการทำลายป่าของชุมชนที่อยู่บนผืนป่า และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์[i]

ภาพการจัดการการเรียนรู้ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติของมูลนิธิไทยรักษ์ป่า แหล่งที่มาของภาพจาก http://www.thairakpa.org/?page_id=12

แม้ว่าจุดประสงค์ของการเข้ามาจัดการร่วมกันของมูลนิธิแห่งนี้ ยังมีกลิ่นอายของกลุ่มคนในเมืองที่มองว่าชาวบ้านเป็นผู้ร้ายทำลายป่าแต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่มีงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ ออกมาว่า การปลูกไร่ของชาวบ้านเพื่อยังชีพลักษณะไร่หมุนเวียนในอดีต ไม่ใช่การทำลายแต่เป็นการอนุรักษ์ความสมบูรณ์ป่าไว้[ii] รวมถึงงานวิจัยที่ระบุถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ชาวบ้านทำลายป่าเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยที่มาจากตัวชาวบ้านแต่เพียงอย่างเดียว  เช่น การส่งเสริมของรัฐและทุนในเรื่องระบบเกษตรพันธะสัญญา[iii] เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การคิดโมเดลนี้กลับเปิดทางเลือกให้ชาวบ้านในพื้นที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว(ซึ่งแน่นอนว่ามีบางกลุ่มที่น่าจะตกขบวนเช่นกัน และน่าสนใจว่ากลุ่มนี้ปรับตัวอย่างไร) สวนทางกับอีกหลายพื้นที่ที่ถูกกรมอุทยานฯไล่ออกอย่างไร้มนุษยธรรมอยู่ ณ ขณะนี้

ลุงณเดช คือหนึ่งในคนที่โดดเข้ามาร่วมรับกับกระแสทางเลือกที่เปิดขึ้น และอยู่กับมันมาเกือบ 20 ปี ปัจจุบันนอกจาก ปลูกดอกเบญมาศ และเป็นไกด์ เขายังเปิดบ้านพักบริเวณบ้านของตัวเองบริเวณดอยชัวร์ญ่าอีกด้วย

นี่คือ เรื่องราวเพียงมุมหนึ่งในอีกหลาย ๆ เรื่อง ในฤดูที่ดอยอินทนนท์สะพรั่งไปด้วยนักท่องเที่ยว....

 

 

[i] มูลนิธิไทยรักษ์ป่า. โครงการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติ. แหล่งที่มา : http://www.thairakpa.org/?page_id=40 . สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2558

[ii] การศึกษาวิจัยระบบการผลิตไร่หมุนเวียนของเกษตรกรที่ทำกินในเขตพื้นที่ป่าไม้ภาคเหนือ โดยคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะผู้ศึกษาวิจัยระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนนำโดยนายอานันท์ กาญจนพันธุ์ นายปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ดอกเตอร์จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ นายมณฑล จำเริญพฤกษ์ จากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

[iii] ทศพล ทรรศนกุลพันธ์. 2555. รายงานวิจัยเรื่อง : บ่วงบาศพิฆาตเกษตรกรรม: สภาพปัญหาและการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรในระบบเกษตรพันธสัญญา

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 14,762 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.