• 21 ตุลาคม 2560 - 09:59 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

พ.ร.บ.ความ(ไม่)ปลอดภัยทางชีวภาพ (GMO)? รัฐบาลต้องฟังเสียงภาคประชาชน

 วันที่ 8 ธันวาคม 2558 - 08:30 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,346 ครั้ง พิมพ์

 

ดร.ประพิมพ์ฝัน เชียงกูล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ ภาควิชาการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



การถกเถียงเรื่องประโยชน์ ข้อเสีย และวิธีการนำพืชและสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมมาใช้ในประเทศไทยนั้น เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับทั้งมิติด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง กฎหมาย ระบบนิเวศ และจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน จึงไม่ควรจะถูกผูกขาดโดยนักวิทยาศาสตร์หรือข้าราชการบางกลุ่มเท่านั้น ในบทความนี้ผู้เขียนเสนอว่ารัฐบาลควรยับยั้งพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพร่างปัจจุบัน เพราะพ.ร.บ.ฉบับนี้มีจุดอ่อน ไม่สามารถปกป้องเกษตรกร อุตสาหกรรมเกษตร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมจากผลกระทบทางลบที่น่าเป็นห่วงของพืชจีเอ็มโอ และควรเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มในสังคมที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างโปร่งใส การเสนอเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าผู้เขียนต่อต้านจีเอ็มโอทุกรูปแบบ เพราะผู้เขียนมองว่านักวิทยาศาสตร์ไทยก็มีสิทธิที่จะวิจัยเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าการวิจัยควรอยู่ภายใต้ข้อกำหนดและกติกาทางสังคมที่ไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อผู้อื่น

ความพยายามเผยแพร่จีเอ็มโอ ในประเทศไทยครั้งล่าสุดนั้นเข้มข้นขึ้นมาตั้งแต่ประมาณเดือนต.ค.ปีที่แล้ว เมื่อมีความพยายามให้มีการทดลองพืชดัดแปลงพันธุกรรมในแปลงเปิด ซึ่งจะเปิดทางสู่การปลูกเพื่อการค้า โดยช่วงนั้นหลายๆกลุ่มในประเทศได้เคลื่อนไหวอย่างจริงจังเพื่อคัดค้าน เช่นในวันที่ 30 ตุลาคม 2557 สภาเกษตรกรแห่งชาติ  และองค์กรทาง สังคมต่างๆ เช่น เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค สมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และมูลนิธิชีววิถี ได้ยื่นจดหมายถึงฯพณฯ นายกรัฐมนตรี  โดยมีข้อเรียกร้องข้อหนึ่งให้ยับยั้งการอนุญาตให้มีการปลูกทดลองพืชดัดแปลงพันธุกรรมในแปลงเปิด จนกว่าประเทศไทยจะมีกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งกำหนดให้มีการชดเชยความเสียหายและรับผิดชอบกรณีที่เจ้าของหรือผู้ปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรมทำให้เกิดการปนเปื้อนทางพันธุกรรม

จากการประสานงานของผู้เขียน มีนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เกษตรกรรม อาหาร สิ่งแวดล้อม และการพัฒนา จากประเทศต่างๆทั่วโลก 25 คน ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์การเปิดเสรีจีเอ็มโอในประเทศไทย และร่วมลงนามเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องขององค์กรและกลุ่มทางสังคมที่กล่าวมาข้างต้น (อ่านจดหมายเปิดผนึกจากนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการทั่วโลกถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่องพืชดัดแปลงพันธุกรรมและสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน ทั้งฉบับภาษาไทยและอังกฤษได้ที่ http://www.biothai.net/node/24597) ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์เช่น Dr. Michael Antoniou (Head of the Gene Expression and Therapy Group, Faculty of Life Sciences, King's College London, UK) Dr. Tushar Chakraborty (Principal Scientist & Molecular Geneticist, CSIR-Indian Institute of Chemical Biology, Kolkata, India) Professor Terje Traavik (Special Consultant, GenØk-Centre for Biosafety, Norway and Professor Emeritus of Gene Ecology and of Virology, Faculty of Health Sciences, UiT – the Arctic University of Norway) นักวิชาการด้านกฏหมายเช่น Dr. Peter Drahos (Australian National University) ด้านสังคมศาสตร์ชื่อดังคนอื่นๆ เช่น Dr. Philip McMichael (College of Agriculture and Life Sciences, Cornell University, USA) และนักเคลื่อนไหว/นักวิชาการระดับโลก เช่น Dr. Vandana Shiva (ผู้ได้รางวัล Right Livelihood Award ปี 1993) และ Dr. Raj Patel (Research professor at the Lyndon B. Johnson School of Public Affairs at the University of Texas at Austin, USA)

เมื่อเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนเป็นผล โดยคณะทำงานศึกษาแนวทางการนำสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมและผลิตภัณฑ์มาใช้ในประเทศไทยได้มีมติในเดือนธ.ค.57 ให้ยึดมติปีพ.ศ.2550 ที่มีเงื่อนไขควบคุมการทดลองจีเอ็มโอภาคสนามที่ค่อนข้างเข้มงวด กลุ่มสนับสนุนจีเอ็มโอจึงผลักดันร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพต่ออย่างรวดเร็ว ซึ่งร่างพ.ร.บ.นี้ไม่ผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) แต่ได้ผ่านความเห็นชอบคณะรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 58 ร่างพ.ร.บ.นี้ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายๆส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐเช่นสภาพัฒน์และกระทรวงพาณิชย์ สภาเกษตรกร เครือข่ายเกษตรกรหลายๆเครือข่ายเช่น กลุ่มเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน กลุ่มเกษตรอินทรีย์ องค์กรพัฒนาเอกชน เช่นมูลนิธิชีววิถีและกรีนเน็ท อุตสาหกรรมการเกษตร ชมรมแพทย์ชนบท และนักวิชาการทั้งด้านวิทยาศาสตร์และกฏหมาย เป็นต้น โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าจะส่งผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ และจะหาผู้ที่รับผิดชอบยากหรือไม่ได้เลยเมื่อมีการปนเปื้อนทางพันธุกรรม

ผู้เขียนขอสรุปข้อโต้แย้งประเด็นต่างๆและเสนอความคิดเห็นในมุมมองแบบเศรษฐศาสตร์การเมืองเพิ่มเติมเกี่ยวกับจีเอ็มโอและพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพเป็นข้อๆไปดังต่อไปนี้

1) กระแสต่อต้านการเปิดเสรีจีเอ็มโอและการสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน ไม่ใช่การต่อต้านวิทยาศาสตร์และความเจริญก้าวหน้า

ประชาชนต้องระวังวาทกรรมแบบสองขั้วเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของอีกฝ่าย และระวังกับดักทางความคิดแนวที่ว่า เทคโนโลยีจีเอ็มโอ = วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ = ดี = การเท่าเทียมอารยประเทศ แต่เกษตรกรรมยั่งยืนและพันธุ์พื้นเมือง = ล้าหลัง ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ (หรืออ้างว่าเหมือนกับเป็นการกลับไปขี่ควายไถนา)

มีนักวิทยาศาสตร์และผู้สนับสนุนจีเอ็มโอบางส่วนที่พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายที่ต่อต้านจีเอ็มโอและพ.ร.บ.ฉบับนี้ว่าเป็นพวกที่ไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์ ถ้าเข้าใจจะไม่ต่อต้านจีเอ็มโอเพราะนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ปัจจุบันสนับสนุนจีเอ็มโอ แต่จริงๆแล้วประชาชนไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์โดยตรงก็สามารถตามข่าวสารและงานวิจัยได้ ว่าไม่ว่าในประเทศไทยหรือต่างประเทศก็ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด(ไม่มีconsensus)ว่าพืชและสัตว์จีเอ็มโอส่งผลเสียระยะยาวทั้งต่อระบบนิเวศและสุขภาพอย่างไร หรือมีผลผลิตและศักยภาพอื่นเหนือกว่าการปรับปรุงพันธุ์แบบอื่นอย่างไร ฉะนั้นควรจะต้องมีมาตรการแนว "ปลอดภัยไว้ก่อน" เช่น จะเห็นได้จากรายงานของ the International Assessment of Agricultural Knowledge, Science and Technology for Development (IAASTD) ปี 2009  ซึ่งใช้เวลาศึกษาถึง 4 ปี โดยนักวิทยาศาสตร์กว่าสี่ร้อยคน ด้วยการสนับสนุนของหลายๆรัฐบาลและองค์การระหว่างประเทศเช่น FAO UNEP และธนาคารโลก โดยได้รับการยอมรับจาก 60กว่ารัฐบาล ซึ่งได้สรุปไว้ว่าผลกระทบของจีเอ็มโอยังเป็นที่เข้าใจน้อยมาก ยังมีข้อมูลที่ไม่เพียงพอและขัดแย้งกัน ฉะนั้นระบบกฏหมายต้องใช้หลักป้องกันและปลอดภัยไว้ก่อน (ค้นหาและดาวน์โหลดได้ที่ http://www.unep.org/)

ประเด็นสำคัญที่ต้องการจะสื่อก็คือ มีงานวิจัยและความเห็นที่ขัดแย้งกันอยู่มากเกี่ยวกับผลกระทบของจีเอ็มโอทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งในสังคม(ที่พยายามจะเป็น)ประชาธิปไตย แทนที่จะพยายามผูกขาดความคิด ก็ควรจะต้องยอมรับในจุดนี้ว่าเรื่องจีเอ็มโอยังหาข้อสรุปไม่ได้ ไม่ใช่ปฏิเสธหรือสร้างวาทกรรมกล่าวหาหรือทำลายคนที่เห็นต่างอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยทำให้สังคมยอมรับเทคโนโลยีจีเอ็มโอมากขึ้นเลย เช่นในไทย วิฑูรย์ ปัญญากุลจากกรีนเนทได้แสดงความเห็นว่ากลุ่มที่โปรโมตจีเอ็มโอเลือกเอางานวิจัยแค่บางชิ้นมาทำลายความน่าเชื่อถือของเกษตรอินทรีย์ ส่วนในระดับโลก กลุ่มที่สนับสนุนจีเอ็มโอมีทั้งอำนาจเงินและอิทธิพลการเมืองที่เหนือกว่า และสามารถชี้นำสื่อและเวทีต่างๆทั่วโลกได้มาก สามารถให้ทุนวิจัยได้เยอะ เพราะพวกเขาประกอบด้วยกลุ่มทุนข้ามชาติเช่นมอนซานโต้ และ Gates Foundation ซึ่งบางทีก็พยายามสร้างวาทกรรมเพื่อผลทางการเมืองและการค้า เช่นอ้างว่า "คนยุโรปที่ต่อต้านจีเอ็มโอทำให้คนในแอฟริกาหิวโหย" และอื่นๆ ส่วนนักวิทยาศาสตร์ที่ได้เรียนมาทางเทคนิคคล้ายกัน ก็ไม่น่าแปลกใจว่าจะคิดคล้ายกันและมักจะสนับสนุนจีเอ็มโอด้วยความเชื่อมั่น (โดยมักจะไม่ค่อยคิดถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะอยู่นอกเหนือจากที่เรียนมาแบบวิทยาศาสตร์) หรือถ้าต้องการคิดต่างหรือมีงานวิจัยที่แสดงแง่ลบของจีเอ็มโอ ก็อาจจะกังวลเรื่องการถูกทำลายชื่อเสียงแบบเป็นระบบ เพราะขัดกับแนวคิดของวงการวิทยาศาสตร์และธุรกิจกระแสหลัก (อย่างที่ Séralini โดน) วาทกรรมกระแสหลักเหล่านี้มีส่วนทำให้ประชาชนหลายส่วนทั่วโลกสงสัยว่าการโปรโมตจีเอ็มโอมีผลประโยชน์ทางกำไรของบริษัทข้ามชาติซ่อนอยู่หรือไม่ นอกจากนั้นยังมีงานเขียนงานวิจัยโต้แย้ง(เช่นที่กลุ่มมูลนิธิชีววิถีและกรีนเนทนำมาเผยแพร่) มีกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางสังคมทั่วโลกที่พยายามยกตัวอย่างผลกระทบของจีเอ็มโอเพื่อต้านความเชื่อและวาทกรรมกระแสหลักเหล่านี้ เช่น พยายามชี้ให้เห็นถึงปัญหาของการปลูกฝ้าย Bt ที่มีผลเสียทางสุขภาพและเศรษฐกิจต่อเกษตรกรในอินเดีย

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ การดัดแปลงพันธุกรรมไม่ใช่เทคโนโลยีเดียวในการปรับปรุงผลิตผลทางการเกษตรและสร้างความมั่นคงทางอาหาร รัฐบาลและสังคมไทยควรจะพิจารณาเทคโนโลยีทางเลือกอื่นๆที่มีศักยภาพด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการพึ่งพาเทคโนโลยีอย่างใดอย่างหนึ่งมากไป (การ lock in) เช่น การผสมพันธุ์โดยการคัดเลือกด้วยยีนเครื่องหมาย (marker-assisted plant breeding) และวิธีการผลิตแบบเกษตรนิเวศ (agro-ecological production methods) และวิธีการเกษตรแบบยั่งยืนอย่างอื่น เช่นการใช้จุลินทรีย์เพื่อปรับปรุงดิน การเกษตรผสมผสาน ซึ่งการทำเกษตรแบบนี้ต้องใช้ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วย (เช่นใช้แล็บเพื่อศึกษาและวัดค่าจุลินทรีย์ในดิน) ซึ่งเป็น "ศาสตร์" อย่างหนึ่งที่มีมหาวิทยาลัยหลายๆแห่งในโลกเปิดสอนและวิจัย (โดยมีนักวิชาการที่ทำเรื่องนี้อยู่เช่น Miguel A. Altieri, Steve R. Gliessman, Olivier De Schutter ที่เป็น UN Special Rapporteur on the Right to Food (http://www.srfood.org/en/report-agroecology-and-the-right-to-food) และคนอื่นๆ)  ในเมืองไทยมีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยหลายกลุ่มได้ทำการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนแบบทดลองด้วยตัวเองหรือแบบตามมีตามเกิดมานานหลายสิบปี ถ้ารัฐบาลให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการวิจัยแนวนี้ โดยเฉพาะการวิจัยแบบมีส่วนร่วมของเกษตรกร (participatory research)อย่างจริงจัง จะช่วยให้เกษตรกรไทยมีองค์ความรู้ด้านเกษตรยั่งยืนเพิ่มมากและเร็วขึ้น

ข้อสองจะเปรียบเทียบเทคโนโลยีการดัดแปลงพันธุกรรมกับแบบนิเวศต่อไปในเชิงมิติทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ส่วนข้อสามจะกล่าวถึงปัญหาของพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพฉบับปัจจุบัน ที่แทนที่จะเป็นส่วนช่วยให้หลายฝ่ายที่เห็นต่างอยู่ร่วมกันได้ในขณะที่การวิจัยเรื่องจีเอ็มโอยังไม่มีข้อสรุปนี้ กลับไม่สามารถวางรากฐานในการจัดการและป้องกันผลกระทบจากจีเอ็มโอได้ จนกลายเป็นประเด็นทำให้เกิดความขัดแย้งต่อไป

2) ถึงแม้จะสมมุติว่าจีเอ็มโอจะเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัยจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังมีมิติทางเศรษฐศาสตร์การเมืองและเศรษฐศาสตร์ที่เป็นปัญหา

เราต้องถามตัวเองว่าเทคโนโลยีการเกษตรที่ประเทศไทยจะสนับสนุนนั้นมีนัยยะและผลกระทบต่อความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจการเมืองและความเท่าเทียมกันของกลุ่มต่างๆในสังคมอย่างไร เพราะไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีและระบบการผลิตจะมีผลกระทบเท่าเทียมกันกับทุกฝ่ายในสังคม เทคโนโลยีการดัดแปลงพันธุกรรมที่มาพร้อมกับ "แพ็คเกจ" ปุ๋ยยาที่ต้องใช้พร้อมกันและลิขสิทธิ์ผูกขาดที่เอื้อบริษัทใหญ่ นอกจากจะแสดงถึงมุมมองโลกแบบเก่าหรือแบบยุคปฏิวัติเขียว ที่มองสิ่งชีวิตแบบแยกส่วนแทนที่จะเป็นองค์รวม และเป็นการมองพืชอาหารแบบเป็นสินค้า วัดผลแบบเน้นผลผลิตพืชเชิงเดี่ยว (ถึงแม้ผู้สนับสนุนจะอ้างว่าช่วยลดการใช้สารเคมี แต่ก็มีข้อโต้แย้งที่บอกว่าจะสร้าง superweed ขึ้นแทน) การปลูกและค้าขายพืชและสัตว์จีเอ็มโอภายใต้ระบบเศรษฐกิจการเมืองโลกในปัจจุบันยังเป็นการสนับสนุนการผูกขาดรวมศูนย์ที่เอื้อบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เช่นมอนซานโต้ ที่ถือได้ว่ามีอำนาจผูกขาด (monopoly power) เหนือเมล็ดพืชจีเอ็มโอทั่วโลกขณะนี้ ซึ่งค่าสิทธิบัตรเมล็ดพืชและปัจจัยผลิตที่ต้องใช้คู่กันจะสร้างปัญหาให้เกษตรกรโดยเฉพาะเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งนี้เพราะอำนาจผูกขาดของบริษัท เทียบกับอำนาจต่อรองและทางเลือกที่ลดลงของเกษตรกร

เกษตรกรรมยั่งยืนและเกษตรนิเวศมีชุดความคิด (thought paradigm) ที่ต่างออกไป เกษตรนิเวศแนวแรกค่อนข้างมุ่งเน้นแต่เรื่องการพัฒนาศาสตร์เกษตรนิเวศเชิงแบบวิทยาศาสตร์ล้วน แต่แนวที่สองมองเรื่องระบบสิ่งแวดล้อม-สังคม (social-ecological complex) ด้วย โดยโยงความรู้ด้านสังคมศาสตร์และการมีส่วนร่วมของประชาชนรากหญ้าเข้ามาในการวิเคราะห์ เพื่อที่พยายามเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างทุน คน และ สิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้มองการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นสินค้าเพื่อกำไรแบบไม่คิดถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและแรงงาน แต่เป็นการมองอย่างองค์รวมถึงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆในระบบนิเวศ (ยกตัวอย่างจากไทยเช่น การปลูกข้าวในนาไม่ได้วัดผลกันด้วยผลผลิตต่อไร่เท่านั้น แต่ได้ผลพลอยได้อย่างอื่นด้วยเช่นพืชผักสวนครัวที่ขึ้นในนาและปลาในนา) เป็นการเกษตรกรรมที่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างพื้นที่ต่างๆ และเลือกใช้เลือกพัฒนาพันธุ์หลายๆพันธุ์ให้เหมาะสมกับท้องถิ่น และเพื่อให้เข้ากับสภาวะอากาศยุคโลกร้อนและภูมิประเทศ ในขณะที่การพัฒนาพืชและสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมจะทำได้ด้วยผู้ที่มีทุนสูงเท่านั้นเช่นบริษัทข้ามชาติ ที่เน้นการเอาพันธุ์และปัจจัยเสริมต่างๆที่บริษัทข้ามชาติต้องการขายเข้าไปปลูกในประเทศต่างๆทั่วโลก เป็นการเปลี่ยนการเกษตรทั่วโลกให้เป็นระบบที่คล้ายคลึงกันเหมือนกับอุตสาหกรรมที่ผลิตของเหมือนๆกันออกมาโดยใช้สายพาน แทนที่จะสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพและความหลากหลายของวัฒนธรรมการบริโภคอาหาร ส่วนวิธีผลิตแบบที่พัฒนาโดยเครือข่ายเกษตรยั่งยืนในประเทศไทยมีลักษณะน่าสนใจในแง่ของเศรษฐศาสตร์การเมืองเพื่อการพัฒนา เพราะจะเน้นพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่จำเป็นต้องรวมศูนย์ โดยการกระจายความรู้และการถือครองปัจจัยการผลิต(เช่นทำปุ๋ยอินทรีย์และการใช้จุลินทรีย์)เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรรายย่อย ไม่ได้เน้นเรื่องการจดสิทธิบัตร และเกี่ยวโยงกันกับระบบตลาดสีเขียวและเป็นธรรม ซึ่งแนวนี้เข้ากันได้กับความคิดของและแนวปฏิบัติเชิงอธิปไตยทางอาหาร (Food Sovereignty) ที่ถูกสนับสนุนโดยนักวิชาการกระแสก้าวหน้าทั่วโลก และกลุ่มขบวนการชาวนาข้ามชาติเช่น La Via Campesina ที่ต้องการสนับสนุนและสร้างอำนาจต่อรองให้แก่เกษตรกรรายย่อย

ข้าราชการและคนในรัฐบาลอาจจะชอบการมองแบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมากกว่าเศรษฐศาสตร์การเมือง แต่ถึงจะมองในมิติของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอย่างเดียว ก็จะเห็นได้ว่าการปลูกพืชจีเอ็มโอเพื่อการค้าน่าจะมีผลดีไม่เท่าผลเสีย เพราะในปัจจุบันนั้นหลายๆประเทศที่ไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปขายนั้นยังมีการกีดกันและไม่ยอมรับสินค้าจีเอ็มโอ เช่นประเทศในยุโรปและญี่ปุ่น ฉะนั้นการปล่อยเปิดเสรีจีเอ็มโอหรือการปนเปื้อนของพันธุกรรมตัดต่อ นอกจากจะสร้างความเสียหายให้ความหลากหลายทางชีวภาพของไทยแล้ว จะเป็นการ "จำกัดตลาด" และส่งผลกระทบทางลบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยด้วย ดังที่กระทรวงพาณิชย์และสภาพัฒน์ได้ท้วงติงไว้ ซึ่งเป็นการทำร้ายทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย และจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ และระบบเกษตรทางเลือกที่เกษตรกรรายย่อยและกลุ่มต่างๆในภาคประชาชนช่วยกันพัฒนามาหลายสิบปี นอกจากนั้นประเทศไทยยังมีคู่แข่งที่ต้นทุนต่ำกว่าไทยอีกมากเช่นเวียดนามและจีน ฉะนั้นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเวลานี้ของประเทศไทยควรจะสนับสนุนการยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรจากการที่เน้นปริมาณและราคา เป็นเน้นที่คุณภาพ ความปลอดภัย และ การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยวิธีการผลิตแบบยั่งยืนที่ไม่มีกระแสคัดค้านจากผู้บริโภคในประเทศต่างๆ

ข้อความบางส่วนในจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีไทยที่นักวิชาการ 25 ท่านทั่วโลกได้เซ็นสนับสนุนไว้ ได้สรุปประเด็นต่างๆที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อได้ดี โดยได้เขียนไว้ว่า

                "ขณะที่งานวิจัยทางวิชาการยังไม่มีข้อสรุปว่าพืชดัดแปลงพันธุกรรมจะสามารถให้ผลผลิตที่สูงกว่า มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าพืชดัดแปลงทางพันธุกรรมอาจจะมีผลด้านลบต่อระบบนิเวศ สังคม สุขภาพ และเศรษฐกิจ นอกจากนั้น กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันยังเปิดโอกาสให้มีการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งอำนาจผูกขาดทางเศรษฐกิจนี้ส่งผลกระทบให้เกษตรกรไทยต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ที่มีราคาสูงเกินจริง ประเทศไทยยังเสี่ยงต่อการสูญเสียตลาดส่งออกในต่างประเทศ เพราะแนวโน้มของผู้บริโภคทั่วโลกที่ไม่ยอมรับพืชดัดแปลงพันธุกรรมมีมากขึ้น  อีกทั้งพืชดัดแปลงพันธุกรรมอาจจะส่งผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างปัญหาการปนเปื้อนกับพืชทั่วไป  ทำลายศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน เช่น เกษตรอินทรีย์ เป็นต้น.

                เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกอาหารและเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์ ผลกระทบด้านลบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการนำพืชดัดแปลงพันธุกรรมมาใช้นั้นเป็นสิ่งที่ตระหนักร่วมกันในประชาคมโลก พวกเราจึงขอเรียกร้องอย่างหนักแน่นต่อรัฐบาลไทยให้ยับยั้งการสนับสนุนพืชดัดแปลงพันธุกรรม และขอให้พิจารณาเทคโนโลยีทางเลือกอื่นๆที่มีศักยภาพ...ภายใต้บริบทของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหารของโลกในปัจจุบันนั้น การวิจัยและพัฒนาระบบการผลิตเกษตรกรรมที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ควรจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล"

3) พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพควรจะช่วยแก้ปัญหาให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ แต่ขณะนี้มีปัญหาอยู่มาก

การถกเถียงกันเรื่องประโยชน์และผลกระทบทางลบของพืชและสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมทั้งในไทยและต่างประเทศคงจะดำเนินต่อไปโดยหาข้อสรุปเร็วๆนี้ได้ยาก ผู้เขียนจึงสนับสนุนให้ประเทศไทยใช้ท่าทีและมาตรการแบบป้องกันไว้ก่อน โดยไม่สนับสนุนการปลูกขายเพื่อการค้าหรือการปลูกทดลองในสนามเปิด เพราะปัญหาที่ตามมาจากการปนเปื้อนทางพันธุกรรมและอื่นๆอย่างที่ได้กล่าวมา ผู้เขียนไม่ได้ต้องการกล่าวหาเทคโนโลยีการดัดแปลงพันธุกรรมว่าไม่มีประโยชน์หรือ มีข้อบกพร่องโดยพื้นฐาน(fundamentally flawed) เลยเสียทีเดียว เพราะในอนาคตองค์ความรู้ทางวิชาการอาจจะพัฒนามากขึ้นจนเราได้ข้อสรุปที่ชัดเจนกว่านี้ หรือนักวิทยาศาสตร์อาจจะสามารถพัฒนาจีเอ็มโอรุ่นต่อๆไปที่มีหลักฐานชัดเจนว่าปลอดภัย ที่องค์ความรู้และสิทธิบัตรไม่ได้ผูกขาดโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ถ้านักวิทยาศาสตร์ไทยไม่มีโอกาสได้วิจัยเทคโนโลยีนี้เลยก็อาจจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาส (แต่ถ้าเป็นการวิจัยแบบเอื้อให้บริษัทจดลิขสิทธิ์พันธุกรรมพื้นเมืองไทยได้ อันนี้ผู้เขียนก็ไม่เห็นด้วย) ฉะนั้นสิ่งสำคัญตอนนี้คือถึงแม้จะอนุญาตให้ทดลองและวิจัยได้ แต่ก็ควรมีมาตรการรองรับและสร้างกฎเกณฑ์ที่ทำให้กลุ่มที่เห็นต่างอยู่ร่วมกันได้

ปัญหาก็คือพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพฉบับปัจจุบันไม่ปกป้องผู้ที่จะเสียประโยชน์จากการเปิดเสรีจีเอ็มโอและการปนเปื้อนทางพันธุกรรม โดยทำให้ไม่ต้องมีผู้ใดรับผิดชอบหรือหาคนรับผิดชอบยาก ซึ่งนักวิชาการและหลายฝ่ายในสังคมได้อภิปรายปัญหาของพ.ร.บ.นี้กันไปพอสมควรแล้ว เช่น ผศ.ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ได้เคยอภิปรายปัญหา 9 ข้อของพ.ร.บ.ฉบับนี้ ว่าขัดกับพิธีสารคาร์ตาเฮน่าว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพที่ไทยเป็นภาคี (Cartagena Protocol on Biosafety) ซึ่งให้ใช้หลักความปลอดภัยไว้ก่อนเกี่ยวกับจีเอ็มโอ แต่สำหรับพ.ร.บ.ฉบับนี้จะต้องให้มีข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนก่อนจึงยกเลิกการใช้จีเอ็มโอตัวนั้น ซึ่งกว่าจะดำเนินขั้นตอนไปถึงจุดนั้น อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายไปเยอะแล้ว นอกจากนั้น พ.ร.บ.ไม่ได้พูดถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เปิดช่องให้สามารถนำจีเอ็มโอทุกชนิดเข้ามาในประเทศได้ยกเว้นแต่จะมีการประกาศห้าม ส่วนการนำจีเอ็มโอมาใช้ในสภาพควบคุมหรือในสภาพสนามก็ไม่ต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ (EIA ย่อมาจาก Environmental Impact Assessment) ส่วนจีเอ็มโอที่จะขอขึ้นบัญชีปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมได้ก็ต้องทำแค่อีไอเอ แต่ไม่ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพหรือเอชไอเอ (HIA ย่อมาจาก Health Impact Assessment) กรณีเกิดความเสียหายจากจีเอ็มโอที่ไม่อยู่ในบัญชีปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมนั้นต้องมีคนรับผิดชอบ"เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัย หรือเกิดขึ้นจากการกระทำของผู้ได้รับความเสียหายเอง" (ตามมาตรา 52)

ส่วนความเสียหายจากจีเอ็มโอที่อยู่ในบัญชีปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม จะพ้นจากความรับผิดตามร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งถ้ามีการปนเปื้อนทางพันธุกรรมในไร่ของเกษตรกรที่ไม่ต้องการปลูกพืชจีเอ็มก็ไม่มีจุดไหนในร่างกฎหมายบอกว่าใครจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ (ประเทศไทยมีเกษตรกรรายย่อยและที่ดินขนาดเล็กและกลางเยอะ ซึ่งจะทำให้ยากต่อการป้องกันการปนเปื้อนทางพันธุกรรม) ที่สำคัญคือพ.ร.บ.ไม่ได้กำหนดให้มีหลักประกันทางการเงิน ไม่ว่าจะในแบบการทำประกันภัย การวางหลักประกันค่าเสียหาย หรือการตั้งกองทุน ฉะนั้นเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้น รัฐบาลก็จะต้องแบกรับภาระ นอกจากนั้น ไทยยังมีปัญหาอย่างที่ดร.ปิยะศักดิ์ ชอุ่มพฤกษ์ได้ให้ข้อเสนอไว้ คือยังขาดห้องทดลองสำหรับวิเคราะห์และมีผู้เชี่ยวชาญน้อยไม่ว่าด้านการวิเคราะห์ผลกระทบของยีนส์แต่ละตัว ด้านสิ่งแวดล้อมและด้านกฏหมาย ที่จะสามารถช่วยรองรับผลกระทบของจีเอ็มโอได้

บทส่งท้าย

ด้วยเหตุผลต่างๆดังที่กล่าวมา ผู้เขียนสนับสนุนให้ประเทศไทยใช้ท่าทีและมาตรการแบบป้องกันไว้ก่อน โดยยังไม่สนับสนุนการปลูกขายเพื่อการค้าหรือการปลูกในสนามเปิด นอกจากนั้นผู้เขียนขอเรียกร้องให้รัฐบาลยับยั้งพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพฉบับนี้ โดยควรที่จะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมีสิทธิร่วมแสดงความคิดเห็นและร่วมเขียนพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพแบบที่ทุกฝ่ายพอจะรับได้

ยุคการพัฒนาแบบบนลงล่างแนวข้าราชการและเทคโนแครตสั่งมาแล้วทุกคนต้องทำตาม ไม่สามารถใช้ได้กับประเทศไทยและกับยุคสมัยนี้ต่อไป นอกจากนั้น หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะปฏิรูปประเทศและพัฒนาเกษตรยั่งยืน อย่างที่นายกได้พูดไว้ในหลายโอกาส รัฐบาลจะต้องเข้าใจว่าไม่สามารถทำอย่างแยกส่วนได้ ไม่ใช่ว่าด้านหนึ่งจะขอสนับสนุนพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพฉบับนี้ โดยอีกด้านหนึ่งขอพัฒนาเกษตรยั่งยืนแบบเป็นแค่เป็นบางโปรเจ็ค เพราะทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวข้องกัน ฉะนั้นจะต้องดำเนินนโยบายอย่างเข้าใจและเชื่อมโยงทั้งระบบ

 

 

 

เอกสารแนบ

An open letter to the Prime Minister of Thailand from concerned scientists and academics around the world regarding the open-field testing and commercialisation of genetically modified crops in Thailand

                A recent attempt by the Thai government to consider allowing for an open-field testing and commercialisation of genetically modified (GM) seeds raises concerns from the Thai National Farmer Council and over thirteen civil society groups, including the Alternative Agriculture Network, the Confederation of Consumer Organisation, Thailand Organic Trade Association, Green Peace Southeast Asia, BioThai foundation, and many others. On the 30th of October 2014, this alliance of civil society groups submitted a letter to the Prime Minister of Thailand urging him to: 1) stop the government from permitting open-field testing of GM seeds until Thailand passes a Biosafety law which enforces accountability in the case of genetic contamination; 2) establish a national committee under the Thai National Economic and Social Development Board (NESDB) to develop a national strategy to promote sustainable agriculture and organic farming, involving representatives from stakeholders, especially farmer networks, grass-root and non-profit organisations, as well as related parties in the private sector. On the same day farmer groups and their allies also submitted letters voicing the same concerns and demands to Provincial Governors in eleven  other Provinces across the country: Chiang Mai, Mahasarakham, Khon Kaen, Yasothon, Surin, Nakhon Sawan, Supanburi, Chachoengsao, Chantaburi, Songkhla, and Pattalung.

            As concerned scientists and academics who specialise in the areas of biotechnology, agriculture, food, the environment and development, we support the campaign and urge the Thai government to consider accepting the two demands. Existing academic literature suggests that while it is unproven that genetically modified seeds are higher yielding, there are causes to be extremely concerned by genetically modified crops' negative ecological, social, health, and economic impact. Under the current intellectual property rights system which allows for monopoly control over genetically modified seeds, farmers may be forced to pay inflated-prices for these patent seeds, not to mention that Thailand risks losing export markets as there is a growing global consumer trend which rejects GM crops. The threat of negative environmental impact and risks of contamination also suggest that genetically modified crops will undermine Thailand's potential to further develop sustainable agricultural practices such as organic farming.

            Since Thailand is a net-exporter of food and an extensive source of biodiversity, possible negative impact from the introduction of GM seeds is a serious concern shared by the global community. We strongly urge the Thai government to withhold its endorsement of GM seeds, and to consider supporting other promising technologies such as marker-assisted plant breeding and agro-ecological production methods. Under the current global context of climate change and food security concerns, research and expansion of ecologically sustainable production should be encouraged by the state.

 

Yours sincerely,

1) Dr. Vandana Shiva : physicist, ecologist, winner of the Right Livelihood Award in 1993, founder of the Research Foundation for Science, Technology and Ecology and Navdanya

2) Dr. Tony Weis : Associate Professor, Department of Geography, The University of Western Ontario, Canada, as well as author of The Global Food Economy: The Battle for the Future of Farming (Zed, 2007)

3) Dr. Michel Pimbert : Director of the Centre for Agroecology, Water and Resilience, (CAWR), Coventry University, UK

4) Dr. Michael Antoniou : Head of the Gene Expression and Therapy Group, Faculty of Life Sciences, King's College London, UK

5) Dr. John Fagan : Professor of Molecular Biology, Department of Physiology and Health, Maharishi University of Management, Iowa, USA

6) Dr. Carlo Leifert : Professor for Ecological Agriculture, Newcastle University, and Academic Director of Stockbridge Technology Centre, Cawood, Selby, UK

7) Dr. Vyvyan Howard : Emeritus Professor of Nano Systems Biology, Centre for Molecular Bioscience, University of Ulster and Managing Director of QuanToxPath Ltd, Coleraine, UK

8) Dr. Nora McKeon :  Lecturer at Rome Three University, Italy. She ormerly held a position in the FAO, author of various books such as Strengthening Dialogue with People’s Movements: UN experience with small farmer platforms and Indigenous Peoples (with Carol Kalafatic, UN NGLS 2009)

9) Professor Peter Newell : Professor of International Relations at the University of Sussex, Director of Research and Knowledge Exchange (School of Global Studies), UK

10) Dr. Thierry Vrain : former genetic engineer and soil biologist with Agriculture Canada and former supporter of GM crops who now promotes awareness of their possible danger

11) Dr. Steffen Boehm : Director of the Essex Sustainability Institute, University of Essex, UK

12) Dr. Robin Broad : Professor of International Development, School of International Service, American University, Washington, DC, USA

13) Dr. Philip McMichael : Leading scholar in the field of global agricultural and food system and chair of the department of development sociology, College of Agriculture and Life Sciences, Cornell University, USA

14) Lim Li Ching : Third World Network and Senior Fellow with the Oakland Institute, USA. Co-editor of the book Biosafety First and lead author in the East and South Asia and the Pacific (ESAP) sub-global report of the International Assessment on Agricultural Science, Technology and Knowledge for Development (IAASTD) (2009)

15) Dr. Megan Blake : senior lecturer and director of the MA in Food Security and Food Justice programme, department of geography, University of Sheffield, UK

16) Dr. Peter Drahos : Professor in Law and the Director of the Centre for the Governance of Knowledge and Development in the Regulatory Institutions Network (RegNet), College of Asia and the Pacific, at the Australian National University, Canberra. He also holds a chair in Intellectual Property at Queen Mary, University of London.

17) Dr. Tushar Chakraborty : Member of Governing Body & EC, State Council of Biotechnolgy , Government of West Bengal and Principal Scientist & Molecular Geneticist, CSIR-Indian Institute of Chemical Biology, Kolkata, India

18) Professor Terje Traavik : Special Consultant, GenØk-Centre for Biosafety, Norway and Professor Emeritus of Gene Ecology and of Virology, Faculty of Health Sciences, UiT – the Arctic University of Norway 

19) Dr. Frøydis Gillund : Researcher, GenØk - Centre for Biosafety, Norway

20) Dr. Ben Richardson : Associate Professor in International Political Economy, Department of Politics and International Studies, University of Warwick, UK and author of Sugar: Refined Power in a Global Regime (Basingstoke: Palgrave Macmillan, 2009)

21) Dr. Raj Patel, research professor at the Lyndon B Johnson School of Public Affairs at the University of Texas at Austin, USA, and author of various books including Stuffed and Starved: Markets, Power and the Hidden Battle for the World’s Food System

22) Prof. Dr. Joan Martinez-Alier : Professor of Economics and researcher at ICTA, Universitat Autonoma de Barcelona, Spain and author of Ecological Economics: Energy, Environment and Society (1990)

23) Dr. M. Jahi Chappell : Director of Agroecology and Agriculture Policy, Institute for Agriculture and Trade Policy (IATP), USA

24) Professor Clare Kremen : Faculty Co-Director and  Professor in the Department of Environmental Science, Policy and Management at University of California, Berkeley, USA

25) Carla Sarrouy: Senior Research Technician, Warwick Crop Centre, School of Life Sciences, University of Warwick, UK

 

 * The names are chronologically ordered and the most updated list of names can be found at . It should also be noted that the views expressed by these individuals do not necessarily reflect the views of their institutional affiliations.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,709 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.