• 19 ตุลาคม 2560 - 19:46 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

พล ชาวลีซู พลิกชีวิตจากการทำไร่มาสู่เจ้าของกิจการโอทอป

 วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 - 15:36 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,172 ครั้ง พิมพ์

 

เรื่องและภาพโดย ลลิดา พิงคะสัน นักศึกษาฝึกงานประชาธรรม คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่



เมืองเชียงใหม่ เต็มไปด้วยผู้แสวงหาโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น สิทธิชัย วัชระคุณากร หรือ พล  หรือ อาฉือ ชาวลีซูจากบ้านเวียงกลาง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ก็เป็นหนึ่งในผู้แสวงหาโอกาสเหล่านั้น ด้วยความที่ไม่อยากทำไร่ทำนาเหมือนคนรุ่นพ่อแม่ งานหนัก และไม่มีเงินเก็บที่เพียงพอเลี้ยงครอบครัวได้  เขาจึงมุ่งหน้าสู่เมืองเชียงใหม่เพื่อแสวงหาอาโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิต และเข้ามาเป็นสมาชิกบ้านลีซู สันลมจอย ที่ได้รับการยอมรับจากคนเมืองที่อยู่มาก่อนจนได้ตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านสันลมจอยในปัจจุบัน

เริ่มชีวิตจากที่ไม่มีอะไรติดตัว  ลงจากดอยมาตัวเปล่า พร้อมกับภรรยาและลูกน้อยในครรภ์ เขาเลี้ยงชีพด้วยการซื้อซาเล้งมาขายลูกชิ้น ปลาหมึก ตามงานเทศกาลต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 4 – 5 ปี แต่รายได้ก็ไม่ดีนัก จึงตัดสินใจไปรับจ้างก่อสร้างที่ประเทศไต้หวัน เป็นระยะเวลา 2 ปี และกลับมาวางแผนไว้ว่าจะกลับไปไต้หวันอีกเพื่อเก็บเงินอีกสักก้อน แต่ภรรยาไม่เห็นด้วย เขาจึงหาลู่ทางประกอบอาชีพใหม่ และเป็นที่มาของมาของการเปิดร้านค้าในตลาดจตุจักรที่กรุงเทพฯ จนนำมาสู่ความสำเร็จในชีวิตเกินคาดคิด

พี่พล เล่าว่า เขามีเพื่อนที่รู้จักกันไปเปิดร้านที่นั่นก่อน และชักชวนไปเปิดร้านด้วยกันเพราะเห็นว่ารายได้ดี ตอนนั้นเขาเองมีเงินทุนเพียง 8,000 บาท ตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปเช่าห้องแถวเปิดร้าน ซึ่งในตอนนั้นราคาเช่า 1,500 บาทต่อเดือน พี่พลเปิดร้านขายขันโตกทั้งที่ผลิตเอง และเป็นของเก่าจากบนดอย รวมถึงของเก่าอื่น ๆ เช่น คันธนู เป็นต้น หลังเปิดร้านได้เพียง 2 อาทิตย์ จุดเปลี่ยนชีวิตของเขาก็เกิดขึ้น เมื่อมีลูกค้ามาสั่งออร์เดอร์ขันโตกถึง 100,000 ใบ ทำให้เขามีเงินทุนก้อนใหญ่ไว้ใช้ในกิจการ

หลังจากนั้นความโชคดีก็ยังมาไม่หยุด เมื่อพี่พลตัดสินใจรับกระเป๋ากระจูดที่พ่อค้าทางภาคใต้นำมาเสนอขาย เพราะเห็นว่ามีความสวยงาม น่าจะเป็นที่นิยมในท้องตลาด ประกอบกับขันโตกที่ขายมาตลอดมียอดสั่งลดลง และของเก่าที่เคยหามาขาย เริ่มหายากขึ้น

พี่พล - สิทธิชัย วัชระคุณากร (วัย 45 ปี) แนะนำกระเป๋ากระจูด

ตัวอย่างกระเป๋ากระจูดที่นำไปขายตลาดจตุจักร กรุงเทพฯ

กระเป๋ากระจูดกลายเป็นที่นิยมหลังนำออกมาขายได้ไม่นาน ลูกค้าสั่งออร์เดอร์เข้ามาไม่ขาดสาย ทั้งในประเทศ และนอกประเทศ เช่น ญี่ปุ่น บราซิล ไต้หวัน อเมริกา รวมถึงประเทศอินเดียด้วย พี่พลจึงต้องหันมาผลิตเอง ในส่วนของภาคการผลิตนั้น เขาได้กระจายรายได้ไปยังญาติพี่น้องลีซูในบ้านสันลมจอย โดยจ้างให้ทำ หูกระเป๋า เย็บบุผนังด้านในกระเป๋า ติดมุมก้นกระเป๋า และติดหูกระเป๋า โดยมีค่าจ้างแตกต่างกันไปตามระดับความยากของงาน หากเป็นเมื่อก่อนแต่ละครอบครัวที่รับจ้างพี่พลประกอบกระเป๋า สามารถทำรายได้ต่อเดือนได้ถึง 30,000 บาท แต่ในปัจจุบันยอดสั่งกระเป๋าลดลง รายได้จึงลดลงจากเดิมอยู่บ้าง

“การทำงานของคนลีซูนั้นมีประสิทธิภาพ เพราะพวกเราทำงานไม่ห่วงเวลาพัก ตื่นมาก็ทำเลย หิวเมื่อไหร่ค่อยหยุดกิน บางทีต้องการรายได้เยอะ ๆ ก็ทำจนเช้าเกือบจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมง”  พี่พลบอกถึงลักษณะการทำงานของชาวลีซูที่ทำให้ประสบความสำเร็จ

กองตัวกระเป๋า รอเย็บบุผนังด้านในกระเป๋ากระจูด

เตรียมเย็บบุผนังด้านในกระเป๋ากระจูด

เมื่อถามถึงสถานการณ์ของกิจการของพี่พลในปัจจุบัน พบว่า ยอดสั่งกระเป๋าลดลงจากเมื่อก่อนถึง 3 เท่า สืบเนื่องจากคู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้น ความหลากหลายของช่องทางในการซื้อ-ขาย รวมถึงความนิยมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงตามไป พี่พลจึงออกแบบกระเป๋ามาอีกหลายแบบ สามารถขายตามท้องตลาดได้ เช่น กระเป๋าผ้าลายชนเผ่า รวมถึงขายแต่หูกระเป๋าเป็นอะไหล่ ให้กับพ่อค้ากระเป๋ารายอื่นซื้อไปประกอบเองด้วย 

เครื่องทำหูกระเป๋า

ร้อยหูกระเป๋า

หูกระเป๋าที่สำเร็จแล้ว

พี่พลเล่าให้ฟังถึงอุปสรรคในการทำธุรกิจ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาว่า ส่วนมากจะเป็นเรื่องน้ำท่วมและการก่อม็อบ ที่ทำให้ไม่สามารถไปเปิดร้านได้ แต่พี่พลยังคงยืนยันว่า ‘อยู่ได้’ เพราะตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่เขาประกอบกิจการนี้  เขามีที่ดิน เพื่อปลูกบ้าน มีรถ มีรายได้จุนเจือครอบครัว รวมถึงสร้างบ้านให้กับพ่อแม่ที่จังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ยังซื้อที่นา แล้วปล่อยให้เกษตรกรเช่าโดยเก็บค่าเช่าเป็นผลผลิตส่วนหนึ่งจากนาผืนนั้น  ตามข้อตกลงกับเกษตรกรผู้เช่า

แม้ว่าพี่พลจะก่อร่างสร้างตัวด้วยความมุมานะของตนเอง  แต่ก็ยังถูกมองในแง่ลบจากคนในหมู่บ้าน ด้วยเหตุที่สังคมไทยยังมองกลุ่มชาติพันธุ์เป็นคนอื่น วาทกรรมเดิม ๆ เช่นชาวเขาตัดไม้ ทำลายป่า ค้ายา ถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พี่พลได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ผมไม่ได้สนใจคนที่มีความคิดแบบนี้เพราะว่า พวกเขาไม่รู้ว่าเราลำบากแค่ไหน กว่าจะมาถึงจุดนี้ พวกเขามองแต่ผลลัพธ์ว่าเรามีชีวิตที่ดีขึ้น มีบ้าน มีรถ ผมไม่ได้สนใจเพราะไม่ว่าจะทำยังไง พวกเขาก็มองพวกเรา ชาวเขาไม่ดีไปกว่านี้แล้ว”

ด้วยความที่พี่พลเป็นคนขยันขันแข็งในการทำงาน และสามารถสร้างงาน กระจายรายได้ให้แก่ชาวลีซูในบ้านสันลมจอยได้  ปัจจุบันเมื่อมีพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) สันลมจอยคนใหม่ พ่อหลวงเอ หรือ สุรเชษฐ์ ตาคำมา ที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์ในหมู่บ้านสันลมจอย เล็งเห็นความสามารถของพี่พล ว่าสามารถเป็นคนประสานงานกับกลุ่มชาวลีซู อาข่าในหมู่บ้านได้ดี  จึงเลือกมาทำหน้าที่  ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

“ตั้งแต่พ่อหลวงเอเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้นำหมู่บ้าน ความสัมพันธ์ระหว่างชาวเขากับคนท้องถิ่นก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ  มีกิจกรรมให้ทำร่วมกัน ก่อให้เกิดความเข้าใจต่อกันและกันมากขึ้น ช่วยลดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากประเพณี และเทศกาลที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นทุกคนยังรู้จักกันมากขึ้น พูดคุยกันมากขึ้น ทำให้ความเชื่อหรือความคิดที่มองชาวเขาไม่ดีได้แปรเปลี่ยนไป”

ความสำเร็จในชีวิตของพี่พล รวมถึงโอกาสและการยอมรับจากคนเมือง จึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นลอย ๆ  หากแต่เกิดขึ้นจาการต่อสู้ และไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตามากกว่า  จึงนับว่าน่าสนใจสามารถปรับเปลี่ยนวาทกรรมเดิม ๆ ที่มองกลุ่มชาวเขาในแง่ลบมาตลอด.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

“เขาก็คน เราก็คน” ลีซู และคนเมืองในเมืองเชียงใหม่

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,702 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.