• 29 เมษายน 2560 - 04:54 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

กาดนัด กับการกลายเป็น ”เมือง” ของเชียงใหม่รอบนอก

 วันที่ 5 มีนาคม 2559 - 23:26 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,327 ครั้ง พิมพ์

 

เบญจา ศิลารักษ์ เรื่อง:ภาพ



เมืองเชียงใหม่มีพื้นที่ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ และเป็นฮับทั้งด้านเศรษฐกิจ การบริการสาธารณสุข การศึกษา การท่องเที่ยว ศูนย์กลางการบินในภาคเหนือ ทำให้มีประชากรเป็นอันดับ 5 ของประเทศ   มีทั้งคนจากต่างจังหวัด และต่างประเทศเข้ามาอยู่อาศัยประกอบอาชีพ และใช้บริการต่าง ๆ รวมไปถึงเดินทางท่องเที่ยว การเติบโต และขยายตัวของเมืองเชียงใหม่เป็นไปอย่างรวดเร็วในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา การเติบโตก็ไม่ต่างจากกรุงเทพ และจังหวัดใหญ่ทั้งหลาย คือ มีการขยายตัวทั้งในแนวดิ่ง สร้างตึกสูง คอนโดมีเนียม และการขยายตัวในแนวนอน การสร้างบ้านจัดสรรทั้งในเขตเมือง และรอบนอก มีห้างใหญ่กระจายตามจุดต่าง ๆ ในห้างใหญ่ก็จะสินค้าวางขายเหมือนกับเมืองใหญ่ทั่วไป    

แต่หากจะให้เข้าถึงความเป็นเมืองเชียงใหม่ และได้เห็นว่าคนท้องถิ่นมีวัฒนธรรมการกินอาหารอย่างไรก็สามารถจะเดินเข้าไปใน “กาด” หรือ “ตลาด” ที่กระจาย และแทรกตัวอยู่ตามชุมชน วัดในเขตรอบ ๆ เมืองเชียงใหม่ กาดที่มีลักษณะไม่ถาวร มีเพียงแคร่ไม้ไผ่ โต๊ะไม้แบบง่าย ๆ ที่สามารถรื้อถอนได้ตลอดเวลา จะสามารถพบเห็นได้ทั่วไปทุกหัวมุมเมืองของเมืองเชียงใหม่ ทั้งสันทราย สารภี สันป่าตอง หางดง แม่ริม ดอยสะเก็ด 

   แผงขายสารพัดสิ่งของเครื่องใช้ตลาดนัดตองกาย

“กาดนัด” ที่กระจายตัวอยู่ตามรอบนอกเมืองเชียงใหม่ มีไม่ต่ำกว่า 30 แห่ง (ข้อมูลจากเว็บไซต์ www.kadnad.org) และที่เรียกว่า “กาดนัด” ก็หมายถึงไม่ได้อยู่ประจำ จะต้องมาตามนัดของเวลา บางกาดก็จะขายวันจันทร์ พุธ ศุกร์ บางตลาดก็จะขายวันจันทร์ กับเสาร์ บางกาดก็จะขายวันอังคารกับพฤหัส ความเป็นมาของกาดในตอนเริ่มแรกจะเป็นลักษณะตลาดที่รองรับชุมชนที่อยู่ในบริเวณนั้นและชุมชนใกล้เคียง เช่น กาดนัดตองกาย ในเขตอำเภอหางดง ตอนแรกที่เริ่มก่อตั้งจะเป็นกาดสำหรับคนบ้านตองกายและใกล้เคียง แต่เมื่อเมืองมีการขยายตัวจากเมืองเชียงใหม่ ถนนคันคลองเริ่มสร้างเสร็จ มีโครงการหลวงราชพฤกษ์ พืชสวนโลก ไนท์ซาฟารี และบ้านจัดสรร ทำให้กาดรองรับกลุ่มคนที่มาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้นไม่เฉพาะแต่คนบ้านตองกาย แต่ยังรวมถึงกลุ่มคนใหม่ ๆ เช่นคนชั้นกลางที่อยู่บ้านจัดสรร กลุ่มชาวต่างชาติที่มาตั้งรกรากในเมืองเชียงใหม่ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวเกาหลี ญี่ปุ่นที่มาท่องเที่ยวในแถบนั้น ก็จะมาเดินกาดตองกายด้วยเพราะต้องการเข้าถึงความเป็นเชียงใหม่ผ่านการกินอาหาร การอุปโภคบริโภคของคนในท้องถิ่นเอง ซึ่งจะไม่สามารถหาได้ถ้าหากเดินเข้าห้างใหญ่ ที่มีสินค้าเหมือน ๆ กัน 

ลุงลี ปีเมือง กรรมการวัดตองกาย ผู้ริเริ่มก่อตั้งกาดนัดตองกาย เล่าให้ฟังว่า กาดนัดตองกายตั้งขึ้นมาประมาณเกือบ 20 ปีมาแล้ว ก่อนที่กาดนัดตองกายจะมาอยู่ในที่ดินบริเวณหน้าวัดตองกายนั้น เดิมตั้งอยู่ที่บ้านกำนันอู๊ดมาก่อน ซึ่งได้ให้พื้นที่กับชุมชนในการจัดทำกาดเพื่อเป็นพื้นที่ให้คนในชุมชนมาแลกเปลี่ยนซื้อขายกันเอง  ส่วนใหญ่จะเป็นคนบ้านตองกาย แต่ต่อมาประมาณปี 2545 กำนันอู๊ดได้แบ่งที่ดินตนเองให้แก่ลูกหลาน ทำให้ชาวบ้านไม่มีสถานที่ที่จะทำกาดนัด ชาวบ้านในชุมชนเห็นว่าพื้นที่สาธารณะที่เหลืออยู่ในหมู่บ้านจะหลงเหลืออยู่เพียงบริเวณหน้าวัดตองกายแห่งเดียวเท่านั้น จึงรวมกลุ่มไปขอใช้ที่ดินจากทางวัดเพื่อจัดทำเป็น “ตลาด” ขึ้นมา  และจะเป็นการใช้พื้นที่วัดชั่วคราวทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เฉพาะเวลาเย็นเท่านั้นตั้งแต่บ่ายสามโมงถึงสองทุ่ม

“การมีกาด ก็ช่วยให้คนยากคนจนที่ไม่มีเงินเช่าตึกในการทำมาค้าขาย และชาวบ้านก็เอาสินค้าทั้งอุปโภค บริโภค และสินค้าเกษตรก็จะเป็นพืชผักที่ปลูกเองมาวางขาย และบางส่วนก็ไปรับของจากกาดหลวง(ตลาดใหญ่ในเมือง) มาขายที่นี่เพื่อเป็นการบริการให้แก่ชุมชน” ลุงลีเล่าถึงความเป็นกาดในช่วงแรก ๆ 

คุณยายจากบ้านตองกายเอาพืชผักที่ปลูกเองมาขาย

คนที่มาจับจ่ายใช้สอยในช่วงแรกจะเป็นชาวบ้านตองกาย และบริเวณใกล้เคียงเป็นหลัก เพราะสะดวก และไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงในเมือง ต่อมาเมื่อเมืองเชียงใหม่เริ่มขยาย จากการที่มีคนจากต่างถิ่นมาอาศัยอยู่มากขึ้น กาดนัดตองกายก็เริ่มปรับเปลี่ยนไป ผู้คนที่เข้ามาสัมพันธ์กันในกาดก็มีกลุ่มคนที่หลากหลายมากขึ้นตามความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่แถบนี้  มีทั้งคนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานเพื่อทำงานในเมืองเชียงใหม่ ทั้งคนงานไทใหญ่ คนจากอำเภอรอบนอก จังหวัดใกล้เคียงเชียงใหม่ที่เข้ามาทำงานรับจ้างก่อสร้าง ทำงานรับจ้างทั่วไป และยังรวมถึงบรรดาชนชั้นกลางที่มาไกลจากทางใต้ กรุงเทพฯ ที่มารับราชการ ทำงานมหาวิทยาลัย รวมไปถึงนักท่องเที่ยว จนถึงทุกวันนี้กาดนัดตองกายจึงไม่ใช่กาดนัดเฉพาะคนบ้านตองกายและบริเวณใกล้เคียงแล้ว แต่เป็นกาดนัดที่รองรับคนต่างถิ่นมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้คนที่มาขายของในกาดนัดตองกายก็จะมีหน้าใหม่ ๆ ที่ไม่เฉพาะแต่คนตองกายและพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว บางคนเป็นแม่ค้ากาดนัดที่ขายของเวียนทั่วเชียงใหม่ บางคนมาจากอีสาน บางคนมาจากจังหวัดใกล้เคียง เช่นแม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ เป็นต้น และน่าสังเกตว่าแม่ค้าโดยส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นค้าขาย บางคนทำงานก่อสร้างแล้วรู้สึกว่าไม่ไหว งานหนักเกินไปเช่นแม่ค้าชาวไทใหญ่ที่ขายอาหารไทใหญ่ บางคนเป็นเกษตรกร แต่รู้สึกว่าทำการเกษตรไม่มีเงินเป็นกอบกำส่งลูกเรียนก็มาค้าขาย บางคนก็ยังเป็นเกษตรกรอยู่ แต่การขายของกาดนัดเป็นอาชีพเสริม ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นต้น

แผงขายอาหารไทใหญ่ที่กาดตองกาย

ลุงลีบอกว่าคนที่มาซื้อของที่กาดนัดตองกายแต่ละกลุ่มจะมาซื้อสินค้าไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นชาวบ้านก็จะซื้อพืชผัก เนื้อหมู เนื้อปลา และของอุปโภค บริโภคที่ขายในกาด แต่ถ้าเป็นกลุ่มคนงานไทใหญ่ที่ทำงานในพืชสวนโลก ไนท์ซาฟารี หรือโรงงานใกล้เคียงก็จะซื้อพวกกับข้าวถุง เบเกอรี่ราคาถูก และอาหารไทใหญ่ที่เป็นคนไทใหญ่จากเวียงแหง ส่วนนักท่องเที่ยวมักจะมาเที่ยวชม และถ่ายรูปเป็นหลัก และมักจะซื้อของกินท้องถิ่นกลับไป เช่นข้าวหลาม แกงเมือง ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม ข้าวเหนียวนึ่ง ส่วนพวกข้าราชการ พนักงานบริษัท หรือชาวต่างชาติที่เข้ามาตั้งรกรากที่เชียงใหม่แล้ว มักจะซื้อผัก ผลไม้เพราะบอกว่าสดดี และจะซื้อของกินท้องถิ่น โดยชาวต่างชาติที่เป็นฝรั่งมักจะนิยมมาซื้อ “จิ๊นนึ่ง” กันอย่างมาก                

ลุงลีเล่าต่อว่าการก่อตั้งตลาดนั้นเพราะต้องการให้ชาวบ้านที่ไม่มีเงินลงทุนได้ทำมาหากินและค้าขายกัน  ดังนั้นการเก็บค่าแผงก็จะคิดในราคาที่ถูก ค่าแผงที่เก็บในแต่ละวันมีตั้งแต่ต่ำสุด 5 บาทจนถึงสูงสุด 40 บาท แล้วแต่ขนาดของแผงถ้าพื้นที่น้อยก็จ่ายน้อย เช่น มีโต๊ะมาตั้งแค่ตัวเดียว แต่ถ้าแผงใหญ่ เช่น คนไทใหญ่จากเวียงแหงที่เอาอาหารไทใหญ่มาขายทั้งของแห้ง ของสดก็จะคิด 40 บาท หรือถ้าเป็นแผงอาหารทะเลที่ยอดขายกำไรดีก็จะจ่ายมาก เป็นต้น เงินที่ได้มาจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ 1.จ่ายค่าน้ำค่าไปให้วัด 2.ค่าเบี้ยเลี้ยงคนเก็บเงินที่มาจากบ้านตองกาย 2 หมู่บ้าน คนละ 150 บาทต่อวัน 3.ค่าถุงขยะ และคนเก็บขยะหลังเลิกตลาดประมาณ 300-500 บาท เงินเหลือในแต่ละครั้งก็เก็บเข้าบำรุงวัด เมื่อรวมยอดทั้งปีจะมีเงินเหลือให้วัดใช้ประมาณ 70,000-100,000 บาท วัดก็จะเงินใช้ในกิจการต่าง ๆ เช่นเวลาที่มีงานตานก๋วยสลากภัต ทางวัดก็จะเอาเงินนี้ไปใช้ได้ เป็นต้น เวลาวัดอื่นมีงานและทางวัดต้องไปทำบุญด้วยก็จะใช้เงินนี้ และจะว่าไปวัดก็มีรายได้หลักมาจาก “กาดนัด” เป็นหลัก  เพราะคนเริ่มทำบุญกันน้อยลงด้วย และวัดตองกายไม่ได้มีการจัดกิจกรรมอื่นใดที่จะเป็นการหารายได้เข้าวัดเช่นวัดอื่น ๆ ที่ยังพอมีบ้าง เช่นการจัดคอร์สปฏิบัติธรรม เป็นต้น

เป็นที่น่าสังเกตว่า “กาดนัด” ในเชียงใหม่หลายแห่งใช้พื้นที่ของวัด เพราะจะว่าไปพื้นที่สาธารณะที่หลงเหลืออยู่ในเมืองก็คือพื้นที่ของวัด และถ้าวัดไหนไม่ได้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม  เป็นโรงเรียนสอนธรรมมะ หรือมีสถาปัตยกรรมเด่น ๆ ให้คนมาท่องเที่ยวถ่ายรูป การหารายได้เข้าวัดก็จะมาจากการมี “กาดนัด” เป็นหลัก วัดที่เหมือนวัดตองกายอีกแห่งหนึ่งคือวัดโป่งน้อย ในเขตเทศบาลตำบลสุเทพ ซึ่งจะมีกาดนัดทุกวันจันทร์ กับวันเสาร์ พระอาจารย์ขาว กันตสีโล เจ้าอาวาสวัดโป่งน้อยเล่าว่ากาดนัดโป่งน้อยตั้งขึ้นมาประมาณปี 2537 โดยคนในชุมชนมาขอพื้นที่ของวัดเพื่อจัดตั้งเป็น “กาดนัด” เพื่อให้คนในชุมชนได้เข้ามาทำมาค้าขายกัน โดยส่วนใหญ่เป็นคนชุมชนโป่งน้อย และชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงเช่น ห้วยทราย สันลมจอย การเก็บค่าแผงในกาดของโป่งน้อยก็เหมือนกับกาดตองกายคือตั้งแต่ 5 บาทจนถึงสูงสุด 100 บาท เงินก็จ่ายบำรุงค่าน้ำค่าไฟให้วัดที่เหลือก็นำเข้าบำรุงวัด

พระอาจารย์ขาว เจ้าอาวาาสวัดโป่งน้อย

“การมีกาดนัดนั้นช่วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับวัดได้เป็นอย่างดี ทำให้มีงบสำหรับการพัฒนาหมู่บ้าน แล้ววัดก็ยังเก็บเงินเป็นทุนการศึกษาให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านโป่งน้อยด้วย” พระอาจารย์ขาวเล่าถึงข้อดีของการที่มีกาดนัดในวัด การใช้พื้นที่ของวัดเพื่อทำกาดนัดจึงไม่ใช่เป็นการรบกวนใด ๆ ในกิจการของสงฆ์ เพราะเป็นการใช้พื้นที่ชั่วคราวเฉพาะวันจันทร์ กับวันเสาร์เท่านั้น 

อย่างไรก็ตามกาดนัดในเชียงใหม่ที่ขยายตัวอยู่ตามที่ต่าง ๆ ของเมืองเชียงใหม่ในเขตรอบนอกนั้นก็มีลักษณะที่แตกต่างกันไป บางแห่งก็ตั้งอยู่ในพื้นที่เอกชน และเป็นที่น่าสนใจว่าผู้เข้ามาประกอบการล้วนเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่ยังไม่มีเงินทุนเพียงพอที่ลงทุนเช่าตึกแพง ๆ ดังนั้นพื้นที่กาดนัดเชียงใหม่จึงสะท้อนทั้งความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ของเมืองเชียงใหม่ที่มีผู้คนหลากหลายสถานะ สะท้อนความสัมพันธ์ของวัดกับชุมชนในมิติใหม่ ๆ ที่ลุงลีเองก็บอกว่าวัดทุกวัดต้องมีการหารายได้ เพราะจะอยู่ได้ด้วยการทำบุญก็นับวันจะน้อยลงไป

หากจะว่าไปการใช้พื้นที่สาธารณะของเมือง และเปิดพื้นที่ให้คนเข้ามาทำมาค้าขายตามจุดต่างๆ ไม่ได้มีแต่ฉพาะเมืองเชียงใหม่ เมืองใหญ่ที่มีผู้คนจากที่ต่าง ๆ ก็มีลักษณะนี้เหมือน ๆ กัน การเกิดขึ้นของแผงลอยในกรุงเทพ และอีกหลายจังหวัดก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือคนที่จะเข้ามาขายของมักจะเป็นผู้มีรายได้น้อย ไม่มีเงินลงทุนมากนัก อาหาร และสินค้าที่ขายตามกาด หรือแผงลอยมีราคาไม่สูงเกินไปเพราะพ่อค้า แม่ค้าไม่ต้องลงทุนสูง จึงตอบสนองผู้มีรายได้น้อยไปจนถึงคนที่เริ่มมาทำงาน ตั้งถิ่นฐานในเมืองใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีเงินทุนสะสมมากนัก “กาดนัด” “แผงลอย” จึงเป็นส่วนหนึ่งของเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้.

กาดโป่งน้อย วันที่ไม่มีกาด

คนมุสลิมมาขายของที่กาดตองกาย

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 14,874 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.