• 27 มีนาคม 2560 - 17:46 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติเรียกร้องรัฐไทยแก้ปัญหานายหน้า-พัฒนาระบบคุ้มครองสิทธิแรงงาน

 วันที่ 18 ธันวาคม 2558 - 10:01 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 494 ครั้ง พิมพ์

 

ภาพประกอบจาก http://www.mapfoundationcm.org/



เนื่องในวันที่ 18 ธันวาคม 2555 ของทุกปีตรงกับวันแรงงานข้ามชาติสากล เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ ได้ออกแถลงการณ์เพื่อแรงงานข้ามชาติจากประเทศเมียนมาร์ กัมพูชา ลาว โดยมีเนื้อหาดังนี้

ในประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติประมาณ 4 ล้านคน จากประเทศเพื่อนบ้านเช่นเมียนมาร์ ลาวและกัมพูชา และจากแรงงานเหล่านั้น ประมาณ 3 ล้านคนเป็นแรงงานจากเมียนมาร์ และการทำงานของแรงงานเหล่านั้นนานถึง 20 ปีมาแล้ว

การเข้ามาทำงานในประเทศไทยของแรงงานเหล่านั้นไม่ใช่กระบวนการและกลไกของรัฐบาลประเทศต้นทางเพราะฉะนั้นต้องเจอปัญหาต่าง ๆ อย่างเช่นถูกเอารัดเอาเปรียบโดยนายหน้า และตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เป็นต้น

ทั้งรัฐบาลประเทศต้นทางและประเทศปลายทางที่รับแรงงานข้ามชาติเหล่านั้น ไม่มีมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ประสบปัญหาและไม่มีนโยบายที่แก้ไขปัญหาระยะยาวและยั่งยืน การแก้ไขปัญหานั้นเป็นเฉพาะหน้า และขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ และสถานการณ์ เหมือนการรักษาโรคโดยใช้ยาแผนโบราณที่ไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้แต่บรรเทาอาการบ้าง บ้างครั้งนโยบายของรัฐบาลนั้นนอกจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้ในการเอารัดเอาเปรียบแรงงานได้อีกด้วยนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน

อย่างเช่นกระบวนการการพิสูจน์สัญชาติ และการนำเข้าแรงงานโดยผ่าน MoU เพื่อจะเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมายนั้นเป็นหลักฐานที่เห็นได้ชัด มีแรงงานจากประเทศเมียนมาร์ประมาณ 1.7 ล้านคนที่ผ่านกระบวนการการพิสูจน์สัญชาติ และถือหนังสือเดินทางชั่วคราว รัฐบาลประเทศเมียนมาร์และรัฐบาลประเทศไทย กำหนดค่าหนังสือเดินทางชั่วคราวไว้ว่า 550 บาท และสำหรับค่าวีซ่า 2 ปี 500 บาท รวมทั้งสิ้นแค่ 1,050 บาท เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่แรงงาน อย่างไรก็ตามแรงงานจากประเทศเมียนมาร์ต้องจ่ายให้กับนายหน้าหรือบริษัท อย่างน้อย 5,500 บาท และมากถึง 9,000 บาท

การพิสูจน์สัญชาตินั้นไม่สามารถทำเองได้ และจะต้องสมัครผ่านการบริษัทที่เจ้าหน้าที่รัฐทั้งสองฝ่ายติดต่อไว้เท่านั้น ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่รัฐบาลกำหนด ถึงแม้ว่าเป็นวัตถุประสงค์ที่ดีและเพื่อประโยชน์ของแรงงานก็ตาม ความไม่โปร่งใสในการดำเนินการของรัฐบาลทั้งสองฝ่ายนั้น แรงงานถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างน้อย 3,000 บาทต่อคน และถ้าคิดกับแรงงาน 1.7 ล้านก็ 5,100 ล้านบาท

เนื่องจากนโยบายรัฐที่ไม่ยั่งยืน ผลกระทบที่ตามมา คือ แรงงานที่จ่ายเงินมากหมายไปแล้วนั้นไม่ทราบชะตากรรมของตนเนื่องจากวีซ่า 6 ปี สิ้นสุดไปแล้วแรงงานบางส่วนต้องทำงานต่อในฐานะแรงงานที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และอีกแรงงานนับแสนคนที่วีซ่า 6 ปี จะสิ้นสุดในไม่ช้านี้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลทั้งสองฝ่ายยังไม่มีนโยบายในการแก้ไขสถานการณ์นี้เลย ในขณะเดียวกันแรงงานที่ผ่าน MoU เข้ามาทำงานนั้นอย่างที่เรียนไปแล้วว่าต้องจ่ายเงินหลายเท่าที่รัฐบาลกำหนด แรงงานผ่าน MoUเหล่านั้นได้รับอนุญาตทำงาน 4 ปี หลังจากนั้นจะต้องกลับไปที่ประเทศต้นทาง และถ้าอยากจะมาทำงานต่อจะต้องผ่าน MoU กลับเข้ามา นี่คือนโยบายที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายตกลงกัน นโยบายเหล่านั้นจะเพิ่มค่าใช้จ่ายและภาระให้แก่ฉะเพราะแรงงานเท่านั้นเพิ่มค่าใช้จ่ายและภาระให้แก่นายจ้างอีกด้วย

ดังนั้น แรงงานแทนที่จะกลับไปประเทศต้นทางแล้วกลับเข้ามาใหม่เพื่อลดค่าใช้จ่าย และความยุ่งยาก เลือกทางที่ง่าย คือ จดทะเบียนในศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (one stop service) เพราะฉะนั้นวัตถุประสงค์เดิมของรัฐบาลที่ทำให้แรงงานถูกกฎหมายนั้นไม่ประสบความสำเร็จ แรงงานเหล่านั้นก็ได้รับอนุญาตทำงานในเฉพาะพื้นที่ออกบัตรให้

อย่างที่กล่าวมาแรงงานที่ประสบปัญหามากมาย เช่น ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ถูกบังคับใช้แรงงานราคาถูก ถูกละเมิดสิทธิแรงงานต่าง ๆ รวมถึงค่าแรงขั้นต่ำ ขาดความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ไม่ได้รับค่าชดเชยจากอุบัติเหตุในการทำงาน ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม และถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้รับเหมา เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจากไม่มีนโยบายที่ยั่งยืน และการดำเนินการนโยบายที่ขาดประสิทธิภาพ

โดยสมัยที่มีเทคโนโลยีและสารสนเทศที่ทันสมัย ยังไม่มีนโยบายที่คุ้มครองสิทธิแรงงาน และการเคลื่อนย้ายที่ปลอดภัยของแรงงานนั้นเป็นที่น่าเสียใจมาก ดังนั้น ขอเรียกร้องแทนแรงงานเมียนมาร์ในประไทยเนื่องในวันแรงงานข้ามชาติสากล ดังต่อไปนี้

1.รัฐบาลต้องกำหนดและดำเนินนโยบายที่ง่าย และโปร่งใสให้แก่แรงงานที่สิ้นสุดอายุวีซ่า 6 ปี และการสิ้นสุดอายุวีซ่า 4ปี ของแรงงาน MoU โดยเร็วที่สุด ในการที่จะได้มีสิทธิ์ในการทำงานต่อไปในประเทศไทย โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการนายหน้า

2.รัฐบาลต้องกำหนด และดำเนินนโยบายเพื่อการเคลื่อนย้ายที่ปลอดภัยของแรงงานโดยการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในการตัดสินใจร่วม และข้อเสนอแนะจากภาคแรงงาน

3.รัฐบาลต้องติดตามและดำเนินการในเรื่องสิทธิ์ที่แรงงานควรจะได้รับตามนโยบาย และกฎระเบียบที่วางไว้

4.รัฐบาลต้องพัฒนากลไกธรรมเนียมแบบการทำงานอย่างมีส่วนร่วมระหว่าง ภาครัฐ นายจ้าง และแรงงาน

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 14,750 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.