• 27 มิถุนายน 2560 - 02:10 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เปิดแผนขุดค้นโบราณคดี ในพื้นที่คุก คอก ข่วง เวียงแก้วเชียงใหม่

 วันที่ 14 ธันวาคม 2558 - 18:59 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,567 ครั้ง พิมพ์

 

ภาพจากสื่อนำเสนอของสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม



ยื้อยุด ฉุดกระชากพื้นที่แห่งนี้มานานนับ 10 ปี ปัญหาพื้นที่ทัณฑสถานหญิงเดิมกลางเมืองเชียงใหม่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ด้วยเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่ามหาศาลกลางเมืองเชียงใหม่ ด้วยเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ด้วยเป็นพื้นที่สำคัญทางการถกเถียงทางวิชาการ ด้วยเป็นพื้นที่ของความเชื่อเรื่อง “ขึด” และด้วยเป็นพื้นที่แห่งความหวังของคนในเมืองว่าจะได้ลานกิจกรรมสาธารณะแห่งใหม่  จึงทำให้พื้นที่แห่งนี้มีเรื่องราวของการต่อสู้แย่งชิง นิยามความหมาย ทั้งในเชิงกายภาพและนามธรรมมาโดยตลอด

ประเด็นหนึ่งที่กำลังถกเถียงกันอยู่ ณ ขณะนี้  คือ เรื่องการขุดค้นทางโบราณคดี   

บางกลุ่มประกาศออกวิทยุชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้กรมศิลป์ฯเข้ามาขุดค้น เพราะต้องการจะสร้างคุ้มให้ผญามังราย ขณะที่กลุ่มภาคประชาสังคมที่ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด อาทิ เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ชาวบ้านย่านสามกษัตริย์ ภาคีขับเคลื่อนเชียงใหม่จัดการตนเอง ฯลฯ มองว่าระยะเวลาที่กรมศิลป์ฯจะขุดใช้เวลานานเกินไป จึงอยากให้กระชับเวลา เพราะหวั่นว่าจะกลายเป็นข้ออ้างให้กลุ่มบุคคลทำงบตกจนไม่สามารถพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ได้ ในขณะที่นักวิชาการทั้งด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่ถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดว่า เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นอะไรกันแน่ ก็ส่งเสียงเป็นร่องเดียวกันว่า อยากให้ขุด เพราะการขุดค้นจะช่วยเปิดเผยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่กลุ่มของตนถกเถียงกันมานาน

อย่างไรก็ดี สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งรับผิดชอบเรื่องงานรื้อสร้างในโครงการพัฒนาพื้นที่ข่วงหลวงเวียงแก้ว เห็นว่า การขุดค้นโบราณคดีจะทำให้การทำสัญญาจ้างเหมาบริษัทเอกชนมีปัญหา เสี่ยงต่อการถูกสอบ จึงแนะนำให้คืนงบประมาณไป

ด้วยเหตุที่กล่าวมา การขุดค้นทางโบราณคดีจึงเสมือนเป็นหมุดหมายสำคัญต่อทิศทางการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ เพราะเป็นตัวแปรสำคัญในการบ่งบอกว่าพื้นที่แห่งนี้จะประกอบร่างออกมาแบบไหน และจะเดินไปในทิศทางใด

หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่อง การขุดค้นโบราณคดี คือ สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ผู้ที่เป็นรักษาการหัวหน้า คือ สายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีปฏิบัติการ และเขาจะมาช่วยให้ความกระจ่างว่า พวกเขาวางแผนขุดค้นทางโบราณคดีอย่างไร

“ทางจังหวัดเพิ่งมามอบอำนาจแต่ละหน่วยงานในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานในการจัดซื้อจัดจ้าง เมื่อประมาณเดือนกันยายนที่ผ่านมา (2558) ซึ่งค่อนข้างกระชั้นชิดมาก”

“ในเรื่องของแผนงาน หลังจากประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็นเพื่อหาทางจัดการในพื้นที่ อันหนึ่งในรายงานรับฟังความคิดเห็น คือ ต้องการให้มีการรายงานทางโบราณคดี เพราะหนึ่ง มันเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ การจะไปก่อสร้างอะไรทับโดยที่เราไม่รู้จะทำให้เสียของ สอง ในความเป็นงานโบราณคดี มีความเป็นงานวิชาการ ไม่มีอคติ แต่ว่าไปตามหลักฐาน เจออะไรก็ว่าไปตามนั้น แนวทางการดำเนินงานจึงเดินไปตามนี้”

สายกลางยังสรุปให้ฟังอีกว่า งบประมาณจำนวน 150 ล้านบาท จะถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน คือ หนึ่ง  งบของงานจดหมายเหตุ 7 ล้านบาท หอจดหมายเหตุเชียงใหม่รับผิดชอบ สอง งานโบราณคดี 20 ล้านบาทสำนักงานโบราณคดีที่ 8 เชียงใหม่รับผิดชอบ  และอีกประมาณ 123 ล้านบาทเป็นงบอำนวยการ และการรื้อสร้าง สำนักจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้รับผิดชอบ

ขั้นตอนการขุดค้นทางโบราณคดีถูกวางไว้หลังจากจดหมายเหตุบันทึกข้อมูลการดำเนินงานเกี่ยวกับคุกก่อนทุบ และมีการรื้ออาคารปลูกสร้างบางแห่งออกจากพื้นที่ไปแล้ว

ลำดับขั้นตอนแผนงาน

 

“ปัญหาหนึ่งของการทำงาน คือ ช่วงเวลาของงานแต่ละช่วง ถ้าเราขีดไทม์ไลน์ของงาน(ภาพด้านบน) งานช่วงแรกจะเป็นงานของจดหมายเหตุ ลักษณะงานของจดหมายเหตุ คือว่า ถ้ามีการดำเนินงานเกี่ยวกับคุกตั้งแต่ต้นจนจบ จดหมายเหตุต้องเป็นคนบันทึกข้อมูลทั้งหมด ตั้งแต่คุกเริ่มย้ายออกไป สำรวจธรณีฟิสิกส์คุก ทุบคุก ออกแบบ และเริ่มสร้าง จดหมายเหตุต้องเก็บข้อมูลความเปลี่ยนแปลงไว้ทั้งหมด”

“ขั้นตอนของงานโบราณคดี หลักๆเป็นงานขุดค้น ขุดแต่งทางโบราณคดี จะเริ่มทำได้ก็ต่อเมื่อเคลียร์พื้นที่ก่อน เอาอาคารที่ไม่ใช่อาคารสำคัญ เช่น อาคารโรงอาหารหรืออาคารที่ไม่ใช่สร้างสมัยร.7 พื้นซีเมนต์ พื้นลาดยาง คือ ต้องทำเป็นที่โล่งให้มากที่สุด เพื่อที่จะเตรียมขุด”

นักโบราณคดีปฏิบัติการ แจกแจงแผนงานการขุดค้นโบราณคดีว่า มีอยู่ 5 แผนงาน เดิมวางแผนใช้เวลา 565 วัน ในการขุดค้น (ไม่รวมเวลาสำรวจธรณีฟิสิกส์ เพราะสามารถทำคู่ไปกับขั้นตอนจดหมายเหตุได้) แต่เนื่องจากมีข้อท้วงติงจากหลายส่วนว่าใช้เวลานานเกินไป จึงคำนวณใหม่แบบเร่ง ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 405 วัน

หนึ่ง สำรวจธรณีฟิสิกส์ (75 วัน) คือ การใช้เครื่องธรณีฟิสิกส์สำรวจลากไปตามพื้นดิน เรียกวิธีการนี้ว่า GPR  โดยใช้สัญญาณคลื่นเรดาห์สำรวจหาเพื่อคาดการณ์ที่ตั้งตัวอาคารหรือวัตถุที่อยู่ในพื้นดิน หรือกล่าวอีกอย่าง คือ การสแกนพื้นดิน ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่สามารถตอบคำถามทางโบราณคดีได้ทั้งหมด เพียงแต่เป็นการทำนายแนวโน้มว่า พื้นที่ตรงนี้อาจจะมีอะไร

“ผลการสแกนออกมาไม่ได้เห็นหรอกว่าเป็นกำแพงหรืออะไร จะเห็นเป็นสีส้ม สีเขียว ต้องอาศัยการแปลความอีกทีหนึ่งว่า สีส้มมีแนวโน้มว่าอาจจะเป็นกำแพง”

สอง งานขุดค้นทางโบราณคดี (75 วัน) คือ การขุดค้นศึกษาชั้นดินอยู่อาศัย  วิธีขุดคือ จะขุดเป็นหลุมเหลี่ยมๆ ลึกลงไปจนหมดหลักฐานร่องรอยทางโบราณคดี(เช่น ไม่เจอเศษหม้อ เศษไห) เป็นวิธีการศึกษาการใช้งานพื้นที่ที่เปลี่ยนไปตามการทับถมของดิน โดยขั้นตอนนี้จะบ่งบอกว่าคนมาอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่

“เดิมเราวางไว้ว่าจะใช้นักโบราณคดี  2 คน เปิดทีละ 2 หลุม ใช้เวลา 130 วัน แต่เนื่องจากเวลากระชั้นชิด คิดว่าจะใช้นักโบราณคดี 4 คน ขุดพร้อมกัน จึงย่นระยะเวลาในขั้นตอนนี้เหลือ 75 วัน”

 “อันนี้มันจะตอบคำถามเรื่อง ประวัติการใช้งานพื้นที่ เช่นว่า พื้นที่นี้ใช้มาตั้งแต่สมัยต้นล้านนา หรือว่าก่อนล้านนา ใช้อย่างต่อเนื่องไหม หรือว่ามีการปล่อยทิ้งร้าง ซึ่งเราจะทำ 4 หลุมขุดค้น”

แผนที่เวียงแก้วสมัยร.5 ที่มา : สำนักศิลปากรที่ 8 จ.เชียงใหม่

 

แผนที่ตำแหน่งขุดค้น (ทาบตำแหน่งขุดค้นในแผนที่ที่นำเสนอของสำนักศิลปากรที่ 8 จ.เชียงใหม่ โดยประชาธรรม)

 

ทั้ง 4 หลุมจะกระจายตัวในที่ดินแปลงที่ดินธนารักษ์ 1612(ดูรูปประกอบ) ซึ่งสุ่มตามข้อมูลที่อยากได้ คือ กระจายไปในสามหลุมไปในสามพื้นที่ที่สันนิษฐานว่าเป็นขอบเขตเวียงแก้วทั้งในส่วนวังชั้นนอกและวังชั้นใน ส่วนอีกหนึ่งหลุมอาจจะอยู่นอกกำแพงศาลเจ้าพ่อข้อมือเหล็ก ต้องดูความเหมาะสมอีกทีหนึ่ง แต่หลักๆก็คือว่า ในสี่หลุมจะต้องกระจายให้ทั่วพื้นที่ เพราะว่าจะต้องเอาผลดินที่เราขุดประมาณการไปลอกดินออก มันจะได้เป็นตัวอย่างว่า พื้นที่นี้อาจจะมีการถมดินมากหน่อย 6-7 เมตร แต่บางพื้นที่ถมขึ้นมาแค่ 3 –4 เมตร เลยต้องกระจายให้ทั่ว

“ตอบไม่ได้ครับจะขุดลึกเท่าไหร่ ต้องว่ากันหน้างานอย่างเดียว เพราะเราไม่รู้ว่าจะลึกหรือจะตื้น ต้องขุดจนสุดตราบใดที่ยังเจอหลักฐานมนุษย์อยู่ เจอสองเมตรก็ต้องขุดสองเมตร ถ้ายังเจอหลักฐานอีกก็ต้องขุดลึกกว่าสองเมตร”

สาม งานขุดแต่งทางโบราณคดี( 210 วัน) คือ การลอกเอาดินทับถมทางโบราณสถานออก ในงานวิชาการแบบเข้ม เราออกแบบงานขุดแต่งโดยใช้คนอย่างเดียว เพราะใช้เครื่องจักรมันเสี่ยงต่อการกระทบโบราณสถาน  แต่ในพื้นที่ของเวียงแก้ว ข้อจำกัด คือ หนึ่ง พื้นที่ใหญ่ สอง ด้วยระยะเวลาที่บีบ จึงแบ่งงานขุดแต่งเป็นสองขั้นตอน หลักๆ คือ หนึ่ง ในชั้นดินบน จะใช้เครื่องจักรเป็นตัวขุดเปิดหน้าดิน แต่การใช้เครื่องจักรขุดเปิดต้องอยู่ในการควบคุมของนักโบราณคดี สอง ใช้ผลจากการขุดค้นทางโบราณคดีเป็นตัวนำทางในการขุดลอกโดยคน เช่น อันนี้เป็นผิวดิน อันนี้เป็นตัวอาคาร เวลาขุดลงไป (สมมุติว่า) 2 เมตร  50 เซนติเมตรแรกเป็นดินถมใหม่สมัยปัจจุบัน ในระดับความลึก 0.5 เมตร -1 เมตร เจอเป็นชั้นดิน ในขั้นตอนการขุดแต่ง 50 เซนติเมตรแรกจะใช้เครื่องจักร ส่วนลึกต่อจากนั้นใช้คนขุด เพื่อป้องกันโบราณสถานเสียหาย

สี่ บูรณะแนวกำแพงเวียงแก้วที่คาดว่าจะเจอ ซึ่งจากแผนที่สมัยร.5 ระบุว่า ส่วนกำแพงเวียงแก้วอยู่ตรงนี้(ดูแผนที่ประกอบ เส้นขอบสีแดง)พอเอากูเกิ้ลเอิร์ทไปเทียบ พื้นที่เวียงแก้วทับซ้อนบริเวณคุกหญิง เราจึงคาดการณ์ว่า จะเจอแนวกำแพงเวียงแก้ว แล้วจะต้องบูรณะ

แผนที่แนวกำแพงเวียงแก้วในพื้นที่คุกหญิง

ห้า บูรณะโบราณสถาน ศาลเจ้าพ่อข้อมือเหล็ก ซึ่งคำนวณไว้เป็นปริมาตรคร่าวๆ ซึ่งต้องไปดูหน้างานจริงๆอีกที เพราะอาจจะเจออย่างอื่นที่เป็นอาคาร แต่คาดว่า พื้นดินบริเวณศาลเจ้าพ่อข้อมือเหล็กจะมีฐานเหมือนเจดีย์วิหาร สันนิษฐานว่า ศาลเจ้าพ่อข้อมือเหล็กมีฐานวิหารขนาดเล็กที่มีมณฑปอยู่ด้านใน สิ่งที่จะทำ คือ ทำให้เห็นฐาน และมณฑป ขุดแล้วก็บูรณะต่อ

“งานบูรณะแนวกำแพงเวียงแก้ว กับบริเวณศาลเจ้าพ่อข้อมือเหล็ก จะบูรณะไปพร้อมๆกัน ใช้เวลาประมาณ 120 วัน”

ช่วงถาม-ตอบ ข้อสงสัยเรื่องการขุดค้นโบราณคดีและความคืบหน้า

ถาม – ระยะเวลาที่ใช้ขุดค้น บางคนมองว่าใช้เวลานานเกินไป

ตอนเราไปลงพื้นที่มีพี่คนหนึ่งให้ข้อมูลว่า หัวหน้าคนก่อนบอกในที่ประชุมว่าใช้เวลาหกเดือน ผมไม่รู้ว่าจริงมากน้อยแค่ไหน แต่ด้วยวิชาชีพผม ยืนยันว่า ไม่มีทางทัน เอาเฉพาะแค่งานขุดแต่งทางโบราณคดี แค่งานพื้นที่ไร่กว่าๆ สัญญาจ้างกินเวลา 140 วันแล้ว ปัญหาคือ หนึ่ง มันไม่ใช่งานเดียว สอง แต่ละงานมีเนื้อหาของงานมัน ซึ่งต้องเอาผลของงานหนึ่งไปต่อกับอีกงานหนึ่ง

สมมุติเราเริ่มสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ มีแนวโน้มว่าจะเจอเป็นแนวกำแพง เราก็จะให้เขาสแกนก่อนเลย พบว่ามีแน่ๆ  มันจะเป็นผลต่องานขุดค้น อย่างงานขุดค้นก็จะต้องใช้ผลความลึก เพื่อไปประมาณการขุดแต่ง เพื่อไม่ให้ของที่อยู่บนพื้นดินเสียหาย มันจะมีช่วงเวลาของมันอยู่

ผมคำนวณไว้ว่ากระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมาใช้เวลา 565 วัน (แบบที่คนทำงานได้อย่างสะดวก) แต่ถ้าลองคำนวณใหม่แบบเร่งให้ใช้เวลาประมาณ 405 วัน คือลองตัดวันต่างๆดู

เดิมใช้เวลาสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ 45 วัน  ดำเนินภาคสนาม

วิเคราะห์การจัดทำรายงานดำเนินการทางธรณีฟิสิกส์(รายงานต้องมีข้อวิเคราะห์ที่บ่งชี้ตำแหน่งโบราณสถานที่จะพบใต้ดินและร่องรอยหลักฐานโบราณคดีอื่นที่สำคัญ) อีก 45 วัน

โดยลองมาดูแล้วว่า อันไหนมันพอจะเริ่มไปพร้อมกันได้ งานธรณีฟิสิกส์ดำเนินไปพร้อมกันได้กับจดหมายเหตุ ก็ลองย่นเวลาและทำไปพร้อมกัน แต่อย่างไรมันลดเยอะกว่านี้ไม่ได้ ถ้ามีเวลาไม่รีบมาก มันควรจะจบงานหนึ่งแล้วค่อยต่ออีกงานหนึ่ง มันมีงานที่พอจะเหลื่อมกันได้ คือ งานธรณีฟิสิกส์ กับงานขุดค้น แต่งานขุดแต่งเลื่อนไม่ได้เพราะต้องรอผลจากงานก่อนหน้านั้นอย่างเดียว เพราะต้องเห็นโบราณสถานอาคารก่อน และถึงจะสามารถบูรณะ

 

ถาม ปัญหาตอนนี้คืออะไร

ปัญหาตอนนี้ คือ ต้องให้ผู้ว่าฯชี้ไปเลยว่า จะเอาอย่างไร เพราะตอนนี้มันหาเจ้าภาพที่เป็นคนรื้อไม่ได้ ไม่มีใครรับ

 

ถาม- แม้แต่จะแบ่งส่วนงบ 120 ล้านบาทของทางจังหวัดมารื้อโดยเฉพาะก็ไม่ได้เหรอครับ

ส่วนตัวผม ไม่เข้าใจวิธีการจ้างของเขา แต่จากการฟังที่เขาพูดมา จดหมายเหตุ เป็นของ 1 หน่วยงาน เป็น 1 สัญญา ของโบราณคดีหนึ่งหน่วยงาน 1 สัญญา

ปัญหาที่เข้าใจ คือว่า มันมีงานรื้อกับงานสร้าง ต้องมีหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบไป 1 สัญญา งานรื้อกับสร้างเป็นอันเดียวกัน แต่เหมือนว่า มาถูกงานโบราณคดีแทรกอยู่ ปัญหาคือ จะไปหาผู้รับจ้างรื้อสร้างได้อย่างไรโดยที่ต้องรอ 565 วัน สมมุติว่าใช้เวลาสร้าง 200 วัน รื้อใช้เวลา 30 วัน เขาถามว่า เขาจะไปหาผู้รับจ้างจากไหนที่จะเป็นคนถือสัญญาหนึ่งสัญญาโดยวางเงินประกันงานหลายล้านบาท พร้อมที่จะรอไป 795 วันโดยที่ยังไม่รู้ความมั่นคงของงานว่า งานจะยุบไปกลางทางหรือเปล่า  พูดอีกอย่าง คือ หาคนที่จะมาถือสัญญาไม่ได้ ผมจึงคิดว่า ต้องให้ผู้ว่าฯชี้เลยว่า จะหาได้ไหมอย่างไร ถ้าผู้ว่าชี้มันต้องหาได้ซิ ต้องหาเจ้าภาพได้ อันนี้ก็เป็นอีกเรื่อง

 

ถาม- กรมศิลป์ฯเป็นคนรื้อเลยได้ไหม  งบไม่พอหรือติดปัญหาที่ตรงไหน

งานมันแบ่งกันด้วยหน้าที่งาน งานของกรมศิลป์ฯมันเฉพาะงานในส่วนนี้ จะไปรื้อก็ไม่ได้ จะกลายเป็นว่าเราทำงานผิดประเภท เพราะแต่ละหน่วยงานก็จะมีขอบเขตงานของตัวเอง หน้าที่ของกรมศิลป์ คือ ไปขุดเพื่อหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ได้รายงาน ตรงไหนจะสร้างก็ต้องไม่ทับหลักฐานทางโบราณคดี จะต้องเอาหลักฐานนี้ไปช่วยออกแบบ หรือปรับแบบ

ถ้ากรมศิลป์ฯขุดเสร็จทั้งหมดก็จะมีรายงานพื้นที่ที่ขุด เห็นโบราณสถาน แล้วจึงส่งมอบพื้นที่ต่อ ทีนี้พอส่งมอบพื้นที่ต่อ งานสร้างก็ต้องมารับต่อ ก็ต้องดูว่าแบบที่ชนะการประกวดเข้ากับตัวหลักฐานที่มีไหม ถ้าเกิดแบบมันเข้า หรือสอดคล้อง ไม่ไปทับโบราณสถานก็สร้างได้เลย ถ้าเกิดว่ามีส่วนที่ต้องปรับ งานโบราณคดีก็ต้องไปให้ข้อมูลต่ออีกว่า สิ่งก่อสร้างในแบบอะไรที่ควรปรับให้เข้าโบราณสถาน

 

ถาม- อีกข้อสงสัยหนึ่ง คือ ถ้าเราขุดแล้วเจอโบราณสถาน เราคิดว่าควรสงวนพื้นที่ไว้ให้เป็นการอนุรักษ์โบราณสถาน มันมีผลต่อการเปลี่ยนแบบไหม

เปลี่ยนครับ มันต้องเปลี่ยน เพราะการเจอโบราณสถาน กฎหมายคุ้มครอง กฎหมายบอกเลยว่า ห้ามรื้อถอน ต่อเติมทำลาย เคลื่อนย้าย ไถทิ้ง เพราะฉะนั้นถ้าในพื้นที่ ขุดแล้วเจอแนวกำแพง อาคาร วิหาร ของเหล่านี้มันเป็นของที่ต้องคงอยู่ คือ แบบที่ประกวดชนะต้องไม่ไปไถโบราณสถานที่เจอ หรือสร้างทับโบราณสถานเหล่านั้น

 

ถาม- หมายความว่า มีแบบออกมาแล้ว แต่แบบจะเป็นแบบไหนก็ไม่รู้?

ความจริงแบบที่ชนะการประกวด ที่ชนะ เพราะเหมือนเขามีช่องไว้สำหรับการแก้ไขแบบ ถ้าเจอแนวอาคารจะหลบเลี่ยงอย่างไร คือไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่สามารถทำลายโบราณสถานได้ เพราะมีกฎหมายคุ้มครองอยู่ตัวแบบต้องเอามาปรับให้เข้ากับผลการรายงานทางโบราณคดี

แต่ว่ามันก็ต้องดูประโยชน์การใช้พื้นที่อีกที ถ้าจะประชาพิจารณ์พื้นที่ ก็ต้องทำอีกรอบว่า จะโชว์ของเหล่านี้ไหม แล้วทำพื้นที่ให้สอดคล้อง หรือเลือกอีกทางหนึ่ง โดยเลี่ยงข้อกฎหมาย คือ ไม่ทำลายแต่ถมที่ไป อาจจะปลูกหญ้าอะไรทับ แต่ที่ห้ามทำเลย คือ สร้างอาคาร เพราะการขุดเสาตอม่อ เป็นการทำลาย

 

ถาม- อย่างนี้มันเลยกลายเป็นปัญหาของคนที่จะเซ็นสัญญารื้อสร้างหรือเปล่า เพราะแบบไม่แน่นอน จนกว่าจะได้ผลทางโบราณคดี

สำหรับคนที่จะมารับงาน ผมคิดว่ามันไม่ใช่ปัญหา คือ  แบบมันชนะมาแล้ว แล้วก่อนแบบที่ชนะประกวดจะไปถึงมือคนสร้าง ขั้นตอนนั้นต้องมาดูกับข้อมูลใหม่ที่เจอว่า สุดท้ายแบบต้องปรับหรือเปล่า ปรับอย่างไรบ้าง ถ้าไม่ปรับก็ง่ายเลย แต่ถ้าปรับ ปรับเสร็จแล้วก็ส่งต่อให้งานก่อสร้าง

 

ถาม- คนที่จะมารับเหมางานระดับนี้ พร้อมกับมีแบบที่มันหยืดหยุ่น ทางโยธาฯจังหวัดก็บอกว่าการปรับแบบอาจมีปัญหาโดนสอบในภายหลัง

เราพูดในหลักการแบบนี้(หยุดคิดสักพัก) มันยาก ในแง่หนึ่ง ที่เขาพูดก็ถูกประมาณหนึ่ง คือ เขาก็ไม่รู้จะเขียนสัญญาอย่างไร ถ้าถอดมาจากแบบเลยก็ง่าย แต่ถ้าต้องปรับอีก ก็อาจจะยาก อันนี้ผมไม่รู้ ต้องถามผู้ว่าฯ ว่าจะผลักดันให้มันออกมาอย่างไร

 

ถาม- มันเหมือนไม่ขยับไปด้านหน้า ถ้าเสนอทางออกได้ อยากเสนอทางออกเพื่อให้กระบวนการเดินต่อไปได้อย่างไร

ปัญหาตอนนี้คือ หาคนรื้อถอนไม่ได้ เวลาเขียนสัญญาจ้างมันต้องกำหนด อย่างผมจะเริ่มสัญญาจ้าง ถ้าเกิดเราไม่รู้ว่าการรื้อถอนจะเสร็จเมื่อไหร่ เราก็ไม่สามารถทำสัญญาได้ สมมุติ หนึ่งมกราคม 59 ถึง 1 เมษายน 59 รื้อเสร็จสิ้น เราก็จะได้ทำสัญญาจ้างของเราไว้รอต่อเลย

ต้องหาเจ้าภาพงานรื้อกับงานสร้างให้ได้อย่างเดียว ถามว่า งานโบราณคดีเดินได้ไหม เดินได้แต่มันจะครึ่งๆกลาง งานธรณีฟิสิกส์เดินหน้าได้ เพราะว่าไม่จำเป็นต้องรื้ออาคารหมดก็ทำได้ งานขุดค้นไม่ต้องรื้ออาคารหมดก็ทำได้ หลุมมันประมาณ 3*3 เมตร แต่งานขุดลอกหน้าดิน ถามว่า โบราณคดีจะทำทั้งขบวนการ ทำได้ไหม ทำได้ แต่มันจะไม่ได้ภาพอะไรที่ชัดเจน

เนื้องานที่หนึ่ง ธรณีฟิสิกส์ ทำได้ สอง ขุดค้นได้เพราะสุ่มเป็นจุด สาม การขุดลอกพื้นที่ก็ทำได้แต่จะกลายเป็นว่า จะลอกเฉพาะจุดที่ธรณีฟิสิกส์สแกนมาแล้ว อาจจะเป็นเฉพาะที่ส่วนแนวกำแพง อาจจะลอกเฉพาะส่วน ไม่ได้ลอกทั้งพื้นที่ อาจจะมีสุ่มลอกทางพื้นที่ที่สงสัย เป็นหย่อมๆ อาคารทั้งหมดก็ยังจะอยู่อย่างเดิม ไม่ได้ถูกรื้อ

 

ถาม- มีคนสงสัยว่า เราทำงานทางการขุดค้นทางโบราณคดีควบคู่ไปกับงานสร้างไม่ได้เหรอ?

(หยุดคิดนาน) ณ พื้นที่ที่ยังไม่ได้ขุด เราจะรู้ได้ไงว่าพื้นที่นั้นมันมีหรือไม่มีโบราณสถาน คือ งานสร้างจะเสี่ยง ถ้าสร้างไปแล้ว ไปเจอก็ต้องย้ายที่ สอง เสี่ยงเรื่องเสาตอม่อ ย้ายที่ไม่เท่าไหร่ ถ้าย้ายที่มันทำลาย ก็จะไปเข้าข้อกฎหมาย (พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา 10 ห้ามมิให้ใด ซ่อมแซม แก้ไข เปลี่ยนแปลง รื้อถอน ทำลายเคลื่อนย้าย โบราณสถาน หรือขุดค้นใดบริเวณโบราณสถาน...)  เพราะฉะนั้นที่ที่มันเป็นที่ทางประวัติศาสตร์ เขาเลยกำหนดไว้ว่าให้มีการขุดค้นก่อน เพื่อจะได้รู้ว่า ตำแหน่งของเก่าอยู่ที่ใด ถ้าเกิดจะโชว์ก็ว่ากันไป ถ้าไม่โชว์ก็จะได้รู้ตำแหน่งอาคาร ถ้ามีจะได้หลบเลี่ยงได้

หลุมยังไม่ได้ลงตำแหน่ง แต่ถ้าเราทำเฉพาะกำแพงคุก สิ่งที่มีแนวโน้มว่าจะเจอ คือ ฐานกำแพงเวียงแก้วด้านนี้(ดูแผนที่ด้านบนประกอบ) ถ้าทำออกมานอกคุก เราจะเจอแนวกำแพงที่ต่อจากแนวนี้ไป ในแผนที่สมัยร.5 ไม่โชว์ เป็นที่โล่ง แต่พื้นที่สมัยล้านนา พื้นที่ดินมันต่ำกว่า มันอาจจะมี เพราะพื้นที่นี้สำคัญ อย่างน้อยๆ ผมเดาว่า ถ้าศาลเจ้าพ่อข้อมือเหล็กอยู่ตำแหน่งนั้น ต้องมีอาคารตามแนวแกนอยู่อีกสักช่วงหนึ่ง

 

ถาม - สรุปทางจังหวัดดำเนินการต่ออย่างไร

เท่าที่ประชุมกันล่าสุด(8 ธ.ค.58) ทางจังหวัดจะไม่คืนเงิน โดยจะขอสงวนสิทธิ์งบประมาณไว้ แล้วให้งานหอจดหมายเหตุ และโบราณคดีในขั้นตอนของการสำรวจธรณีฟิสิกส์เริ่มไปก่อน ส่วนงานรื้อ-สร้าง จะรอประชุมหลังได้รายงานสำรวจธรณีฟิสิกส์

ผมไม่แน่ใจว่าทางจังหวัดจะเดินหน้าอย่างไร เพราะเขายังไม่ได้ตั้งงบรื้อ ซึ่งได้เสนอไปแล้วว่า กระบวนการธรณีฟิสิกส์สามารถเดินไปพร้อมๆกับแผนการรื้อ ขุดค้นได้ ดังนั้นงานขุดค้นจึงยังไม่ได้เริ่ม

อันที่จริง ตามแบบประชาพิจารณ์อยากให้รื้ออาคารทั้งหมด แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าอยากให้เก็บอาคารทรงปันหยาสมัยร.7ไว้

แต่ไม่ว่าอย่างไรแล้วงานขุดต้องมี เพราะ หนึ่ง จะได้หลักฐานทางวิชาการ สอง จะปลูกสร้างอาคารในพื้นที่ได้อย่างสบายใจไม่ผิดกฎหมาย

 

ถาม- แล้วงานธรณีฟิสิกส์จะเริ่มเมื่อไหร่ครับ

งบจะตกช่วง 24 ธ.ค ดังนั้นต้องทำสัญญาโครงการสำรวจธรณีฟิสิกส์ก่อนงบตก ตอนนี้ได้ส่งรายละเอียดไปให้ ผศ.ดร.กฤษณ์ วันอินทร์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสนอโครงการมาแล้ว ซึ่งถ้าเขาเสนอโครงการกลับมา คิดว่าน่าจะทำสัญญาได้ทัน.

 


รวมลิงค์ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รายงานพิเศษ : เส้นทางข่วงหลวงเวียงแก้วกับการเป็นพื้นที่สาธารณชน

ชาวชม.กว่า200ร่วมโหวตแบบข่วงหลวงฯก่อนประกาศผล 8 ก.ค.นี้ ด้านศูนย์สร้างสรรค์ฯยื่นรองผู้ว่าฯขอระงับกระบวนการ

เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ยื่นผู้ว่าฯ หนุนโครงการประกวดแบบข่วงหลวง

มอบรางวัลแบบชนะข่วงหลวงฯ วัดใจคสช. ยื้องบ 150 ล้านบาท

ข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ยื่นผู้ว่าฯ ถามความคืบหน้า “ข่วงหลวงฯ” หลังยังไม่เกิดการจัดซื้อจัดจ้าง

สน.จังหวัดชม.แจงเรื่อง “ข่วงหลวงฯ” ยันจัดจ้างทันก่อนงบตก

ประชาสังคมชม.เตรียมเปิดเวทีสภาพลเมืองติดตามความคืบหน้าการพัฒนาข่วงหลวงเวียงแก้ว

สน.จังหวัดชม.ตอบคำถามความคืบหน้าพท.สาธารณะกลางเมือง ปัดข่าวลือปล่อยตก-เอกชนฮุบ

ประชาสังคมเชียงใหม่ 11 องค์กร ยื่นจม.ถามคืบหน้าพท.สาธารณะกลางเมือง หลังมีกลุ่มขึ้นป้ายอ้างสิทธิจัดการ

ชาวบ้านส่ายหัว พท.สาธารณะกลางเมืองชม.ส่อแววเป็นหมัน หลังแผนงานแต่ละส่วนไม่ลงตัว

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,141 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.