• 21 ตุลาคม 2560 - 09:59 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

วิจารณ์วรรณกรรม ฟ้ากระจ่างดาว กับประเด็น“การศึกษาช่วยแก้ไข้ปัญหาโสเภณี”

 วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 - 18:51 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,498 ครั้ง พิมพ์

 

ณัฐกานต์ พัฒนศักดิ์ศิริ นักศึกษาฝึกงาน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร



**ภาพประกอบจาก http://www.sosotopia.com/

***งานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน รักโรแมนติก : เสรีภาพและความเท่าเทียมกันในนวนิยายที่ถูกนำมาผลิตในรูปแบบละครฟรีทีวีระหว่าง พ.ศ.2555-2557 ภายใต้โครงการวิจัยโครงการ เมื่อฟ้าสีทองผ่องอําไพ : การศึกษามโนทัศน์เรื่อง อิสรเสรีและความเสมอภาคกับการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมหลักในสังคม

หมายเหตุ บทความนี้ยังคงใช้คำว่า โสเภณี แทนคำว่า พนักงานบริการ ซึ่งเป็นคำเรียกที่เหมาะสมกว่า เพื่อขับเน้นความหมายเดิมของผู้ประพันธ์เอาไว้

นวนิยายเป็นสิ่งจรรโลงใจที่สามารถเข้าถึงได้กับทุกเพศทุกวัย แต่พลังของตัวหนังสือเหล่านี้กลับทำหน้าที่ของมันได้มากกว่าการจรรโลงใจผู้อ่าน  เพราะความเป็น “สิ่งจรรโลงใจ” บางครั้งผู้อ่านจึงอาจจะไม่ระมัดระวังในการรับสารดังกล่าว ทำให้ผู้อ่านซึมซับและมีความรู้สึกร่วมไปกับนวนิยายเหล่านี้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ซึ่งหากท่านเป็นผู้ที่ชื่นชอบในการอ่านนวนิยาย ท่านอาจจะเคยได้ยินหรือได้อ่าน นวนิยายเรื่อง “ฟ้ากระจ่างดาว” ซึ่งเป็นนวนิยายที่ถูกขนานนามว่า สะท้อนสังคมและปัญหาเรื่องโสเภณี         

เพราะความกตัญญู จึงต้องเป็น “หญิงบริการ”  

          ฟ้ากระจ่างดาว เป็นนวนิยายที่เขียนโดย กิ่งฉัตรซึ่งได้นำเสนอภาพสะท้อนสังคมเรื่องหญิงขายบริการโดยเล่าเรื่องผ่านตัวละคร “มีคณา” นักข่าวสาวผู้ที่อดีตอันดำมืดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “ปัญหาโสเภณี” โดยกิ่งฉัตร ผู้ประพันธ์เนื้อเรื่องเนื้อเรื่องได้กล่าวถึงหมู่บ้านเล็กๆจนๆในภาคเหนือที่ชาวบ้านส่วนใหญ่มักนิยมขายลูกสาวให้กับนายหน้าค้ามนุษย์ ซึ่งหญิงสาวเหล่านั้นมีชะตากรรมเดียวกันนั้นก็คือ “การเดินทางเพื่อไปขายตัว” เพื่อนำเงินมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวที่ยากจน มีคณา ซึ่งเธอเป็นลูกสาวของบานเช้าหญิงสาวจากหมู่บ้านแห่งนี้ แต่เนื่องจากพ่อของมีคณาทำบานเช้าท้องแล้วไม่รับผิดชอบ บานเช้าจึงถูกจับแต่งงานกับบุญสมเพื่อล้างอายหลังจากคลอดมีคณาออกมาได้ไม่นาน ส่วนมีคณาเองก็ได้มั่นสินป้าของเธอซึ่งเป็นครูนำมาเลี้ยงแทนและได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ มีคณาจึงไม่มีความผูกพันกับทางฝ่ายแม่ เพราะนอกจากจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว ในครั้งที่มีคณาเป็นวัยรุ่นและได้เดินทางมาหาแม่ที่ที่หมู่บ้านได้ถูกพ่อเลี้ยงบังคับให้ขายตัวเพื่อหาเงินมาให้ตนเอง  โดยให้เหตุผลของการกระทำนี้ว่า “เป็นการตอบแทนพระคุณบุพการีที่ให้กำเนิด” มีคณาตกใจและรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจนมีคณาต้องหนีกลับมาหากับป้าที่กรุงเทพฯ ซึ่งในเวลาต่อมาธิดา ธารา น้องสาวของมีคณาที่เกิดจากบุญสมก็ต้องเดินทางไปขายตัวเพื่อแสดงถึงความกตัญญูเพราะถูกปลูกฝั่งจากบิดาเพียงเพราะบุพการีของเธอต้องการหลบเลี่ยงความจนและต้องการเงินนำมาใช้ปรนเปรอความต้องการของตัวเอง จากข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของธิดาที่ถูกปลูกฝั่งเรื่องความกตัญญู ดังจะเห็นได้จากข้อความต่อไปนี้

      “...ไปกับพี่พ่อจะได้ตัดฉันปะไร แล้วถ้าฉันไม่ทำงานแล้วใครจะเลี้ยงพ่อแม่เลี้ยงพี่รง ฉันไม่อยากเป็นลูกเนรคุณ ไม่รู้จักบุญคุณพ่อแม่เหมือนพี่หรอก  ไม่อยากให้ชาวบ้านเขาว่าได้ว่าอีลูกเนรคุณไม่เลี้ยงพ่อแม่...”[1]

          ทัศนคติดังกว่าเป็นสิ่งที่มีคณารับไม่ได้เพราะโตมากับป้าซึ่งเป็นผู้ให้การศึกษาและปลูกฝั่งความคิดแบบส่วนกลางแก่เธอ จะเห็นได้จากข้อความดังนี้

      “...ก็สอนกันมาแบบนี้ปลูกฝั่งกันมาแบบผิดๆ หวังสบายอยากรวยทางลัด การเอาตำรวจไปจับไม่มีประโยชน์หรอก  จับได้พอปล่อยออกมาเขาก็ส่งลูกสาวกลับไปทำงานอีก  ถ้ามี่อยากจะช่วยจริงๆต้องล้างความเชื่อเก่าๆให้ได้ ให้ชาวหมู่บ้านแม่มี่เขารู้ว่าลูกสาวไม่ใช่สินค้าไม่ใช่วัตถุที่ซื้อขายเพื่อความสะดวกสบาย แล้วก็สอนให้ผู้หญิงรู้จักค่าของตัวเอง  รู้จักทำมาหากินในทางอื่นที่ไม่ต้องขายร่างกายหรือศักดิ์ศรีตัวเอง...”[2]

          เปรียบเทียบได้ว่า มีคณาผู้ที่ได้รับการศึกษาจะไม่ยอมขายตัวต่างกับ ธิดาและธาราที่ปฏิเสธไม่ได้เพราะความเชื่อว่าเป็นการทำเพื่อความกตัญญู ซึ่งหากนำนวนิยายหรือบทประพันธ์เก่า ๆ ถูกผลิตก่อนหน้านี้มาวิเคราะห์ดูจะพบว่ารูปแบบการเขียนที่เขียนถึงสาวเหนือส่วนใหญ่มักจะสื่อไปให้เห็นภาพว่า สาวเหนือใจง่าย สาวเหนือขายตัว ลักษณะเช่นนี้มีต้นแบบมาจากภาพของ "สาวเครือฟ้า" ซึ่งเป็นงานประพันธ์ชิ้นที่โด่งดังชิ้นแรก ๆ ที่เขียนถึงสาวเหนือ โดยมีภาพลักษณ์ของสาวสวย โง่ ซื่อ อ่อนแอ ไม่ทันโลก ถูกหลอก ง่ายต่อการล่อลวงทางเพศ แม้นฉากจบจะดูโรแมนติกในลักษณะของหญิงสาวที่ "บูชาความรัก" ก็ตาม[3] นอกจากนี้ยังมีนวนิยายที่ให้ภาพลักษณ์ของสาวเหนือในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับสาวเครือฟ้าในเวลาต่อมา เช่น แหวนทองเหลือง แม่อายสะอื้น ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนตอกย้ำภาพสาวเหนืออันมี สาวเครือฟ้าเป็นโมเดล โดยสิ่งที่ได้เพิ่มเติมเข้ามาอันเป็นภาพลักษณ์ใหม่ของสาวเหนือคือ “การขายบริการทางเพศ” นำไปสู่การรับรู้ของผู้อ่านไม่ใช่แค่เพียงในรูปแบบของนวนิยายเท่านั้นแต่ยังถูกนำเสนอผ่าน สื่อในรูปแบบอื่น เช่น ภาพยนตร์ ละครทีวี ทำให้ภาพลักษณ์ของสาวเหนือในสายตาบุคคลทั่วไป ได้ถูกให้กลายเป็น "เครื่องเล่นทางเพศ" [4]

           หากลองเปรียบเทียบกับงานเขียนที่กิ่งฉัตรได้นำสนออกมานั้น  ฟ้ากระจ่างดาวได้นำเสนอภาพลักษณ์ของหญิงบริการให้มีความน่าสงสารและสะเทือนใจผู้อ่านเพราะเป็นการสื่อให้เห็นว่าการบังคับให้ลูกสาวขายตัวเป็นเรื่องน่าหดหู่ใจ เป็นการนิยามให้เห็นถึงเหตุผลของการเดินทางมาขายตัวก็ไม่ใช่เพราะถูกหลอกอีกต่อไป  แต่เป็นเพราะผู้หญิงเหนือเหล่านี้มีทัศนคติว่า การขายตัวเพื่อเป็นการหาเงินเลี้ยงดูบุพการีและพี่น้องผู้ชายเพื่อเป็นการแสดงถึงความกตัญญู แต่หากยิ่งมองให้ลึกลงไปจะพบว่า ทัศนคติดังกล่าว ของสาวเหนือเหล่านี้เป็นความเชื่อที่คนมีการศึกษาแล้ว (อย่างมีคณา) มองว่าโง่สมควรได้รับการศึกษาเพื่อให้หลุดพ้นจากทัศนคติแบบนี้  ก็ไม่ได้แตกต่างจากนวนิยายเก่า ๆ เลย ก็ลงเอ่ยในแบบเดิม ๆ ที่เพราะโง่ไม่มีความคิดเป็นของตัวเองถึงต้องขายตัว

โฆษณาชวนเชื่อจาก ฟ้ากระจ่างดาว “การศึกษาช่วยแก้ไข้ปัญหาโสเภณี”

            หากมองอย่างผิวเผินฟ้ากระจ่างดาวอาจเป็นนวนิยายรักโรแมนติกธรรมดา ที่สะท้อนถึงเรื่องปัญหาสังคมเรื่อง โสเภณี แต่หากต่างตรงที่มีลูกเล่นที่ทำให้ผู้อ่านมีความรู้สึกว่า ภาพลักษณ์ของสาวเหนือที่ไร้การศึกษาและต้องขายตัวนั้นสามารถแก้ไขปัญหาโดย “การได้รับการศึกษา” (แน่นอนว่าจากรัฐส่วนกลาง) เช่นเดียวกับมีคณา ที่เป็นสาวเหนือที่ไม่ได้เป็นโสเภณีและเป็นนางเอกของเรื่อง ต้องมีคุณสมบัติคือ “เป็นคนดี มีการศึกษา” เพราะมีการศึกษาก็ย่อมทำให้มีความคิด อีกทั้งยังทำให้มีปัญญาที่จะหางานที่ดีได้ ส่งผลทำให้ไม่ต้องลำบาก เมื่อไม่ลำบากก็ไม่ต้องถูกบีบให้มาขายตัว เป็นโฆษณาชวนเชื่อที่พยายามบอกให้คนในภาคเหนือได้รับการศึกษา แต่ฉากหนึ่งที่มีคณาได้พูดคุยกับ ธิดา ผู้เป็นน้องสาวที่กำลังจะเดินทางไปขายตัว เรื่องการศึกษาสามารถช่วยให้ธิดา ไม่ต้องกลับไปทำอาชีพขายตัวได้แต่กลับโดนธิดาตอบกลับไปว่า กว่าจะเรียนจบ ใช้เงินเยอะไม่ทันกิน การเป็นโสเภณีมีรายได้เร็วและดีกว่าเยอะ[5] สะท้อนภาพว่า ธิดาผู้เป็นสาวเหนือคนนี้นั้นเลือกที่จะเป็นสาวขายบริการมากกว่าการศึกษาที่สามารถยกระดับชีวิตของเธอและครอบครัวได้

          ตัวละครที่ถูกกระบวนการศึกษาของรัฐส่วนกลางเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีที่เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุด นั้นก็คือ สันติ ซึ่งเป็นลูกชายของธำรงน้องชายต่างบิดาและเป็นหลานชายของมีคณาที่ได้เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯกับมีคณาเพื่อเรียนหนังสือ ภูมิหลังของสันติเกิดที่หมู่บ้านแห่งนั้น ทั้งพ่อและแม่ของเขาก็เป็นคนในหมู่บ้านนี้ เขาถูกที่บ้านปลูกฝั่งเรื่องการเป็นชายมีสิทธิเหนือผู้หญิง คนที่เข้าถึงการศึกษาจะต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น และเมื่อเขาได้เดินทางเข้ากทม.เพื่อมาเรียนหนังสือ กริยามารยาทที่แสดงออกมาในช่วงแรกมักแสดงออกมาในทางที่ไม่ดี เช่น

          “...ก็ย่าเป็นย่า อยู่ที่บ้านก็พูดอย่างนี้ มาเมืองกรุงจะให้ดัดจริตพูดเพราะกูพูดไม่เป็น...” [6]

          ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างทำให้มีคณากับสันติทะเลาะกันจนในที่สุดสันติก็หนีออกจากบ้านของมีคณาและไปทำอาชีพโสเภณีเด็กอยู่พักหนึ่ง  ทำให้มีคณาออกตามหาสันติและปรับความเข้าใจกัน  การหนีออกจากบ้านของสันติในครั้งนี้ก็เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้สันติรู้ว่า “การเป็นโสเภณีไม่ใช่เรื่องดีและเป็นวิถีของคนไม่ดี” สันติยอมกลับบ้านและกลับมาเรียนหนังสือ  เราจะเห็นถึงพัฒนาการของสันติที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเมื่อได้รับการศึกษาก็ได้ขัดเกลานิสัยก้าวร้าว หยาบคาย และเห็นแก่ตัวออกไปจนหมดสิ้น เขาได้รับการปลูกฝั่งที่ดีจากแม่ของสารวัตหิรัณย์ซึ่งเป็นชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ซึ่งจะเห็นได้ว่าได้มีการพยายามนำเสนอให้เห็นว่า การศึกษาสามารถเปลี่ยนให้คนกลายเป็นคนดีได้ และไม่ต้องทำอาชีพโสเภณี

          ระยะหลังๆสันติเริ่มรู้จักซักผ้าเอง คัดแยกลงเครื่อง สะอาดพอใช้ จานชามเริ่มล้างบ้างไม่ล้างบ้างแล้วแต่อารมณ์ ห้องนอนตัวเองรู้จักเก็บทำ ไม่เหมือนสมัยมาใหม่ๆ การเรียนคบหาเพื่อนฝูงเด็กชายก็ดีขึ้นมาก  เพราะถึงจะมีพื้นฐานะไม่ดีอย่างไร แต่สันติยังเด็ก  ปรับตัวง่าย  ยิ่งเมื่อเกิดเรื่องเกิดราว ครูที่โรงเรียนก็เข้มงวดขึ้น  ดูแลเอาใจใส่มากขึ้น พยายามให้เด็กชายเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆกับเพื่อน  สอนให้รู้จักทำงานเป็นทีม ให้สามัคคีเป็นหมู่คณะสันติค่อยๆเปลี่ยน  จากงอแงไม่อยากไปเรียนก็เริ่มติดโรงเรียนมีเพื่อนฝูงมากขึ้น ปัญหาเรื่องเข้ากับเพื่อนน้อยลง ทัศนะคติในเรื่องผู้หญิงเริ่มเปลี่ยนไปตามสังคมใหม่ที่ห้อมล้อมเขาอยู่... เด็กชายโชคดีที่ลืมเรื่องเลวร้ายได้ง่ายๆ เรียนรู้เร็วและเปลี่ยนตัวเองพัฒนาไปตามกระแส[7]

          จะเห็นได้ว่าสันติมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปจากแรกเริ่มอย่างมาก สามารถทำให้เข้าใจได้ว่า การศึกษาและสังคมแบบกรุงเทพ สามารถขัดเกลาให้เด็กชายที่มาจากภาคเหนือ จากที่มีพฤติกรรมย่ำแย่ให้เริ่มมีพฤติกรรมและทัศนคติที่ดีขึ้น ทั้งนี้เพราะสันติยังคงมีความเป็นเด็ก ที่ขัดเกลาได้ง่ายและปรับตัวได้ง่าย นอกจากความต้องการที่จะสื่อในเรื่องการศึกษาสามารถช่วยให้มีความรู้ทำให้สามารถประกอบอาชีพอื่นได้โดย ไม่ต้องขายตัวแล้ว ยังช่วยให้ คนบ้านนอกมีพฤติกรรมที่ดีโดยซึมซับพฤติกรรมแบบคนเมือง  นอกจากนี้ยังทำให้เห็นถึงการกดทับความเป็นคนจากชนบทที่กระทำโดยกลุ่มคนของสังคมเมือง ที่สะท้อนจากตัวบทข้างต้นที่มักจะนำเสนอพฤติกรรมของคนชนบทไปในทางลบและนำเสนอภาพบวกของพฤติกรรมคนเมืองโดยจะเห็นชัดว่าเป็นการการพยายามให้การศึกษาแก่สันตินั้นเป็นการเปลี่ยนให้สันติมีพฤติกรรมและทัศนคติแบบคนเมืองซึ่งถูกตัดสินว่าเป็นพฤติกรรมที่ดี การศึกษาไม่ใช่แค่ช่วยให้หางานที่ดีได้เท่านั้นแต่ยังช่วยปรับทัศนคติที่ไม่ดีได้เช่นกัน

          ฟ้ากระจ่างดาวเป็นนวนิยายที่ต้องการจะสะท้อนความปัญหาของหญิงบริการ ดังนั้นจึงได้สร้างตัวละครในการดำเนินเรื่องนั้นก็คือ มีคณา ที่มีภูมิหลังมาจากภาคเหนือ และสร้างให้มีลักษณะที่แตกต่างจากภาพลักษณ์ของสาวเหนือในลักษณะทั่วไปที่มักจะถูกสื่อออกมาในภาพของ “ผู้หญิงที่ไม่มีความรู้ที่ต้องมาขายบริการ” ซึ่งภาพของมีคณาที่กิ่งฉัตรเขียนขึ้นมานั้นมีภาพลักษณ์ของ การเป็นสาวเหนือที่ได้รับการศึกษาและถูกขัดเกลาโดยวัฒนธรรมของรัฐส่วนกลาง จนทำให้มีคณามีความคิดและทัศนคติเช่นเดียวกับคนในเมือง โดยเจตนารมณ์ที่นักเขียนถ่ายทอดออกมาผ่านตัวละครมีคณาที่มีบทบาททางสังคมเป็นนักข่าวเพราะต้องการสะท้อนสังคม สะท้อนปัญหาของการเป็นหญิงขายบริการ พยายามจะแก้ไขปัญหาให้ที่ตัวเองมองว่าตรงจุด นั้นคือ การแก้ไขปัญหาในเรื่องของการเข้าให้การศึกษาแก่ชาวบ้านเพื่อที่จะเปลี่ยนทัศนคติของชาวบ้านในเรื่องที่หญิงชายต้องมีความเท่าเทียมกันและลูกสาวไม่ใช่เครื่องมือหาเงินโดยการ “ขายตัว” 

          แต่การพยายามที่จะเปลี่ยนทัศนคติดังกล่าว ยังสะท้อนถึงทัศนคติจากตัวบทประพันธ์เองที่มองว่า “วัฒนธรรมการขายตัว” เป็นตัวแทนของ ชนบทในภาคเหนือที่นิยมส่งลูกสาวมาขายตัว โดยเป็นการยัดเยียดวัฒนธรรมเหล่านี้ให้กับชาวชนบทในภาคเหนือ โดยที่ผู้คนเหล่านั้นไม่มีโอกาสได้ตอบโต้เลย ถึงแม้ว่าจะมีสื่อให้เห็นถึงเรื่องราวของสาวเหนือที่ต้องขายตัวเพราะความกตัญญูทำให้เรื่องเป็นที่น่าสงสารและสะเทือนใจ  แต่ภาพสาวเหนือของกิ่งฉัตรเองก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากนวนิยายเรื่องเก่าๆ ซึ่งที่ท้ายที่สุดสิ่งที่ยังคงติดตาตรึงใจผู้อ่านก็ยังไม่พ้นการรับรู้ภาพลักษณ์ของสาวเหนือในภาพเดิมที่ว่า “สาวเหนือขายตัว”เพราะฉะนั้นนวนิยายเรื่องฟ้ากระจ่างดาวก็ยังคงเป็นสื่อที่คอยตอกย้ำ วาทกรรมเรื่อง สาวเหนือขายตัวอยู่เช่นเคย  

          แน่นอนว่านวนิยายเล่มนี้ถูกตีพิมพ์เมื่อปีพ.ศ. 2547 ซึ่งล่วงเลยมากว่าสิบกว่าปีแล้วแต่การมองชาวเหนือว่าเป็นหญิงค้าบริการก็ยังคงอยู่เพราะการผลิตซ้ำซึ่งได้ตอกย้ำเรื่องการค้าประเวณี ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีแค่ สาวเหนือเท่านั้นที่ทำอาชีพค้าบริการ แต่เพราะยังมีการผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง สาวเหนือก็ยังถูกมองว่า เป็นผู้หญิง ค้าบริการ ในสายตาของผู้รับสารต่อไป แล้วคำถามที่ได้จากการอ่านนวนิยายเล่มนี้คือ การศึกษาสามารถช่วยให้กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ต้องทำอาชีพหญิงบริการได้จริงหรือ หรือการศึกษาเป็นเพียงเครื่องมือของส่วนกลางที่พยายามจะเข้ามาเปลี่ยนความเป็นชนบทให้หลายเป็นอาณานิคมของคมเมือง[8] หรือที่จริงแล้วอาชีพหญิงบริการเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่จะหารายได้ เพราะเป็นอาชีพที่ให้บริการเช่นกัน

          แล้วใครเป็นผู้ตัดสินว่าการทำอาชีพนี้ผิด หากแท้ที่จริงแล้วไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มชนชั้นกลางในเมืองเท่านั้นที่มีทัศนคติมองว่า อาชีพค้าบริการเป็นอาชีพที่ผิด ในเรื่องของจารีตและศีลธรรมอันดีงาม แต่หากทัศนคติเช่นนี้ยังซึมซับเข้าสู่ผู้คนจากภูมิภาคต่าง ๆ จนได้ทำการตัดสินว่า อาชีพค้าบริการทางเพศนี้เป็นอาชีพที่ผิดศีลธรรมและไม่ควรเป็นอาชีพ ถูกกฎหมาย ทั้งที่จริงแล้วธุรกิจเกี่ยวกับภาคบริการเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่าการขายบริการทางเพศก็เป็นธุรกิจการบริการที่สร้างรายได้และเรียกเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ประเทศ แต่ทำไมเรายังคงตัดสินผู้ที่ทำอาชีพดังกล่าวว่า ต้อยต่ำไม่ให้ค่าศักดิ์ศรีของคนในกลุ่มอาชีพนี้เท่ากับชีพอื่น ไหนจะเรื่องของการเข้าถึงสิทธิ์ต่าง ๆ และสวัสดิการที่มนุษย์ควรจะได้รับ ซึ่งยังไม่มีใครแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเพียงแต่มองว่าโสเภณีเป็นปัญหาสังคมเท่านั้นเอง

         

 

                [1] กิ่งฉัตร, ฟ้ากระจ่างดาว(กรุงเทพฯ: อรุณ, 2556), หน้า27.

            [2] เรื่องเดียวกัน, หน้า28.

            [3] คำผกา, เมื่อชาวล้านนาอย่าง “คำ ผกา” ขอพูดเรื่อง “สปป.”ล้านนาผ่านบท “ความรักหรือเคารพ” สืบค้นจาก : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1395080752 .24 มกราคม 2559.

            [4]  เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์, อคติ...สาวเหนือไม่ใช่สาวเครือฟ้า,จาก “พระเจ้าน้ำท่วม”ถึง..., สืบค้นจาก : http://botkwamdee.blogspot.com/2011/11/png-wter.html .24 มกราคม 2559.

 

                [5] กิ่งฉัตร, ฟ้ากระจ่างดาว, หน้า27.

            [6]กิ่งฉัตร, ฟ้ากระจ่างดาว, หน้า42.

            [7] เรื่องเดียวกัน, หน้า320.

                [8] ชูศักดิ์  ภัทรกุลวณิชย์, อ่านใหม่ เมืองกับชนบท ในวรรณกรรม (กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์อ่าน, 2558), หน้า29.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,709 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.