• 21 ตุลาคม 2560 - 10:04 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

อาหารฮาลาลกับมุสลิม

 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 - 10:43 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 4,527 ครั้ง พิมพ์

 

นลิน รัตนเดชากร คณะศิลปศาสตร์ สาขาไทยศึกษาบูรณาการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์



ประเทศไทยมีส่วนแบ่งในการส่งออกสินค้าฮาลาลประมาณ 0.2% และแนวโน้มในปี 2020 ประชากรมุสลิมจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 2,000 ล้านคน จังหวัดเชียงใหม่จึงมีศักยภาพที่จะส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสวนอุตสาหกรรมฮาลาล เพราะที่นี่เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตร มีระบบโลจิสติกส์ที่ดีและมีสถาบันการศึกษาหลายแห่ง และนโยบายของจังหวัดเชียงใหม่เองก็ให้การสนับสนุนเรื่องฮาลาล

“อาหารฮาลาลในเชียงใหม่ ในแต่ละปีมียอดขายไม่ต่ำกว่า 7,000-8,000 ล้านบาท ถ้ามีนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลคาดว่าจะมียอดขายเป็น 10,000 ล้านบาทแน่นอน โดยมีลูกค้าที่เป็นมุสลิมจีนในมณฑลยูนนานที่ประมาณ 30 ล้านคน รวมทั้งทางมาเลเซีย อินโดนีเซีย ก็มีประชากรมากกว่า 300 ล้านคน” ซึ่งมีการจัดงานฮาลาล อินเตอร์เนชั่นแนลแฟร์ 2558 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการกระตุ้นธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยวฮาลาลในพื้นที่ภาคเหนือและลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ตอนบน พร้อมยกระดับความเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮาลาลโลกของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง” เธอกล่าวและว่ามีผู้ประกอบการฮาลาลในเชียงใหม่ประมาณ 140 ราย แต่เป็นมุสลิมจริง ๆ เพียง 9 ราย นอกนั้นเป็นผู้ประกอบการที่เป็นไทยพุทธด้วย ซึ่งการสร้างสวนอุตสาหกรรมฮาลาลขึ้นมาก็จะช่วยทำให้พื้นที่บริเวณใกล้เคียงมีความเจริญตามมา

ขณะที่นายกวินธร วงศ์ลือเกียรติ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่ให้ข้อมูลว่า คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่ หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันผลักดันให้มีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลภาคเหนือ เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่สุด จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพหลายด้าน มีศักยภาพในการผลิต พืชผลทางการเกษตรและสามารถแปรรูปทำเป็นอาหารส่งออกไปทั่วโลกไม่ว่าจะประเทศแถบยุโรป ประเทศมุสลิม และทางภาคใต้ของจีน เช่น มณฑลยูนนาน 

“นิคมอุตสาหกรรมฮาลาล” ได้กลายเป็นประเด็นขัดแย้งอย่างรุนแรงของชาวพุทธในพื้นที่ต่อต้านอิสลามผ่าน การก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล ไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อมุสลิมมากนัก แต่เป็นการนำหลักการอิสลามมาใช้ในการผลิตส่งขายในตลาดมุสลิมในอาเซียนและอีกหลายประเทศ ซึ่งกลุ่มทุนที่จะมาลงทุน ส่วนใหญ่ไม่ใช่มุสลิม

โครงการนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล เปิดตัวในระหว่างการจัดงานฮาลาลที่จังหวัดเชียงใหม่โดยผู้ว่าราชการจังหวัดออกมาเปิดโครงการในระหว่างการจัดงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นกระแสข่าวได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการวางแผนการก่อสร้างบนพื้นที่ราชพัสดุประมาณ 800 ไร่ ในพื้นที่อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่

“ในการเดินทางมาประชุมคณะกรรมการมูลนิธิโครงการหลวงของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ติดตามเรื่องการจัดสร้างสวนอุตสาหกรรมฮาลาลภาคเหนือ ซึ่งทางสำนักงานจุฬาราชมนตรี ร่วมกับหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้ผลักดัน โดยมองว่าในอนาคตหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ประชากรมุสลิมถือว่ามีสัดส่วนเป็นจำนวนมาก และส่งผลดีต่อประเทศที่จะเป็นแหล่งผลิตและส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ฮาลาลในภูมิภาค” นายสุริยะ ประสาทบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์และระบุว่าปลัดกระทรวงมหาดไทยได้กำชับเช่นเดียวกัน (ที่มา: http://www.muslimtoday.in.th)

ต่อกรณีดังกล่าวผู้เขียนได้สัมภาษณ์ชาวมุสลิมที่ช้างคลาน จ.เชียงใหม่  ชาวมุสลิมกล่าวว่าผู้มีอำนาจทางการเมืองส่วนใหญ่จะใช้ศาสนาเป็นตัวล่อ ให้เกิดการแตกแยก การเมืองมักจะแบ่งออกเป็นหลายฝ่าย ซึ่งแต่ละฝ่ายก็ต้องรักษาผลประโยชน์ของตนเอง นักการเมืองจึงเริ่มทำการปลุกระดมโดยใช้พระสงฆ์เป็นเหยื่อในการต่อต้านนิคมฮาลาลครั้งนี้ จึงทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรอาจมองว่ามีปมขัดแย้งทางศาสนาซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่เลยเกิดจากการขัดผลประโยชน์ของคนใหญ่ คนโตเสียมากกว่า ในความคิดของคนเมืองเชียงใหม่อาจจะคิดว่าถ้าสามารถสร้างนิคมอุตสาหกรรมเสร็จอาจจะเกิดความรุนแรงได้ เพราะมุสลิมภาคใต้อาจจะอพยพขึ้นมาทำงานที่นี่และสร้างสถานการณ์ความรุนแรงได้    

ชาวมุสลิมกล่าวว่าจริง ๆ แล้วศาสนาอิสลามไม่ได้สร้างความรุนแรงให้กับใครเพราะกฎหมายของศาสนาอิสลามระบุไว้ห้ามใช้ความรุนแรง ศาสนาอิสลามมักจะโดนใส่ร้ายจากประเทศที่พัฒนาแล้วเสมอ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้ว (บางประเทศ) นั่นแหละคืออยู่เบื้องหลังของการก่อการร้ายทั้งหมด เพียงแค่ทำดีเอาหน้าแต่ลับหลังคอยยุแยงทิ่มแทงให้ประเทศอื่นรบกัน วกกลับมาเรื่องการต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลอีกครั้ง รู้สึกเสียดายที่ต่อต้านการทำที่แห่งนี้เพราะการสร้างนิคมนั้นก็เปรียบเสมือนการสร้างงานให้มนุษย์ คำว่า “ฮาลาล” ไม่ได้ระบุไว้ว่าต้องเป็นแค่อิสลามเพียงอย่างเดียว ทุกศาสนาก็ย่อมเกี่ยวข้องสามารถทำงานในนิคมนี้ได้หมดเลย

ผู้ให้สัมภาษณ์อีกท่านหนึ่งกล่าวว่า อยากให้เข้าใจว่า ทุกศาสนาสามารถบริโภคทุกสรรพสิ่งได้ในโลกนี้ฮาลาลก็เช่นกัน แต่คนมุสลิมมีข้อจำกัดสามารถบริโภคอาหารที่เป็นฮาลาลได้เพียงอย่างเดียว การต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลก็เปรียบเสมือนการปิดกั้นธุรกิจในประเทศตัวเอง ชาวตะวันออกจะมีนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลสามารถมีเงินหมุนเวียนได้มหาศาล และสิ่งที่เสียดายคือถ้าสร้างขึ้นมาสำเร็จเมื่อไหร่ ประชาชนก็มีงานทำเมื่อนั้น คนใหญ่คนโตมักจะเห็นความสำคัญและผลประโยชน์ของตนเองก่อนเสมอ

ผู้ให้สัมภาษณ์อีกท่านหนึ่งกล่าวว่า ผู้คนที่ต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลนั้นกลัวกระแสความรุนแรงจากในโลกของอิสลามสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือในโลกของวิชาการจะเรียกว่า “Isalamophobia” หรือโรคหวาดกลัวอิสลามนั่นเอง ไม่เห็นด้วยกับการต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลครั้งนี้เพราะมันคนละประเด็นกับความรุนแรงเลย หากได้ก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลขึ้นมานั้นจะมีผลดีทางด้านเศรษฐกิจแน่นอน ณ ตอนนั้นประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ AEC เมื่อมีผู้คนออกมาต่อต้านเป็นกลุ่มพระสงฆ์และชาวบ้านทั้งที่ประเทศไทยเป็นพหุวัฒนธรรม การคิดต่อต้านถือเป็นการกระทำที่พลาดยิ่ง.

หมายเหตุ : งานชิ้นนี้เป็นผลงานฝึกหัดของนิสิต-นักศึกษา ที่เข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ ASEAN Activist Media ตอน อาเซียนเรื่องใกล้ตัว #ASEANeverywhere จัดโดยศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมูลนิธิสื่อประชาธรรม ระหว่างวันที่ 3-5 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,709 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.