• 23 มีนาคม 2560 - 15:07 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

แอมเนสตี้เผยแพร่รายงานประจำปี 58-59 พบการลิดรอนเสรีภาพเกิดขึ้นทั่วโลก

 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559 - 12:11 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 532 ครั้ง พิมพ์

 

วานนี้ (25 ก.พ.59) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเปิดเผยรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ประจำปี 2558-2559 ซึ่งรวบรวมสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนตลอดปี 2558 โดยให้ภาพรวมของห้าภูมิภาคและข้อมูลของแต่ละประเทศทั้งหมด 160 ประเทศและดินแดน รายงานชี้ให้เห็นว่าการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนยังดำเนินต่อไปอย่างเข้มแข็งในทุกมุมโลก

ทั้งนี้ งานแถลงข่าวเปิดตัวรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจำปี 2558-2559 จัดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกในวันพุธที่ 24 ก.พ. 2559 สำหรับประเทศไทยนายชำนาญ จันทร์เรือง ประธานกรรมการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เป็นตัวแทนมอบรายงานพร้อมทั้งข้อเรียกร้องถึงทางการไทย โดยมีนายอภิรัตน์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ผู้อำนวยการกองการสังคม กระทรวงการต่างประเทศเป็นตัวแทนรัฐบาลไทยรับมอบรายงานฉบับดังกล่าว

สำหรับประเทศไทยมีหลายประเด็นที่น่าห่วงใย เช่น การขัดแย้งกันด้วยอาวุธในประเทศการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย การปราบปรามผู้เห็นต่างจากรัฐ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงและโทษประหารชีวิต

ซาลิล เช็ตตี้ (Salil Shetty) เลขาธิการใหญ่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวเตือนในวาระแถลงรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกว่า การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับสากลกำลังถูกคุกคาม จากการที่แต่ละประเทศใช้อำนาจปราบปรามอย่างกว้างขวางในนามของความมั่นคงและแสวงประโยชน์ในระยะสั้น นำไปสู่การลิดรอนเสรีภาพและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

“ไม่ใช่แค่สิทธิของเราเท่านั้นที่ถูกคุกคาม แต่ยังรวมถึงกฎหมายและระบบที่คุ้มครองสิทธิเหล่านั้นด้วยผู้คนหลายล้านคนต้องทุกข์ทรมานอย่างมากจากการกระทำของรัฐและกลุ่มติดอาวุธ ในขณะที่รัฐบาลไม่มีความละอายและสร้างภาพว่า การทำงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง กฎหมายและระเบียบของประเทศชาติ”

จากการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในปี 2558 แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลในหลายประเทศละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจนรัฐกว่า 112 ประเทศได้ทำการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายกับประชาชนของตนเอง และรัฐ 30 แห่งหรือมากกว่านั้นบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยอย่างผิดกฎหมายไปยังประเทศที่พวกเขาอาจได้รับอันตราย และในอย่างน้อย 19 ประเทศ รัฐบาลและกลุ่มติดอาวุธได้ก่ออาชญากรรมสงครามหรือการละเมิดอื่น ๆ ต่อ “กฎหมายสงคราม”

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังเตือนถึงแนวโน้มที่น่ากังวล เนื่องจากรัฐบาลประเทศต่าง ๆ มุ่งโจมตีและคุกคามนักกิจกรรม นักกฎหมาย และบุคคลอื่นที่ทำงานคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมากขึ้น

“แทนที่จะตระหนักถึงบทบาทสำคัญของบุคคลเหล่านี้ในสังคม รัฐบาลในหลายประเทศกลับจงใจปิดปากไม่ให้พวกเขาส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในประเทศ รัฐต่าง ๆ เหล่านี้ได้ละเมิดกฎหมายในประเทศระหว่างการปราบปรามพลเมืองของตนเอง” ซาลิล เช็ตตี้กล่าว

สำหรับประเทศไทย ในรายงานระบุถึงการจับกุมผู้จัดกิจกรรมประท้วงอย่างสงบ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงละคร การโพสต์ความเห็นในเฟซบุ๊ก และการเขียนฝาผนัง และสำหรับการเพิกเฉยของรัฐบาลทหารต่อเสียงเรียกร้องของนานาชาติให้ยุติการสืบทอดอำนาจ และยุติการจำกัดสิทธิที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและการปิดปากผู้เห็นต่างโดยอ้างความมั่นคงของประเทศ

ด้านแชมพา พาเทล (Champa Patel) ผู้อำนวยการประจำสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก กล่าวถึงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยว่า แนวทางด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยยังเป็นเรื่องที่น่ากังวล ในขณะที่ระบอบปกครองของทหารฝังรากลึกมากขึ้น ส่งผลให้การเคารพสิทธิมนุษยชนถดถอยลงอย่างมากในปี 2558 ความพยายามปิดกั้นและปราบปรามผู้แสดงความเห็นต่างทางการเมืองได้ขยายตัวกว้างขวางอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนส่งผลให้มีการคุกคาม ดำเนินคดี และควบคุมตัวบุคคลจำนวนมากโดยพลการและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพียงเพราะการใช้สิทธิของตนอย่างสงบ ทางการยังคงใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อปิดกั้นเสียงที่เห็นต่างในระดับรุนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเช่นกัน”

สำหรับภาพรวมทั้งหมดของสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในแต่ละภูมิภาค โปรดดูรายงานประจำปี 2558-2559 ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล www.amnesty.org หรือรับชมวิดีโอสรุปสถานการณ์ภาพรวม 

นอกจากนั้นแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังจัดข้อเสนอต่อรัฐบาลไทย มีสาระสำคัญในเรื่องดังต่อไปนี้

การขัดแย้งกันด้วยอาวุธในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย

• ดําเนินการสอบสวนอย่างมีประสิทธิ ภาพและไม่ลําเอียงต่อการสังหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในทุกกรณี โดยเฉพาะในส่วนที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งให้นําตัวผู้ถูกกล่าวหาเข้ารับการไต่สวนตามกระบวนการยุติธรรมที่ได้มาตรฐานสากล และไม่มีการใช้โทษประหารชีวิต

• รับรองว่าผู้ ที่ถูกควบคุมตัวตามสถานที่ต่าง ๆ และค่ายทหารสามารถเข้ าถึงทนายความ ญาติพี่ น้ อง และได้ รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม ตลอดจนอนุญาตให้ หน่วยงานด้ าน สิทธิมนุษยชนที่เป็นอิสระเข้าเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวทุกแห่งได้

• ดําเนินการสืบหาและเปิดเผยที่อยู่ของทนายสมชาย นีลไพจิตร ตลอดจนบุคคลอื่นที่ถูกบังคับให้สูญหาย เพื่อรับรองว่าผู้ที่รับผิดชอบต่อการบังคับให้สูญหายจะถูกลงโทษ

การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย

• ดําเนินการสอบสวนอย่างเป็นอิสระและรอบด้านต่อข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่น ๆ ซึ่งกระทําโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อนําตัวผู้ กระทําผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

• ผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคลให้สูญหาย พ.ศ. .... โดยที่เนื้อหาต้องสอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

การปราบปรามผู้เห็นต่างจากรัฐ

• ปฏิรูปหรือยกเลิกกฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่สอดคล้องต่อพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายสิทธิ มนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายที่นําไปสู่การควบคุมตัว โดยพลการกฎหมายที่ลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความเห็น การสมาคม และการชุมนุมโดยสงบ ตลอดจนเสรีภาพในการเดินทาง

• ยุติการจับกุมหรือการควบคุมตัวโดยพลการ พร้อมทั้งรับรองว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวทุกคนจะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนจากคณะตุลาการที่เป็นอิสระโดยทันที ทั้งนี้ ต้องเป็นองค์คณะที่มีคุณสมบัติที่ชอบด้วยกฎหมายด้านการพิจารณาคดีและควบคุมตัวบุคคล

• ยุติการใช้ศาลทหารเพื่อไต่สวนคดีของพลเรือนไม่ว่าในกรณีใดทั้งสิ้นเพราะการกระทําดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดพันธกิจของไทยในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

• ยกเลิกคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ซึ่งกําหนดบทลงโทษเกี่ยวกับการมั่วสุมหรือชุมนุม 'ทางการเมือง' ที่มีจํานวนห้าคนหรือมากกว่า

• อนุญาตให้มีการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบ และไม่ลงโทษผู้ ที่ใช้สิทธิดังกล่าวอย่างชอบธรรม ซึ่งรวมถึงการกด 'ไลก์'และการแชร์ข้อมูลออนไลน์ด้วย

• รับรองว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามสถานที่ต่าง ๆ สามารถเข้าถึงทนายความ ญาติพี่น้องได้รับการ รักษาพยาบาลอย่างเต็มที่และต้ องขึ้นศาลพลเรือนที่เป็นอิสระ ตลอดจนมีมาตรการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายในสถานที่ควบคุมตัวต่าง ๆ และปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวอย่างเต็มที่

• ตระหนักถึงพันธกรณีของทางการไทยที่จะไม่ควบคุมตัว คุกคาม หรือลงโทษบุคคลเพียงเพราะการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกหรือการชุมนุมอย่างสงบ

นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

• ยุติการโจมตีการทํางานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เพราะถือเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

• ให้ สัตยาบันรับรองต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการ บังคับให้สูญหาย ( International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) และมีการดําเนินการที่จําเป็นเพื่อบังคับใช้อนุสัญญาในประเทศโดยทันทีหลังให้สัตยาบัน

ผู้ลี้ภัยและผู้โยกย้ายถิ่นฐาน

• เคารพต่อหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement)และรับรองว่าจะไม่มีการขับไล่ ส่งกลับ หรือบังคับให้เดินทางกลับไปยังประเทศหรือดินแดนต้นทาง ซึ่งผู้ลี้ภัยหรือผู้โยกย้ายถิ่นฐานเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงหากเดินทางกลับโดยเฉพาะในเมียนมาและลาว

• สอบสวนกรณีการบังคับชาวโรฮิงญาให้เดินทางกลับตลอดจนรับรองว่าจะมีการนําตัวผู้ กระทํา ผิดมาลงโทษ และมีการดําเนินการที่จําเป็นเพื่อไม่ให้ เกิดการบังคับให้เดินทางกลับในอนาคต

• เคารพต่อพันธกรณีระหว่างประเทศที่อนุญาตให้ผู้ แสวงหาที่พักพิงสามารถเข้าถึงกระบวนการแสวงหาที่พักพิงและสามารถติดต่อ UNHCR ได้ และรับรองว่าผู้ แสวงหาที่พักพิงจะได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

• ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี 1951 (1951 Convention Relating to the Status of Refugees) และพิธีสารปี1967 ของอนุสัญญาดังกล่าว

โทษประหารชีวิต

• พักใช้การประหารชีวิตในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นทางการโดยทันทีเพื่อให้สอดคล้องกับแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ 3 ซึ่งแสดงเจตจํานงในการออกกฎหมายยกเลิกโทษประหารชีวิตในอนาคต

• เสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อลดจํานวนความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต

• ลงนามและให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเลือกรับฉบับที่สองของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทาง การเมือง (Second Optional Protocol to the International Covenant on Civil and Political Rights) ที่มุ่งยกเลิกโทษประหารชีวิต กฎหมายจํากัดเสรีภาพในการแสดงความเห็น

• ฟื้นฟูสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบโดยทันที

• แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อให้สอดคล้ องกับกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยให้ยกเลิกข้อบัญญัติที่อนุญาตให้บุคคลใด ๆ สามารถฟ้องร้องบุคคลอื่นในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ ตลอดจนกําหนดอัตราโทษให้ได้สัดส่วนต่อฐานความผิด โดยในระหว่างที่รอการแก้ไข ให้ชะลอการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

• ถอนข้อกล่าวหาบุคคลใด ๆ ที่ถูกดําเนินคดีเพียงเพราะใช้เสรีภาพในการแสดงออกรวมทั้งปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังภายใต้ข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 14,734 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.