• 21 สิงหาคม 2560 - 04:12 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ย้อนดูคดีที่ดินไร่ดงจ.ลำพูน พื้นที่นำร่องปฏิรูปที่ดิน ก่อนศาลฎีกาพิพากษา

 วันที่ 22 ธันวาคม 2558 - 12:32 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,754 ครั้ง พิมพ์

 

ซ้ายสุด-สืบสกุล กิจนุกร/ขวาสุด-นายรังสรรค์ แสนสองแคว



คดีประวัติศาสตร์เรื่องการปฏิรูปที่ดินลำพูน ซึ่งกินเวลายาวนานกว่า 12 ปี  (ตั้งแต่ปี 2546เป็นต้นมา)  กำลังมาถึงจุดชี้ขาด อีกคราหนึ่ง เมื่อศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษา ในวันพรุ่งนี้ (23 ธันวาคม 2558)  เวลา 9.00 น. ณ ศาลจังหวัดลำพูน โดยมีนายรังสรรค์ แสนสองแคว เป็นจำเลยที่ 1 และนายนายสืบสกุล กิจนุกร จำเลยที่ 2

หากเราย้อนดูคดีที่ดินในจังหวัดลำพูน  คดีนี้จะเป็นอีกคดีหนึ่งที่ข้อพิพาทระหว่างนายทุนกับชาวบ้านในพื้นที่ดำเนินมาถึงขั้นฎีกา โดยคดีที่โด่งดังก่อนหน้านี้ คือ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องคดีบุกรุกที่ดินของ นายสืบสกุล กิจนุกร และนายรังสรรค์แสนสองแคว เนื่องจากโจทย์ไม่สามารถหาพยานเชิงประจักษ์ได้ ส่วนนายประเวศ ปันป่าให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 358,365(2) จำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา

ส่วนกรณีคดีนี้  เป็นปัญหาเรื่องข้อพิพาทระหว่างนายทุนกับชาวบ้านเช่นกัน โดยนายรังสรรค์ แสนสองแคว กับชาวบ้านรวม 16 คน ถูกฟ้องเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2546 โดยมีรายละเอียดดังนี้

คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1376/2446 คดีหมายเลขแดงที่ 2618/2559  ศาลจังหวัดลำพูน ระหว่าง พนักงานอัยการ โจทก์  , นางศรีไทย นันท์ขว้าง และ นางสังวาลย์ นันท์ขว้าง โจทก์ร่วม กับ นายรังสรรค์ แสนสองแคว จำเลยที่ ๑ กับพวกรวม ๑๖ คน ในข้อหาร่วมกันบุกรุกยึดถือครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น

 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2549 โดยพิพากษาว่า พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่ปรากฏจากการนำสืบยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสิบหกร่วมกับกลุ่มชาวบ้านกระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้กับจำเลยทั้งสิบหก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง พิพากษายกฟ้อง

 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาและศาลอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2553 พิพากษาแก้เป็นว่า  จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ มีความผิดตามมาตรา 256(2) ประกอบมาตรา 362 จำคุกคนละ 1 ปี ส่วนจำเลยที่ ๓ ถึงจำเลยที่ ๑๖ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลจังหวัดลำพูนนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในวันที่ 23 ธันวาคม 2558

 

ความน่าสนใจของคดีมีอยู่ว่า พื้นที่ บ้านไร่ดง หมู่ที่ 3 ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องเรื่องการปฏิรูปที่ดิน โดยเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 คณะรัฐมนตรีประชุมเห็นชอบให้มีการดำเนินงานโครงการนำร่องแก้ไขปัญหาที่ดินของเกษตรกรรายย่อยไทยเข้มแข็ง ภายใต้นโยบายกองทุนธนาคารที่ดิน และต่อมาคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2554 ได้พิจารณากรณีโครงการนำร่องธนาคารที่ดินภาคเหนือ ๕ หมู่บ้าน ให้ดำเนินโครงการดังกล่าวในกรอบวงเงิน ๑๖๗ ล้านบาท โดยดำเนินการในพื้นที่ ๕ หมู่บ้าน ได้แก่

1.1) บ้านไร่ดง หมู่ที่ 3 ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

1.2) บ้านแม่อาว หมู่ที่ 3ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

1.3) บ้านแพะใต้ หมู่ที่ 7 ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน

1.4) บ้านท่ากอม่วง หมู่ที่ ๓ ตำบลหนองปลาสวาย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน

1.5) บ้านโป่ง หมู่ที่ ๒ ตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 

ต่อมา ปี พ.ศ. 2554  ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินขึ้น ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 128 ตอนที่ 33 ก ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2554

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 เป็นต้นมาจะเห็นได้ชัดว่ามีการพยายามแก้ไขปัญหามาโดยตลอด มีคำสั่งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่สาธารณะประโยชน์และที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้าง ที่ 3/2556 เรื่องการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีปัญหาที่สาธารณะประโยชน์ทับซ้อนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของราษฎร และการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม 9คณะ ในส่วนจังหวัดลำพูนอยู่ในคณะทำงานลำดับที่ 1.5 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเป็นประธาน ได้มีการประชุมและมีการเจรจาตกลงซื้อที่ดินกับกลุ่มเอกชนผู้ถือครองเอกสารสิทธิ์ ในพื้นที่บ้านไร่ดง หมู่ที่ 3 ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง จำหวัดลำพูน (ปัจจุบันแยกหมู่บ้านเป็นบ้านใหม่ป่าฝาง หมู่ที่ 15ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน) ใช้งบประมาณในการจัดซื้อที่ดิน น.ส.3 ก. จำนวน 10 แปลง  ราคา 3,800,000 บาท คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๔ รับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่สาธารณประโยชน์ ที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้างและเหมืองแร่ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายถาวร เสนเนียม) เป็นประธานในคณะอนุกรรมการๆได้เสนอให้มีการจัดซื้อที่ดิน เพื่อดำเนินการเป็นพื้นที่นำร่องในรูปแบบของธนาคารที่ดิน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ โดยให้การสนับสนุนงบประมาณ เป็นเงินจำนวน 167,960,000 บาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 อนุมัติงบประมาณรายจ่าย งบกลางรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลางรายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ "โครงการนำร่องการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรรายย่อยไทยเข้มแข็งภายใต้นโยบายกองทุนธนาคารที่ดิน     แต่เนื่องจากในขณะนั้นสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถาบันฯ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้

ต่อมาเมื่อ วันที่ 21 พฤษภาคม 2556 คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษารับทราบและเห็นชอบในหลักการการแก้ไข้ปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม กรณีการดำเนินการโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ทั้งนี้ ให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เร่งดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย โดยประสานรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณในการดำเนินการกับสำนักงบประมาณ แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

จนถึงรัฐบาลปัจจุบันโดยพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดตั้งธนาคารที่ดิน จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร, ผู้อำนวยการสถาบัน และบรรจุพนักงานเพื่อดำเนินงานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 โดยมี นายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (บจธ.)

เมื่อวันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2558 ทางสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (บจธ.) นำโดย นายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (บจธ.) พร้อมกับที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เดินทางเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง สำรวจสภาพพื้นที่ และลักษณะทั่วไปของชุมชนตามโครงการนำร่องธนาคารที่ดินพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน ในการลงพื้นที่ครั้งนี้นายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ได้รับทราบปัญหาที่ดินและอีกปัญหาสำคัญคือ เรื่องคดีความ โดยนายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ได้ชี้แจงต่อชาวบ้านที่มาร่วมฟังเรื่องแนวทางการดำเนินการโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน โดยจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ 6-8 เดือน หากได้รับการอนุมัติให้ใช้งบประมาณจาก ครม.  และเรื่องคดีความทางสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน(บจธ.)พร้อมให้ความร่วมมือในการแถลงต่อศาล ให้ทราบถึงแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ทั้งนี้ ได้ขอความเมตตาต่อศาลในการเลื่อนการอ่านคำพิพากษาไปก่อน

ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาทางชุมชนร่วมแก้ไขปัญหาที่ดินบริเวณพิพาทร่วมกับหน่วยงานรัฐมาโดยตลอด หน่วยงานรัฐยอมรับและพร้อมแก้ไขปัญหาในหลากหลายช่องทาง แต่เนื่องด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองก่อนหน้านี้ยังไม่สงบการแก้ไขปัญหาเป็นไปได้ยาก ในปัจจุบันรัฐบาลได้มีการจัดตั้งสถาบันและบุคลากรตามคำแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ วันที่ 12 กันยายน 2557 ความสำคัญใน “ข้อ 9.3 ...เร่งรัดการจัดสรรที่ดินให้แก่ผู้ยากไร้โดยไม่ต้องเป็นกรรมสิทธิ์ แต่รับรองสิทธิร่วมในการจัดการที่ดินของชุมชน กำหนดรูปแบบที่เหมาะสมของธนาคารที่ดินเพื่อให้เป็นกลไกในการนำทรัพยากรที่ดินมาใช้ประโยชน์สูงสุด”

ฉะนั้น คำพิพากษาในวันพรุ่งนี้จะเป็นอีกบทสะท้อนหนึ่งว่า กระบวนการยุติธรรมไทยมองเรื่องการปฏิรูปที่ดินกับการพิจารณาคดีในข้อกฎหมายอย่างไร.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,391 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.