• 21 สิงหาคม 2560 - 04:12 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ขุดเจาะก๊าซและเหมืองทอง ชุมชนท้องถิ่นภายใต้ลัทธิเสรีนิยมใหม่

 วันที่ 17 ธันวาคม 2558 - 10:59 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 988 ครั้ง พิมพ์

 

ระหว่างวันที่ 16 - 17 ธันวาคม ที่ห้องประชุมปฏิบัติการชั้น 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดประชุมวิชาการ 72 ปี ชยันต์ วรรธนะภูติ “สังคมศาสตร์: อำนาจและความรู้ของคนชายขอบ” ในช่วงการเสวนาวิชาการ "ความรู้ อํานาจ และ คนชายขอบในบริบทเสรีนิยมใหม่" มีเนื้อหาที่น่าสนใจโดยเฉพาะความเคลื่อนไหวเรื่องการขุดเจาะก๊าซในภาคอีสาน ซึ่งนำเสนอโดย ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ กล่าวถึงปัญหาการขุดเจาะปิโตรเลียมในภาคอีสานว่า การเคลื่อนของภาคประชาสังคมด้านพลังงานในปัจจุบันมุ่งไปที่เรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ แต่ไม่ค่อยได้พูดถึงความทุกข์ของชาวบ้านซึ่งมีมานานนับ 30 ปี สำหรับภาคอีสานปัญหานี้รุนแรงขึ้นเมื่อประมาณ 1 ปีเศษ แผ่นดินอีสานเกือบทั้งหมดมีก๊าซและน้ำมัน ซึ่งกำลังถูกจัดสัมปทาน หากมีการสัมปทานรอบที่ 21 จะมีจังหวัดหนองคายแห่งเดียวที่ไม่การสัมปทานในพื้นที่ ปัญหาของการขุดเจาะปิโตรเลียมมีหลายประเด็นคือ การให้สัมปทานเป็นนโยบายของรัฐที่ให้เอกชนเข้ามาใช้ทรัพยากร ซึ่งรัฐบาลทุกสมัยไม่เว้นแต่รัฐบาลปัจจุบันล้วนให้การสนับสนุน โดยภาคเอกชนทั้งหมดเป็นบรรษัทข้ามชาติ อาทิ กลุ่มทุนจากอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ขั้นตอนการสัมปทานนั้นกีดกันชาวบ้านตั้งแต่แรก เพราะเป็นการประมูลกันที่รัฐส่วนกลาง ชาวบ้านไม่รับรู้ หรือจะรู้ก็ต่อเมื่อมีการสำรวจพื้นที่ก่อนขุดเจาะ

เมื่อเอกชนได้รับสัมปทานจะเข้ามาดำเนินการสำรวจ ก็ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลกับชุมชน หรือกระทั่งเจ้าของที่ดิน บริษัทถือวิสาสะเข้าไปขุดหลุมเพื่อฝังระเบิด สำรวจว่าเหมาะแก่การตั้งหลุมขุดเจาะตรงจุดไหน โดยการขุดเจาะทำให้ที่นาชาวบ้านเป็นหลุม ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำบาดาล เมื่อชาวบ้านคัดค้านก็ปฏิเสธการเจรจา หลายกรณีชาวบ้านต้องไปฟ้องร้องต่อศาล และในยุคปัจจุบันบริษัทให้ชาวบ้านที่คัดค้านไปเจรจากับทหาร ในแปลงสัมปทานมีการฝังระเบิดหลายหมื่นลูก โดยได้รับการอนุญาตจากกระทรวงกลาโหม กรณีหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ชาวบ้านไม่ยินยอม กลายความขัดแย้งระหว่างเอกชนกับประชาชน

ขั้นตอนการขุดเจาะก๊าซและน้ำมัน ต้องมีการทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แต่ข้อเท็จจริงพบว่าไม่มีการเปิดเผยรายงานเหล่านั้นให้แก่ชุมชน พื้นที่ขุดเจาะจริงไม่ตรงกับพื้นที่ที่ศึกษาอีไอเอ บางหลุมห่างจากชุมชนเพียงแค่ 300 เมตร

นอกจากนี้การจัดเวทีต่าง ๆ พบว่ามีการใช้อำนาจรัฐเข้ากีดกัน คุกคาม ไม่ใช้ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วม ล่าสุดมีการจัดเวทีที่กาฬสินธุ์ก็มีทหาร ตำรวจมาคุ้มกันเวทีอ้างว่าป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดี หรือมีการแจกเสื้อ กระเป๋า

การขุดเจาะปิโตรเลียมเรื่องใหญ่มาก คือ ส่งผลกระทบต่อชุมชนในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม แหล่งน้ำ ระบบนิเวศ ผลผลิตทางการเกษตร

ชาวบ้านเป็นผู้แบกรับ คือ ชาวบ้านที่อยู่รอบแท่นขุดเจาะ เมื่อชาวบ้านลุกขึ้นมาการต่อสู้แทนที่จะได้คลี่คลายกับมีการซ้ำเติมทำให้เกิดความทุกข์เชิงสังคมเพิ่มขึ้นมา มีผลกระทบทางด้านสุขภาพ เพราะการขุดเจาะก๊าซจะมีก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือก๊าซไข่เน่ารั่วขึ้นมาที่จ.กาฬสินธุ์ มีคนป่วย 200 ราย เนื่องจากหลุมอยู่ติดกับชุมชน ป่วยหนักถึงขั้นหมดสติประมาณ 600 ราย บางรายมีอาการปากเบี้ยวต้องช็อตไฟฟ้าราว 40 ครั้งกว่าเพื่อรักษาให้ปากกลับคืนสภาพเดิม สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ ยอมรับกับนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า มีชาวบ้านป่วยจากไฮโดรเจนซัลไฟด์และบริษัทยังค้างค่ารักษาพยาบาลอยู่ นอกจากนี้พืชผลทางการเกษตรใกล้แปลงขุดเจาะตายไปด้วย

ที่อุดรธานีชาวบ้านไม่สามารถใช้น้ำจากบ่อน้าได้เลย ต้องซื้อน้ำอุปโภคบริโภค ผลผลิตทางการเกษตรเทียบก่อนการเผาก๊าซยางพาราลดลง 60 เปอร์เซ็นต์ ข้าวและมันสำปะหลังลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ พบชาวบ้านป่วย 100 กว่าราย มีการประท้วงปิดแท่นขุดเจาะ สุดท้ายบริษัทยอมจ่ายค่าชดเชยเรื่องสุขภาพจำนวนหนึ่ง

เมื่อเกิดปัญหาขึ้นทุกแปลงใช้วิธีการตั้งคณะกรรมการไตรภาคีขึ้นมา เพื่อให้ชาวบ้านมานำเสนอข้อมูลหรือร้องเรียนผ่านกลไกไตรภาคี (เจ้าหน้าที่รัฐ บริษัทเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ซึ่งที่สุดกลายเป็นกลไกในการปิดล้อมชาวบ้านไม่ให้เคลื่อนไหว แม้กระทั่งการจัดสัมมนาทางวิชาการยังถูกเรียกไปปรับทัศนคติ

นอกจากนี้สิ่งที่คนไทยควรจะกังวลกับการขุดเจาะก๊าซในภาคอีสาน คือ การนำเทคโนโลยีแฟรกกิง (fracking) มาใช้ (ประชาธรรม: แฟรกกิง คือ ระบบการขุดเจาะสำรวจและปิโตรเลียม ด้วยวิธีการผสานเทคโนโลยีการทำให้หินแตกตัวด้วยน้ำกับเทคโนโลยีการขุดเจาะในแนวนอนเข้าไว้ด้วยกัน โดยจะทำการฉีดน้ำผสมสารเคมี และทรายจำนวนมหาศาลลงใต้ดิน ทำความเข้าใจเทคโนโลยีแฟรกกิงเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=RF3OwhhoOak) เทคโนโลยีจะนี้จะสลายชั้นหินต่าง ๆ เพื่อทำให้ก๊าซขึ้นมาได้เร็วที่สุด ผลของมัน คือ ทำให้เกิดปนเปื้อนของสารเคมีต่าง ๆ ในแหล่งน้ำบาดาล ฯลฯ จึงทำให้เกิดการต่อต้านในอเมริกา ยุโรป หรือกระทั่งในออสเตรเลีย การขุดเจาะสำรวจก๊าซจะทำให้เกิดกิจกรรมต่อเนื่องอย่างอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เช่น กรณีน้ำพอง พื้นที่มาบตาพุด กรณีที่นามูล จังหวัดขอนแก่นก็จะมีการตั้งโรงงานแยกก๊าซ ชุมชนจะอยู่กับความเสี่ยงไม่เพียงแท่นขุดเจาะแต่จะเกิดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วอีสาน

ปัญหาเหมืองทอง

กรณีเหมืองทองอย่างวังสะพุง จ.เลย หลังจากมีการทำเหมืองในระบบเปิดและโรงแต่งแร่ น้ำในลำห้วยต่าง ๆ ที่ชุมชนเคยใช้รวมถึงน้ำบาดาลไม่สามารถใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ ปี 2551 กรมควบคุมมลพิษตรวจคุณภาพน้ำในพื้นที่วังสะพุง พบว่ามีสารหนู แมงกานีส แคดเมียม ทั้งในระบบน้ำประปาและบาดาล ปี 2553 ตรวจเลือดชาวบ้านจากจำนวน 700 ราย พบว่ามีไซยาไนด์ในเลือดเกินค่าปกติ 124 ราย สารปรอทเกินค่าปกติ 50 ราย โดยบริษัทอธิบายว่าค่าสารพิษในเลือดที่เกินมาตรฐาน เนื่องจากชาวบ้านไปกินมันสำปะหลังดิบและใช้เครื่องสำอางค์

ชาวบ้านที่นี่เจอทั้งอำนาจ อิทธิพลและการนำกฎหมายมาปิดปากไม่ให้เผยแพร่ความทุกข์ของตนเอง ล่าสุด คือ การฟ้องเด็กที่ทำข่าวพลเมือง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทุก ๆ รัฐบาล หลังการรัฐประหารชาวบ้านที่นี่ถูกบังคับให้ปรองดองก่อนที่อื่น นิสิตของผมจะลงภาคสนาม อาจารย์ก็ต้องไปปรับทัศนคติก่อน และลูกศิษย์ของผมทุกคนจะต้องส่งชิ้นงานให้เขาพิจารณา

กรณีเหมืองทองพิจิตร พบว่า ผู้ได้รับสัมปทานเป็นบริษัทจากออสเตรเลีย มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับอดีตนักการเมืองตระกูลเรืองสุวรรณ ในสมัยรัฐบาลทักษิณ การเข้ามาของบริษัทในพื้นที่ทำผ่านการกว้านซื้อที่ดิน โดยตั้งบริษัทบังหน้า ตอนนี้ที่ดินทั้งหมดในเขตทับคล้อและรอยต่อกับเพชรบูรณ์ เป็นพื้นที่ที่ถูกครอบครองโดยบริษัทเอกชนทั้งหมด ชาวนากลายเป็นคนเช่าที่ของบริษัท วัดเขาหม้อจากวัดที่ใหญ่มาก ตอนนี้กลายเป็นวัดร้าง ไม่มีกิจกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น จากการตรวจเลือดชาวบ้านในพื้นที่เขาหม้อ จ.พิจิตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสร้างเหมืองทอง รอบแรก 700 ราย มีแมงกานีสเกินค่าปกติ 400 ราย นอกจากนี้ยังมีโลหะอื่น เช่น สารหนู รัฐแก้ปัญหาโดยให้คูปองแลกผัก 40 บาทต่อสัปดาห์ สุดท้ายก็ยังมีการต่อสู้ของครอบครัวคุณสื่อกัญญา ชาวเขาหม้อ และเพื่อนบ้านที่ไม่อพยพไปไหน เผชิญการข่มขู่ทั้งการยิงปืนในเวลากลางคืน เอาหัวหมามาโยนทิ้งหน้าบ้าน

ในช่วงสุดท้ายของการนำเสนอ ไชยณรงค์ นำแนวคิดของเดวิด ฮาร์วี มาสรุปว่า ชุมชนตกอยู่ภายใต้การสะสมทุนโดยการเบียดขับ ที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐมีนโยบายให้เอกชนเข้ามาใช้ทรัพยากรผ่านระบบการให้สัมปทาน ป่าในภาคเหนือที่หมดไปก็เพราะระบบสัมปทานหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง กฎหมายทั้งหมดที่มีล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ไม่ต้องพูดถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมดปกป้องทุนมากกว่าปกป้องสิ่งแวดล้อมและชาวบ้าน ชาวบ้านถูกกีดกันออกไปจากกระบวนการตัดสินใจ ถูกละเมิดสิทธิแต่รับผลกระทบ แล้วต้องรับภาระในการพิสูจน์ถึงการได้รับผลกระทบนั้น และยังถูกปิดล้อมจากอำนาจที่ถูกกฎหมาย และอิทธิพลที่ผิดกฎหมาย เช่น การฟ้องชาวบ้านที่ออกกฎระเบียบชุมชนไม่ให้มีการขนแร่ในชุมชน ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายรวมแล้วทั้งหมด 200 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีวิธีการอื่น ๆ ที่รัฐและทุนนำมาใช้ เช่น ไตรภาคีที่กล่าวถึงไปแล้ว.

หมายเหตุ เก็บจากเวที “สังคมศาสตร์ อำนาจและความรู้ของคนชายขอบ” เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,391 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.