• 1 พฤษภาคม 2560 - 11:23 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

มูลนิธิเพื่อนพึ่งพาฯ-มช. จัดเสวนาฝ่าหมอกควัน ย้ำผลกระทบทางสุขภาพ ถกปมปัญหาในภาคเกษตร

 วันที่ 13 มีนาคม 2559 - 06:53 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 523 ครั้ง พิมพ์

 

วานนี้ (12 มีนาคม 2559) มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานเสวนาวิชาการและนิทรรศการ เรื่อง “การบริหารจัดการปัญหาหมอกควันเพื่อลดภัยพิบัติ” เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 ระหว่างวันที่ 11-12 มีนาคม 2559 ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  โดยในวันที่ 12 มีนาคมได้มีการจัดเสวนา“การบริหารจัดการปัญหาหมอกควันเพื่อลดภัยพิบัติ” โดยมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบ และแนวทางการแก้ไขปัญหา

ในช่วงการบรรยายเรื่อง“ผลกระทบจากปัญหาหมอกควันในภาคเหนือทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจจากการเผา” โดยวิทยากรคือ รองศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์เทพ วิวรรธธนะเดช จากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์ ดร.ผทัยรัตน์ ภาสน์พัฒน์กุล จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคุณไพรัช โตวิวัฒน์ ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่  สาระสำคัญมุ้งเน้นไปที่ผลกระทบด้านสุขภาพและด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก

รองศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์เทพ วิวรรธธนะเดช จากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้บรรยายเกี่ยวกับ ผลกระทบในด้านสุขภาพว่า เนื่องจากปัญหาหมอกควันที่พบตัวการคือเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็ก และแก๊สซึ่งทำปฏิกิริยากับสิ่งมีชีวิตส่งผลให้เกิดอันตรายและทำให้เกิดโรคตามมา  ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากหมอกควันมีทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยสาเหตุต้นต่อที่ใหญ่ที่สุดก็คือการเผาในที่โล่ง เพราะก๊าซที่พบมากเป็นก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้  ซึ่งส่วนใหญ่ที่ประชาชนเป็นกันมากก็จะมีอาการแสบตา และอาจทำให้เกิดการอักเสบ ระบบทางเดินหายใจยังทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลง เนื่องจากแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้น้อยลง ทำให้หายใจถี่ขึ้นส่งผลให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกอาจเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและนอกจากนี้ยังทำให้เกดโรคมะเร็งปอด โดยพบว่าอัตราเฉลี่ยของผู้ที่เสี่ยงเป็นมะเร็งปอดมากที่สุดอยู่ที่บริเวณภาคเหนือมีความเสี่ยงกว่าในพื้นที่อื่นถึง 4 เท่า

ส่วนปัญหาทางด้านเศรษฐกิจนั้น อาจารย์ ดร.ผทัยรัตน์ ภาสน์พัฒน์กุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า  ในส่วนของภาคการเกษตร พืชที่เป็นต้นตอของปัญหาหลัก ๆ แล้วก็คือ ข้าวโพด ส่วนใหญ่ในภาคเหนือจะปลูกข้าวโพดที่ไว้สำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เนื่องจากข้าวโพดเป็นพืชที่ให้รายได้ในช่วงสองปีแรกอย่างดี ชาวบ้านจึงนิยมปลูกข้าวโพดกัน แต่ผลเสียของมันก็มีมากภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือภาคการท่องเที่ยว เพราะสูญเสียรายได้ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไป ซึ่งหากยังไม่สามารถหาวิธีที่เข้าช่วยเหลือให้เกษตรหยุดการเผาได้ปัญหาก็จะยังคงมีต่อไป

ส่วนของแนวทางสำหรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว นายไพรัช โตวิวัฒน์ ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ประธานหอการค้าเชียงใหม่ เสนอว่า ทางภาคเอกชนได้เล็งเห็นถึงปัญหาเหล่านี้เช่นกัน และได้มีความพยายามหาวิธีแก้ไขโดยร่วมมือกับหลาย ๆ องค์กร การแก้ไขจึงต้องคำนึงถึงชาวบ้านเป็นหลัก เพราะก็รู้ ๆ กันอยู่ว่า ชาวบ้านเองก็ต้องกินต้องใช้  โดยวิธีการคือ ลำดับแรกรวบรวมข้อมูลงานวิจัยต่าง ๆ ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาเรื่องพื้นที่การทำมาหากินของชาวบ้านได้มีการลงพื้นที่สำรวจในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มเพื่อทดลองโครงการ ได้มีความพยายามที่จะลดการใช้สารเคมีโดยการเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดมาปลูกพืชออร์แกนิค และคิดไปถึงขั้นการทำการเกษตรเพื่อการท่องเที่ยวแบบไร่แม่กำปอง ซึ่งในพื้นที่ไร่แม่กำปองทุกครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีการซึ่งยังได้เปิดเผยโครงการปฏิบัติการเชียงใหม่แจ่ม เป็นโมเดลในการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะได้เริ่มทำต่อไป

ต่อมาบรรยาย เรื่อง “แนวทางการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน กรณีศึกษาพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม” โดย นายทศพล เผื่อนอุดม นายอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ และนายสมเกียรติ มีธรรม สถาบันอ้อผะหญา เนื่องจากอ.แม่แจ่มมีการปลูกข้าวโพดเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัญหาที่ตามมาคือมีปัญหาหมอกควันจากการเผาเศษวัสดุภาคเกษตร อีกทั้งพื้นที่ส่วนมากของอำเภอแม่แจ่มเป็นพื้นที่เขาสูงถึงร้อยละ 70 พื้นที่ราบเชิงเขาร้อยละ 20 และมีที่ราบ ร้อยละ 10

นายทศพล เผื่อนอุดม นายอำเภอแม่แจ่ม กล่าวว่า “พื้นที่แม่แจ่มเป็นพื้นที่เขาสูง ซึ่งปัญหาจริง ๆ ของประชาชนในพื้นที่เป็นเรื่องของการบุกรุกพื้นที่ป่าและการไม่มีเอกสารสิทธิ์ ปัญหาด้านคุณภาพชีวิตปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การคมนาคม ไม่มีไฟฟ้าใช้ ปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งคือ ข้าวโพด”

“ปัญหาหมอกควันในพื้นที่แม่แจ่มมีสาเหตุสำคัญมาจาก พื้นที่การเกษตรโดยเกษตรกรเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การเข้าป่าล่าสัตว์จุดไฟแล้วไม่ดับ การเผาป่าเพื่อให้หญ้าขึ้น การบุกรุกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่ทำกิน”

อย่างไรก็ตามนายทศพล เผื่อนอุดม กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีโครงการ “โมเดลแม่แจ่ม” ขึ้นมา เพื่อวางแผนป้องกันและแก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่า ดังนี้ แบ่งออกเป็น 3 มาตรการ ได้แก่มาตรการก่อนเกิดเหตุ (ป้องกัน) ปัจจุบัน – 15 ก.พ. นี้ มาตรการช่วง 60 วันอันตราย (รับมือ) 15 ก.พ. – 15 เม.ย.นี้ และมาตรการหลัง 60 วันอันตราย (สร้างสร้างความยั่งยืน) หลัง 15 เม.ย.59 – 15 ก.พ.60 การเตรียมมาตรการลดเชื้อเพลิงในพื้นที่เกษตร

“ทั้งนี้ยังมีมาตรการป้องกันด้านการลดปริมาณเชื้อเพลิงในการเผาข้าวโพด เรามีโครงการหยุดเผาพื้นที่การเกษตร โดยมีเป้าหมาย 1.1 หมื่นไร่ โดยส่งเสริมการกลบไถตอซังทำปุ๋ยหมัก จัดระเบียบการชิงเผาก่อน และการลดการจุดโม่เผา 36 จุด มีโครงการหมักอาหารโคกระบือ โครงการเชื้อเพลงอัดแท่งที่เราทำและประสบความสำเร็จ”

“เมื่อมีปัญหาไฟป่า โดยเฉพาะคนแม่แจ่มจะตกเป็นจำเลยสังคมว่าหมอกควันมาจากการเผาของคนดอยนี้แหล่ะ อย่างที่พูดในตอนเช้าว่าจะไม่ให้ชาวบ้านปลูกข้าวโพด ผมว่ามันอาจจะเป็นไป แต่ยาก เพราะผมเคยถามชาวบ้านเองว่าเลิกปลูกข้าวโพดได้มั้ย ชาวได้แต่ขอน้ำได้มั้ย คือน้ำประปาซึ่งตอนแรกผมคิดว่าง่ายกับการเอาน้ำประปามาให้ชาวบ้านแต่ที่จริงแล้วมันไม่ง่ายอย่างนั้นเลย” นายอำเภอแม่แจ่มกล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายสมเกียรติ มีธรรม จากสถาบันอ้อผะหญา กล่าวถึงประเด็นการจัดการพื้นป่าโดยมีเป้าหมายในการคืนผืนป่าให้กับแม่แจ่ม เมื่ออำเภอแม่แจ่มมีการตรวจพบจุดความร้อนที่มากเป็นอันดับ 2 รองจากอำเภออมก๋อย รัฐบาลจึงกำหนดให้แม่แจ่มเป็นพื้นที่เป้าหมายในการฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ตามยุทธศาสตร์บูรณาการจัดการป่าต้นน้ำเสื่อมสภาพบนพื้นที่สูงชัน ระยะเร่งด่วน พ.ศ.2558 – 2559

“ตัวของยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวในอำเภอแม่แจ่มให้ได้ 1.1แสนไร่ ทั้งนี้ ภาคประชาสังคม องค์กรท้องถิ่น และผู้นำชุนชนในอำเภอแม่แจ่มได้ดำเนินการจัดการทำข้อมูลจำแนกแนวเขตป่าไม้ที่ดินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 แต่ก็ยังมีประเด็นการตรวจสองแนวป่าไม้ที่ดินตามยุทธศาสตร์จัดระเบียนคนและพื้นที่ แต่การส่งเสริมสร้างรายได้ยังไม่ตอบโจทย์ชาวบ้าน ยิ่งมีประเด็นปัญหาหมอกควันมา คิดว่ายุทธศาสตร์การจัดการป่าไม้ยังไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาหมอกควันอีกเช่นกัน”.

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 14,880 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.