• 27 มีนาคม 2560 - 17:44 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เปิดผลศึกษาเส้นทางมอเตอร์เวย์ชม.-ชร. หวังเชื่อมต่อ AEC ปชช.หวั่นเวนคืนที่ดินไม่เป็นธรรม-แบ่งแยกหมู่บ้าน

 วันที่ 17 ธันวาคม 2558 - 08:28 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 4,843 ครั้ง พิมพ์

 

ในปี พ.ศ. 2545 กรมทางหลวงได้ศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายเชียงใหม่ – เชียงราย ตามแผนแม่บททางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่ JICA ได้เคยศึกษาไว้ โดยวางแนวเส้นทางจุดเริ่มต้นที่ อ.ดอยสะเก็ด – บ.แม่เจดีย์ - อ.เวียงป่าเป้า - อ.แม่สรวย - สิ้นสุดที่ทางเลี่ยงเมือง จ.เชียงราย ท้ายสุดโครงการได้ถูกพับไป เนื่องจากผลการศึกษาระบุว่า ให้อัตราผลตอบแทนด้านการเงินค่อนข้างต่ำ สาเหตุจากสภาพภูมิประเทศที่ทำให้มูลค่าการลงทุนโครงการค่อนข้างสูง และสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในขณะนั้น

อย่างไรก็ดี มติการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ วันที่ 15 มกราคม 2555 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการของกรอบข้อเสนอแผนงานโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเชียงใหม่ – เชียงราย ที่กรมทางหลวงพิเศษเสนอ กรมทางหลวงจึงเริ่มดำเนินการ โดยในวันที่ 3 พฤษภาคม 2557 ได้ลงนามสัญญาว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งประกอบด้วย บริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท วี เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัท พรี ดีเวลลอปเมนท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้ดำเนินงานศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อคัดเลือกแนวเส้นทาง/รูปแบบที่เหมาะสม พร้อมทั้งออกแบบเบื้องต้น โดยมีระยะเวลาการศึกษา 18 เดือน

ล่าสุดงานศึกษาด้านความเหมาะสมฯได้ดำเนินการเสร็จสิ้น จนได้รายงานออกมาเป็นรูปเล่ม และมีการจัดประชุมสรุปผลการศึกษาของโครงการ (การสัมมนา ครั้งที่ 3) งานศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรมและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และแผนการลงทุน โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองแนวใหม่ สายเชียงใหม่ – เชียงราย ระหว่างวันที่ 16-17 ธันวาคม 2558 (จัดที่เชียงใหม่วันที่ 16 โดยเชิญประชาชนเชียงใหม่และลำปางเข้าร่วมแสดงความเห็น ส่วนวันที่ 17 จัดที่เชียงราย โดยเชิญประชาชนในเขตเชียงรายพะเยาเข้าร่วมแสดงความเห็น)

จากรายงานผลการศึกษาความเหมาะสมฯ ระบุว่า แนวเส้นทางทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายเชียงใหม่ – เชียงรายใหม่ ซึ่งแตกต่างจากแนวที่ JICA ได้เคยศึกษาไว้  มีความเหมาะสม คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ จุดเริ่มต้นโครงการจะเชื่อมต่อกับโครงข่ายทางหลวงหมายเลข 121 โดยตำแหน่งทางเข้าจะอยู่เลยเลยเขตเมืองไปทางทิศตะวันออกที่บริเวณบ้านยางพระธาตุ ต.สันปูเลย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ - อ.แม่ออน (ชม.) - อ.เมืองปาน (ลป.) - อ.แจ้ห่ม (ลป.) – อ.วังเหนือ (ลป.) - อ.เมือง (พะเยา) - อ.แม่ใจ (พะเยา) - สิ้นสุดโครงการ อ.เวียงชัย จ.เชียงราย (ดูภาพประกอบ) รวมระยะทางทั้งสิ้น 184.013 กิโลเมตร

ภาพแผนที่เส้นทาง

รูปแบบถนนโครงการมีสามแบบ หนึ่ง ทางระดับพื้นดิน (128 กม.) แนวเส้นทางส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ที่เป็นที่ราบ มีจุดตัดทางหลวงหรือถนนท้องถิ่นน้อยและอยู่นอกเขตชุมชน  

ภาพรูปแบบระดับพื้นดิน

สอง ทางยกระดับ (32 กม.) ในกรณีแนวเส้นทางจำเป็นต้องยกข้ามจุดตัดทางหลวงสำคัญ หรือแม่น้ำขนาดใหญ่ หรือบริเวณยกระดับข้ามร่องเขา จะออกแบบเป็นสะพาน 2 ช่องจารจร จำนวน 2 สะพาน บนเขตทางกว้าง 50 เมตร โดยพิจารณาเป็นรูปแบบโครงสร้าง 2 ประเภท คือ (1) โครงสร้างสะพานหลัก เป็นโครงสร้างคอนกรีตอัดแรงรูปกล่องชนิดหล่อในที่ (2) โครงการสะพานรอง เป็นโครงสร้างที่มีความยาวและความสูงส่วนล่างไม่มากนัก มีรูปแบบเป็น Hollow box Girder

สาม รูปแบบอุโมงค์ (22 กม.)กรณีที่แนวเส้นทางผ่านพื้นที่เทือกเขาสูงชันจะออกแบบเป็นรูปแบบอุโมงค์ขนาด 2 ช่องจราจร จำนวน 2 อุโมงค์

รูปแบบทางยกระดับ/รูปแบบทางอุโมงค์

พื้นที่โครงการในอยู่ในเขต 36 ตำบล 10 อำเภอ(ดอยสะเก็ด,แม่ออน,เมืองปาน,แจ้ห่ม,วังเหนือ,เมืองพะเยา,แม่ใจ,พาน,เมืองเชียงราย,อ.เวียงชัย) 4 จังหวัด (เชียงใหม่,ลำปาง,พะเยา,เชียงราย) ผ่านพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนประมาณ 8.25 กิโลเมตร(263 ไร่) อุทยานแห่งชาติดอยหลวงประมาณ 6.15 กิโลเมตร(365 ไร่) และอุทยานแห่งชาติแม่ตระไคร้ 3.35 กิโลเมตร(147 ไร่) มีจุดทางเชื่อมเข้าออกทั้งหมด 6 จุด ศูนย์บริการ 1 แห่ง สถานที่บริการ 3 แห่ง ทางข้ามทั้งหมด 41 จุด ทางลอด 35 จุด

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่าโครงการมีความเหมาะสม คุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากกว่าร้อยละ 12 โดยประเมิน EIRR ได้ร้อยละ 12.61 และมีค่า NVP เป็นบวก (3,938.44 ล้านบาท) และค่า B/C Ratio มากกว่า 1 (1.09)

ภาพตารางดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจ

ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม รายงานฯ ได้พิจารณาคัดกรองปัจจัยที่มีความสำคัญครอบคลุมทรัพยากรหลักทั้ง 4 ปัจจัย ได้แก่ทรัพยากรทางกายภาพ ทรัพยากรทางชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต รวมทั้งสิ้น 37 ปัจจัย โดยผลจากการตรวจสอบรายการทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Checklist) พบว่าปัจจัยผลกระทบที่มีนัยสำคัญ จำนวน 28 ปัจจัยที่จะนำไปวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ซึ่งสามารถสรุปผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการแก้ไข ดังนี้

หนึ่ง ด้านคุณภาพอากาศ/เสียง/แรงสั่นสะเทือน จะมีผลกระทบเนื่องจากกิจกรรมก่อสร้างบริเวณที่มีการเปิดหน้าดิน อาจมีฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย และการทำงานของเครื่องจักรอาจก่อให้เกิดเสียงดังในบางช่วงที่มีการดำเนินกิจกรรม และความสั่นสะเทือนที่เกิดจากกิจกรรม การขนส่งวัสดุก่อสร้างอาจให้ก่อให้เกิดความรำคาญบ้าง แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคาร  โครงการวางแนวป้องกัน แก้ไขและลดผลกระทบโดยการ (1) จำกัดความเร็วรถบรรทุกในการขนส่งวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างไม่เกิน 30 กม./ชม. เมื่อวิ่งผ่านชุมชน (2) การดำเนินการก่อสร้างจะต้องอยู่ในช่วงกลางวันเท่านั้น (8:00 - 18:00 น.) (3) ติดรั้วชั่วคราว สูง 2 เมตร บริเวณพื้นที่อ่อนไหวต่อการได้รับผลกระทบ เพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง

สอง สัตว์ป่าในระบบนิเวศน์/สิ่งมีชีวิตหายาก อาจเกิดผลกระทบเมื่อมีกิจกรรมตัดฟันไม้ในเขตทาง เพราะจะรบกวนแหล่งหากิน การทำงานของเครื่องจักรอาจก่อให้เกิดเสียงดังและเสียงสั่นสะเทือน ส่งผลให้เกิดการรบกวนการสื่อสารเชิงสังคมของสัตว์ป่า แหล่งหลบภัยของสัตว์ในระบบนิเวศน์ โครงการวางแนวป้องกันผลกระทบโดยการ (1) จำกัดพื้นที่ตัดฟันต้นไม้ แผ้วทางเฉพาะพื้นที่ในเขตทาง (2) ตรวจสอบดูแลเครื่องมือ เครื่องจักร และติดตั้งอุปกรณ์ลดระดับเสียง (3) ติดตั้งกำแพงสะท้อนเสียงที่ขอบทางใกล้กับจราจรโครงการมากที่สุดในพื้นที่อุทยาน

สาม การคมนาคม/ผู้ใช้เส้นทาง/อุบัติเหตุและความปลอดภัย ผลกระทบที่สำคัญ คือ กิจกรรมการก่อสร้างของโครงการจะต้องมีการตัดผ่านเส้นทางสัญจรเดิม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเชื่อมต่อจราจรทั้งสองฝั่งของทางหลวง และมีการกั้นแนวไว้เป็นพื้นที่ก่อสร้างบางส่วน และปริมาณของรถบรรทุกเพิ่มขึ้นบริเวณถนนโครงข่าย ส่งผลต่อการกีดขวางทำให้ความคล่องตัวของการจราจรลดลง และอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุของผู้ใช้ทาง มาตราป้องกันแก้ไข ได้แก่ (1) การออกแบบและปรับปรุงเส้นทางการเดินทาง หรือทางหลวงเดิมให้ได้รับความสะดวกด้านการเดินทางเทียบเท่าปัจจุบัน ได้แก่ ทางขนาน ทางลอด และทางข้าม (2) ติดตั้งเครื่องหมายเตือน และไฟกระพริบเพื่อใช้ในการเตือนพื้นที่เขตก่อสร้าง (3) หลีกเลี่ยงการขนส่งชม.เร่งด่วน (4) ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้ทางทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับแผนการก่อสร้าง และแนะนำเส้นทางที่สามารถเลี่ยงได้

สี่ การควบคุมน้ำท่วมและการระบายน้ำ การก่อสร้างอาจมีเศษวัสดุก่อสร้างตกหล่นในแหล่งน้ำ ซึ่งอาจไปกีดขวางทางระบายน้ำที่มีอยู่เดิม ทำให้แหล่งน้ำเกิดการตื้นเขิน มาตรการป้องกันแก้ไขได้แก่ (1) ออกแบบอาคารระบายน้ำของโครงการให้สอดคล้องกับทางระบายน้ำที่มีอยู่เดิม และไม่มีส่วนของโครงสร้างลงไปกีดขวางลำน้ำทุกแห่ง (2) การจัดเก็บวัสดุก่อสร้างให้ห่างจากลำน้ำอย่างน้อย 50 เมตร (3) เมื่อดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จจะต้องมีการปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งน้ำให้มีความใกล้เคียงมากที่สุด

ข้อมูลที่น่าสนใจในรายงานฯ

นิรัตน์ ตันสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการ กล่าวว่า จากการดำเนินการศึกษาโครงการจนถึงวันนี้กินเวลาทั้งสิ้น 20 เดือน และได้ผลสรุปเป็นเส้นทางเส้นนี้ ซึ่งปรับจากแผนเดิมมาเป็นแผนใหม่ เพื่อปรับปรุงให้เข้ากับเออีซี มีการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านมากยิ่งขึ้น พัฒนาให้ประเทศกลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงของเออีซี

“การตัดถนนมอเตอร์เวย์ต้องมีการล้อมรั้วหมด จะมีเรื่องของการแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองข้าง ก็ต้องมีมาตรการเยียวยาผลกระทบเหล่านี้ คือ แบบที่หนึ่ง สองข้างทางจะทำอุโมงค์ลอดเชื่อมไปมาระหว่างพื้นที่ได้  แบบที่สองทำมอเตอร์เวย์ยกข้ามไปเลย และพื้นที่ที่มีชุมชน อาจจะต้องมีการเวนคืนพื้นที่เขตทางเพื่อมาทำทางบริการสองข้างเพื่อให้เชื่อมทางได้”

“เราจะมีกำแพงกันเสียง กันรั้วเข้าออกเพื่อให้มีความปลอดภัย มีระบบป้ายข้อความ มีกล้องวงจรปิดระหว่างเส้นทาง มีโทรศัพท์ฉุกเฉิน มีจุดแวะพักระหว่างทาง”

ค่าดำเนินการโครงการทั้งหมด มีค่าออกแบบและค่าก่อสร้างประมาณ 88,000 กว่าล้านบาท ค่าชดเชยเวนคืนที่ดินเบื้องต้น 2,600 ล้านบาท (โดยประมาณ) ค่าบำรุงรักษาและบริหารโครงการตลอด 30 ปี ประมาณ 10,000 ล้านบาท รวมทั้งหมด โครงการนี้ใช้เงิน 101,000 กว่าล้านบาท

มนูญ แสงเพลิง ชำนาญการสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า งานการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงแค่งานศึกษาเบื้องต้นหรือที่เรียกว่า IE ส่วนการศึกษารายละเอียดจะได้ดำเนินการตามขั้นตอน EIA ต่อไป

“เราจัดประชุมทั้งหมดแปดพื้นที่ ทุกอำเภอที่ตัดผ่าน มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 494 ท่านในแต่ละอำเภอ ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการเพราะทางหลวงหมายเลข 118 มีความแออัด มีอุบัติเหตุเนื่องจากทางคดเคี้ยวลาดชัน มีความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมบ้าง ซึ่งเราได้นำไปใส่ไว้ในรายงานเพื่อพิจารณา”

นอกจากนี้ ยังมีการประชุมใหญ่ทั้งหมด 5 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 2,793 คน มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 1,654 คน โดยร้อยละ 75 เห็นด้วยว่าโครงการจะให้ผลประโยชน์ ร้อยละ 59 เห็นว่าโครงการมีผลกระทบ

ภายหลังจากมีการนำเสนอรายงานโครงการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้มีการเปิดเวทีให้ประชาชนผู้เข้าร่วม ซึ่งมาจากเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำปาง ได้นำเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ส่วนใหญ่กังวลเรื่องการเวนคืนที่ดินที่ไม่มีความชัดเจน เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมถึงกรณีถนนตัดผ่านชุมชนทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป และบางส่วนยังเห็นว่าการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่ละเอียดพอ

สำรวจความเห็น ความกังวลอันหลากหลาย จากหน่วยรัฐและประชาชนในพื้นที่

นางพจนีย์ ขจรปรีดานนท์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดลำปาง กล่าวว่า ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองจะมีความรวดเร็วในการเดินทาง ดังนั้นอาจจะไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ที่ตัดผ่านมากนัก จึงอยากเสนอเพิ่มเติมว่า ในจุดพัก ถ้าจะออกแบบให้เหมาะกับคนที่ไม่ได้อยากเดินทางแบบรวดเร็ว ทำให้เขาได้ชื่นชมกับธรรมชาติระหว่างทางจะช่วยให้พื้นที่มีประโยชน์มากขึ้น เช่น  ถ้าออกมาจากตัวเชียงใหม่ และมีทางด้านข้างที่เป็น Local Road ถ้ามีทางวิ่งหรือทางจักรยานได้ ก็จะเสริมในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและนิเวศน์ได้ และในส่วนของสะพานบกที่ได้นำเสนอ ส่วนล่างที่เป็นอุโมงค์ธรรมชาติที่สัตว์สามารถเดินได้ ซึ่งถ้าไปผนวกกับจุดพัก ทำให้มีมุมมองสามารถชมสัตว์และธรรมชาติได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่

ราชปรารถ สมรทิติกร บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เชียงใหม่ทอล์ค ภาคภาษาอังกฤษ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นประโยชน์และเป็นโครงการที่ดี แต่ตนมีคำถามว่า ในเรื่องของการเวนคืนที่ดิน เรามีการชดเชยให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างไร ให้อาชีพเขาอย่างไรบ้าง แล้วโครงการมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในตอนนี้หรือไม่ อัตราเงินคงคลังมีมากพอไหม จีดีพีเป็นอย่างไรบ้าง เศรษฐกิจโดยรวมมีความเหมาะสมหรือไม่ และจะบูรณาการถนนเส้นทางนี้อย่างไร เพื่อจะเข้าไปผนวกกับห้าเหลี่ยมเศรษฐกิจ ทั้งหมดมีการคิดแผนแม่บทไว้อย่างไรบ้าง ขณะเดียวกัน โครงการนี้ฟังดูเหมือนสรุปทุกอย่างไปเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนจะเกิดผลมากน้อยแค่ไหน

นายวันชัย ธรรมศรี  ตัวแทนจาก อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตนอยากจะเสนอสามประเด็น หนึ่ง อำเภอแม่ออนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจังหวัดเชียงใหม่ มีน้ำพุร้อน ถ้ำเมืองออน หมู่บ้านแม่กำปอง ในอนาคตจะมีการสร้างสนามบินนานาชาติแห่งที่สองบริเวณอ.บ้านธิ (จ.ลำพูน) ซึ่งมีอาณาเขตติดกับอ.แม่ออน ก็จะกลายเป็นส่งเสริมการท่องเที่ยว ควรจะคิดทางเชื่อมจุดเข้าออกถนนสาย 1317 เอื้ออำนวยต่อการท่องเที่ยวด้วย

สอง ข้อกังวลและข้อเป็นห่วงใยของราษฎรในพื้นที่ คือ การโยกย้ายและการเวนคืนที่ดิน ทั้งที่ที่มีโฉนดและพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เพราะส่วนใหญ่ราคาสำหรับการเวนคืนจะต่ำ ไม่ได้รับความเป็นธรรม

สาม บริเวณจุดพักรถ กิโลเมตรที่ 19 จะอยู่ตรงพื้นที่ หมู่ 3 หมู่4 และหมู่ 7 ต.บ้านสหกรณ์ อยากจะถามว่า บริเวณจุดพักรถนี้คนในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง

ไกรสิน อุ่นใจจินต์ สำนักศิลปากรที่ 5 ซึ่งดูแลพื้นที่จังหวัดลำปางและพะเยา กล่าวว่า ในช่วงการนำเสนอเห็นว่า มีผลกระทบทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเท่ากับศูนย์ ตนสงสัยว่างานศึกษาต่อไปจะมีศึกษาเพิ่มเติมหรือไม่ และข้อเท็จจริงในพื้นที่จ.ลำปาง และพะเยา ตนได้นำส่งข้อมูลแหล่งโบราณคดีให้บริษัทที่รับทำไปแล้วว่าในรัศมีสองกิโลเมตรจากแนวเส้นทางที่ตัดผ่านมีแหล่งโบราณสถาน และโบราณคดีกี่แหล่ง

“ประเด็นก็คือว่า การศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีที่นำเสนอในเอกสารหรือพาวเวอร์พอยต์ ยังไม่ครอบคลุมชัดเจน โดยเฉพาะความหมายของแหล่งโบราณคดีก็ดี ศาสนสถานก็ดี โบราณสถาน โบราณวัตถุยังเขียนปน ๆ กันอยู่ อย่างที่นำเสนอไว้มีวัด และโบราณสถาน 136 แห่ง แต่พอมากล่าวถึงอีกข้อหนึ่งว่ามีแหล่งโบราณคดีอีกสองแหล่ง ซึ่งก็มีชื่อวัดรวมไปด้วย ผมว่าอันนี้ต้องเขียนใหม่ เขียนรายงานไม่ถูก ก็อยากจะแนะนำว่า ให้ทางคณะทำงานบริษัทที่ปรึกษาจัดจ้างนักโบราณคดีที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เข้ามาสำรวจในพื้นที่จริง ทางคณะทำงานต้องลงพื้นที่ในทุกตำบล เพื่อจะได้รับทราบว่ามีแหล่งโบราณคดีกี่แห่ง มีแหล่งโบราณสถาน แหล่งก่อนประวัติศาสตร์ มีถ้ำ มีแหล่งแวะเที่ยวชมศิลปวัฒนธรรมอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก”

อุทัย สินพิมล อ.วังเหนือ ลำปาง กล่าวว่า พวกตนชาววังเหนือได้เฝ้าติดตาม และคนวังเหนือหวังจะเห็นทางหลวงสายใหม่อย่างมาก แต่ก็วิตกพอสมควร เพราะแนวถนนตัดผ่านที่ดินเกษตรกรรม ซึ่งทุ่งนา หรือไร่ของเราจะมีถนนเพื่อการเกษตรกรรม ดูจากแผนที่แล้วไม่มีการยกระดับเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับถนนเกษตรกรรมในพื้นที่ เพราะฉะนั้นพื้นที่นาตามแปลงจะถูกแบ่งออกเป็นสองแปลง เมื่อถูกแบ่งออกเป็นสองแปลงถนนที่จะเชื่อมนาทั้งแปลงไม่มี

“เมื่อมีถนนเส้นนี้แล้ว ชีวิตเขาจะเปลี่ยน จากที่เขาไปทุ่งนาโดยตรงจากบ้าน เขาต้องอ้อม และเมื่อที่ดินแปลงเดี่ยวถูกแบ่งออกเป็นสองซีก ซึ่งถ้าแปลงที่ถูกแบ่งเหลือนิดเดียว ก็ต้องอ้อมไปทำอีกแปลงในระยะทาง 4-5 กิโลเมตร เป็นไปได้ไหมว่าขั้นตอนการศึกษารายละเอียดจะช่วยดูเรื่องถนนเพื่อการเกษตรกรรมในแปลงไร่นาของเราด้วย”

“นอกจากแปลงนาที่ถูกแบ่งแล้ว บางส่วนของหมู่บ้านอาจจะไม่สามารถติดต่อกันได้ อยากนำเรียนว่าขอความกรุณาคณะกรรมการช่วยคิดค่าตอบแทน เงื่อนไขที่จะคิดค่าชดเชยให้เมื่อสูญเสียไม่ต่ำกว่า 25 ตารางเมตร ควรจะเปลี่ยนเป็นพิจารณาตามความเหมาะสม เพราะที่ดินแปลงใหญ่บางคนถูกตัดเป็นเสี้ยว ก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน”

นายทองสุข ธาตุอินจันทร์ นายกเทศมนตรีตำบลแม่โป่ง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ ตนห่วงว่า หมู่บ้านจะถูกแบ่งแยก เช่น บริเวณบ้านแม่ลาน อยากจะให้ชัดเจนว่า ที่ดินไหนจะเวนคืนบ้าง จะจ่ายค่าเวนคืนอย่างไร และที่ดินทำกินแห่งใหม่จะอยู่ที่ไหน

พิชัย วัชระไพบูลย์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน กล่าวว่า ทุกคนอยากได้เส้นทาง อยากได้ความเจริญ อยากได้เส้นทางเชื่อมต่อเพื่อจะช่วยในเรื่องของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ตนอยากตั้งข้อเกตว่า ในบริเวณที่จะทำอุโมงค์ตัดผ่าน ในทางธรณีวิทยาใกล้บริเวณน้ำพุร้อนมากเพียงใด และจะเกิดผลกระทบทางธรณีวิทยาอย่างไร เพราะถ้ามีผลกระทบอะไรขึ้นมา ทางอุทยานแจ้ซ้อนที่มีจุดขายเรื่องน้ำพุร้อนก็จะสูญเสียจุดขายตรงนี้ไป และที่สำคัญอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำวัง การขุดอุโมงค์ต่างๆอาจกระทบแหล่งน้ำใต้ดิน เพราะน้ำไม่ใช่มีเฉพาะน้ำผิวดิน มีน้ำใต้ดินด้วย

ด้านเจริญพงศ์ มงคลหอมกุล จากสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 2 จ.ลำปาง กล่าวว่า ในการจัดทำอีไอเออยากเสนอว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสอบถามรายละเอียดการจัดทำ เพราะในการจัดทำต้องแสดงให้เห็นถึงผลกระทบหลาย ๆ ด้าน ไม่ใช่แค่เฉพาะป่าไม้ น้ำ ส่วนใหญ่ที่ทำก็จะทำเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ฉะนั้นถ้าจะทำอีไอเอตนขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าประชุมด้วย มิเช่นนั้นก็จะขาดรายละเอียดในแต่ละด้านไป

มานพ คีรีภูวดล ตัวแทนภาคประชาชน กล่าวว่า เท่าที่ศึกษาจากรายงาน การทำมอเตอร์เวย์เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ การคมนาคม ชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อดูการนำเสนอแล้วเห็นว่า ทางด่วนพิเศษผ่านสองหมู่บ้าน อาจจะกลายเป็นเหมือนกำแพงกั้นหมู่บ้าน

“พอมาถึงอุทยานที่มีสัตว์ป่าทั้งหลาย เราทำสะพานให้สัตว์ แต่พอถึงหมู่บ้าน เราทำสะพานข้ามหมู่บ้านได้ไหม หนึ่งจะไม่กระทบวิถีชีวิตคน สอง ด้านใต้สะพานทำเป็นสนามเด็กเล่นได้ เป็นตลาดนัดในหมู่บ้านก็ได้ วิถีชีวิต วัฒนธรรมไม่เสียไป ผู้เฒ่าผู้แก่สามารถเดินไปมาหาสู่กันได้ แม้ว่าสะพานจะมีมูลค่าเป็นร้อยล้าน แต่วิถีชีวิตดีก็คงคุ้มค่า ที่ผ่านมาเมื่อมีการตัดถนนทำให้วิถีชีวิตแปลกแยก บางแห่งพ่อกับลูกอยู่คนละฝั่ง เดือนหนึ่งไปหากันครั้งหนึ่ง ชีวิตสัตว์เรายังห่วง ชีวิตคนในหมู่บ้านควรจะทำให้มีความสุข หวังว่าทางมอเตอร์เวย์จะไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน”

โสภา ดอยสะเก็ด จ. เชียงใหม่ กล่าวว่า การเวนคืนที่ดินเป็นผลกระทบที่ใหญ่มาก เพราะอย่างครอบครัวตนมีที่ดินอยู่แปลงเดียว แนวถนนที่ตัดผ่านจะทำให้ถูกเวนคืนที่ดิน ทำให้ตนไม่เหลืออะไรเลย การสืบทอดมรดกของคนที่เป็นชาวไร่ชาวนา คือ มอบที่ดินให้ลูก หรือถ้าไม่มีเงินให้ลูกก็ให้โฉนดที่ดินไปไว้กับธนาคารเพื่อนำเงินมาลงทุน แต่ถ้าไม่มีที่ดินแล้ว โดนเวนคืน ก็ไม่เหลืออะไรเลย

“อยากฝากหน่วยงานไว้ด้วยว่า ชีวิตของพวกเรา ลูกหลานไปทำงาน พ่อแม่ไม่มีทรัพย์สินให้ การเวนคืน คือ เอาเงินมาให้ ก็อาจจะดี แต่เงินมันไม่เหมือนโฉนดที่ดิน เพราะใช้แล้วหมดไป แต่โฉนดยังเอาไปไว้กับธกส.ได้ ถ้ามีเงินก็ไปไถ่คืน เราคืนที่ดินเพื่อให้ส่วนรวมพัฒนามีความเจริญ แต่ชีวิตคนที่ต้องสูญเสียที่ดินล่ะ วันหน้าอาจจะเป็นโรคซึมเซาจนนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้”

นายนิธิศ อนุ รองนายกเทศมนตรีเมืองปาน จ.ลำปาง กล่าวว่า ตนห่วงเรื่องระบบนิเวศน์ บริเวณพื้นที่ของเราเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร เป็นภูเขา และหุบเขาลาดชัน และส่วนใหญ่ที่ดินทำกินไม่มีเอกสารสิทธิ์ เป็นที่ดินสปก.และทำกินทั่วไป จึงอยากให้หลีกเลี่ยงว่าไม่ขุดเขาได้ไหม แต่ทำเป็นทางเลี่ยงเขา  ตามระยะทาง ถ้าขุดเขาดูแล้วอาจจะเสียป่าไม้มากกว่าที่คำนวณไว้ และอาจไปเปลี่ยนทิศทางน้ำของชาวบ้าน

นิรัตน์ ตันสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโครงการ กล่าวตอบผู้แสดงความเห็นว่า ในส่วนแนะนำจะเพิ่มเติมเพื่อไปออกแบบในรายละเอียดต่อ ในส่วนของปริมาณการสัญจรต่าง ๆ เราได้เอาข้อมูลของรถไฟทางคู่ที่ไปเชียงรายเส้นใหม่จากเด่นชัย เข้ามาผนวกด้วยแล้ว ส่วนข้อมูลสร้างสนามบินใหม่แห่งที่สองยังไม่ชัดเจน และจะมีผลตรงนี้ไม่มากนัก

ในเรื่องของการเวนคืนที่ดิน พยายามทำให้เกิดความยุติธรรม ได้ทำการประชุมในกลุ่มย่อยกับชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ค่อนข้างจะห่วงใยในเรื่องของค่าชดเชย มันมีพ.ร.บ.2530 บังคับไว้ว่าจะต้องมีการสอบราคาจริงที่ซื้อขายกันในท้องตลาด และตัวอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องเป็นราคาปัจจุบัน ไม่ใช่คิดค่าเสื่อมต่าง ๆ ซึ่งรายละเอียดเรื่องการเวนคืนจะการตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดราคา ส่วนเรื่องของการที่จะหาพื้นที่ไปทดแทนตามระเบียบของกรมทางฯ ไม่มี ซึ่งในอนาคตอาจจะต้องพิจารณาเรื่องนี้เป็นพิเศษ เหมือนกับทางกรมชลประทานที่มีพื้นที่ทดแทน เพื่อลดผลกระทบ

“ส่วนในกรณีที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่ว่าไม่ได้ไปครอบครองที่ดินของในส่วนราชการ จะมีคณะกรรมการในการสอบสิทธิ์การครอบครอง ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเข้ามาร่วมด้วย ถ้าพิสูจน์ชัดเจนว่าท่านมีสิทธิ์ถูกต้อง ก็จะได้รับค่าเวนคืนเช่นกัน”

“ลักษณะการจ่ายเงินค่าชดเชยของประเทศไทย รัฐจะจ่ายค่าเชยจากราคาตลาด ซึ่งทางกรมก็ใช้วิธีการนี้ ซึ่งถ้าท่านได้รับการประเมิน แต่ยังไม่พอใจ อย่าเพิ่งรับ เพราะสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ แต่ตอนนี้ไม่อยากให้กังวล เพราะยังอยู่ขั้นตอนการศึกษาเบื้องต้น ยังมีขั้นตอนที่กินเวลาอีก 10 ปี อย่าเพิ่งกลุ้มใจจนนอนไม่หลับ”

นิรัตน์ กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ไป ถ้าขั้นตอนนี้ผ่าน มีความเหมาะสม จะเข้าไปสู่ขั้นตอนของการออกแบบรายละเอียด ซึ่งจะมีการทำแบบ และเข้าไปประชุมทำประชาคมในรายตำบล ซึ่งถ้าเชื่อมสองแปลงไม่ได้ก็อาจจะเพิ่มเติมไปในแบบ เช่น จะเป็นท่อรอดหรือสะพานต่าง ๆ ช่วงนั้นจะเป็นช่วงลงลึกในรายละเอียดจริง ๆ ส่วนเวนคืน ถ้าเวนคืนแล้วทำอะไรไม่ได้ มูลค่าลดลง ก็อาจจะต้องเวนคืนทั้งหมดและจ่ายค่าชดเชย

“ถ้าในขั้นตอนของการออกแบบรายละเอียด แนวที่เราทำการศึกษายังสามารถขยับได้อยู่บ้าง เพราะเรายังไม่ได้ทำอีไอเอ จนกว่าจะอีไอเอจะเสร็จเพราะถึงตอนนั้นก็คงไม่เหมาะสมแล้วเรื่องการให้ชาวบ้านในพื้นที่เข้ามาทำมาหากินจุดพักรถ”

“ส่วนเรื่องการให้ชาวบ้านในพื้นที่เข้ามาทำมาหากินในบริเวณจุดพักรถอาจจะใส่เพิ่มเข้าไปเป็นข้อเสนอแนะพิเศษว่า ให้ชุมชนเข้ามาดำเนินการค้าขายด้วย เพราะบริเวณนั้นออกแบบให้มีร้านค้าต่าง ๆ ด้วย”

วิยภรณ์ อังคณาวิศัลย์ เศรษฐกรชำนาญการพิเศษกรมทางหลวงตอบ กล่าวว่า ขณะนี้กรมทางเรายังไม่มีกฎหมายหรือระเบียบอะไรที่จะดำเนินการชดใช้ที่ดินกับชาวบ้านหรือเกษตรกรทั้งหลาย แต่ขณะนี้ได้เสนอให้ผู้บริหารของกรมทางหลวงให้จัดหาที่ดินทำกิน

มนูญ แสงเพลิง ชำนาญการสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า  ในเอกสารเราประเมินผลกระทบทางตรง คือ ในเขตทางที่ก่อสร้าง 70 เมตร  ซึ่งไม่มีแหล่งโบราณสถาน แต่พื้นที่ใกล้เคียงมี ในส่วนขั้นตอนของการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) จะทำแบบละเอียด คือจะมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญออกไปสำรวจพื้นที่ และจากการศึกษาผลกระทบเบื้องต้น ในส่วนของเรื่องผลกระทบทางธรณีวิทยา และอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จะศึกษารายละเอียดต่อไป  อุโมงค์จะอยู่ระดับสูง ลักษณะธรณีวิทยาเป็นหินแกรนิต ไม่ใช่หินปูน กรณีเรื่องน้ำใต้ดิน ก็จะเป็นอีกเรื่อง ซึ่งจะรับไปศึกษาต่อในขั้นผลศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยละเอียด

“ส่วนการเวนคืนที่ดิน ในขั้นตอนรายละเอียดจะมีการปูโฉนดตามแนวเส้นทางเรียบร้อย ก็จะรู้ว่าแปลงที่ดินของใครมีการตัดแบ่ง ตอนประชุมในรายละเอียดจะมีการประชุมในระดับตำบล ก็จะเอาแบบไปให้ดู ก็จะแก้ไขให้แบบท่อลอดใต้ถนน เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถนำเครื่องมีการเกษตรผ่านไปได้ จากถนนด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่ง ซึ่งจะผ่านตรงไหนบ้างก็จะใช้เวทีการประชุมระดับตำบล เช่น ตำบลนี้ต้องการ 5 จุด ตำบลนี้ต้องการ 3 จุด ผู้ที่ออกแบบรายละเอียดจะไปทำ ซึ่งท่านไม่ต้องกังวลว่า ทำแล้วไม่สามารถไปทำการเกษตรได้ หรือสัตว์ วัวควาย จะไม่สามารถเดินข้ามได้ อันนี้จะใช้ประสบการณ์จากการทำรถไฟรางคู่ ในระหว่างการก่อสร้าง อยากจะเพิ่มเติมตรงไหนก็สามารถทำได้ แต่ที่บอกว่าต้องการไร่ละเท่าไหร่ ตอนนี้คงตอบไม่ได้ว่าให้ได้ไหม แต่เสนอแนะมาได้”

มนูญ แสงเพลิง ชำนาญการสิ่งแวดล้อม กล่าวอีกว่า ประเด็นเรื่องการตัดผ่านหมู่บ้านที่นำเสนอ ถนนตัดผ่านหมู่บ้านมีอยู่ 4 แห่ง มีที่แม่ลานแห่งเดียวที่ถนนอยู่ระดับดิน ที่เหลือเป็นสะพานยกข้ามท้องถิ่นหมด สาเหตุที่แม่ลานไม่ยก เพราะว่า แม่ลาน สามารถทำถนนที่ไปยูเทิร์นได้ และมีการทำเซอร์วิสโรดคู่ขนานด้วย ซึ่งสามารถใช้ถนนเส้นนี้ได้ ไม่แบ่งหมู่บ้าน ส่วนอีกสามหมู่บ้านทำเป็นสะพานข้าม

ส่วนข้อกังวลกระทบทางไหลของน้ำ ในแนวเส้นทางผ่านอุทยานจะทำเป็นอุโมงค์ ที่เหลือจะเป็นสะพานบก ที่วางระยะตอม่อไม่ให้ไปขัดขวางการไหลเส้นทางของน้ำ ในกรณีที่เป็นถนนระดับดินตัดกับลำน้ำธรรมชาติ ตามการศึกษารายละเอียดโดยเฉพาะขั้นตอนอีไอเอจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ตอม่ออยู่ในลำน้ำ.  

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 14,750 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.