• 29 มีนาคม 2560 - 18:05 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือฮือยกเลิกคำสั่งคสช. 9/2559 รัฐจ้างเอกชนโดยไม่ต้องรออีไอเอ

 วันที่ 17 มีนาคม 2559 - 10:09 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 470 ครั้ง พิมพ์

 

เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือประชุมสรุปสถานการณ์ ได้ข้อสรุปลั่นคสช.ต้องยกเลิกคำสั่ง 9/2559 หวั่นเปิดทางรัฐจัดจ้างเอกชนทำโครงการเร่งด่วนโดยไม่ต้องรอรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) คาดซ้ำเติมปัญหาสวล. สร้างความขัดแย้งในพื้นที่ และเปิดทางคอร์รัปชัน



วานนี้ (16  มี.ค. 2559) ณ เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ จัดประชุมโดยมีตัวแทนจากเครือข่ายลุ่มน้ำต่าง ๆ อาทิ ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำแม่แจ่ม-แม่ปิง  ลุ่มน้ำคลองชมพู เข้าร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์ภายในพื้นที่ รวมไปถึงในตอนท้ายมีการออกแถลงการณ์เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ เรื่องยกเลิกคำสั่ง 9/2559 แก้ไขพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม เปิดทางรัฐจ้างเอกชนก่อสร้าง

ทั้งนี้ เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ใจความว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อให้การดําเนินโครงการหรือกิจการของรัฐในการจัดให้มีสาธารณูปโภคที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะสามารถดําเนินการได้โดยเร็วซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศในด้านเศรษฐกิจและสังคม  ดังนั้น อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หัวหน้า คสช.จึงมีคําสั่งให้เพิ่มความเป็นวรรคสี่ ของมาตรา 47 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ว่าในกรณีที่มีความจําเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ในการดําเนินโครงการหรือกิจการด้านการคมนาคมขนส่ง การชลประทาน การป้องกันสาธารณภัย โรงพยาบาล หรือที่อยู่อาศัย ในระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) ตามวรรคหนึ่ง  ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหรือกิจการนั้น อาจเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดําเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดําเนินการตามโครงการหรือกิจการไปพลางก่อนได้ แต่จะลงนามผูกพันในสัญญาหรือให้สิทธิกับเอกชนผู้รับดําเนินการตามโครงการหรือกิจการไม่ได้“

นายเชาว์ เย็นฉ่ำ ประธานเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู กล่าวว่า หลังจากกองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรฯจังหวัดพิษณุโลก มีการจัดการประชุมแก้ไขปัญหาโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองชมพู และมีแผนว่าจะจัดเวทีแสดงความคิดเห็นครั้งต่อไปในวันที่ 10 มีนาคม 59 นั้น ในเบื้องต้นทางชาวบ้านชมพูยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมเนื่องจากไม่มีการทำหนังสือที่เป็นทางการมายังกลุ่มตน ทั้งที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำและชาวบ้านจากสองหมู่บ้านในเขตต้นน้ำได้รับผลกระทบโดยตรง

ทั้งนี้ มีข้อเสนอจากทางเครือข่ายลุ่มน้ำคลองชมพูอาจมีการยกเวทีให้คณะกรรมการสิทธิฯ เป็นผู้จัดเวทีประชาคมให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมในการแสดงความคิดเห็น สำหรับสาเหตุที่ประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องการเขื่อนคลองชมพูนั้น เกรงว่าจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า และพันธ์ไม้หายาก โดยเฉพาะจระเข้ที่ใกล้สูญพันธ์ และระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์บริเวณลุ่มน้ำอาจมีการเปลี่ยนแปลงหากมีการสร้างเขื่อนจริง

ด้านนายสมมิ่ง เหมืองร้อง ประธานคณะกรรมการคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้น กล่าวว่า พื้นที่แก่งเสือเต้นที่ผ่านมาหลังจากมีการพยายามจะสร้างเขื่อนแล้ว โดยใช้วิธีการทั้งการเปลี่ยนชื่อจากโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นมาเป็นเขื่อนยมบน ยมล่าง หรือแม้กระทั่งโครงการเตาปูน ทั้งจากการให้เหตุผลอื่น ๆ เข้ามาเก็บข้อมูลในพื้นที่หลายครั้งรวมไปถึงมีการแอบประชุมลับจากหน่วยงานราชการอยู่เป็นระยะ แต่ในขณะเดียวกันในทางพื้นที่เองก็ยังคงดำเนินงานในการอนุรักษ์ต้นน้ำและป่าสักทองเอาไว้ในรูปแบบกิจกรรมต่าง ๆ อยู่ทั้งจากคนในพื้นที่เองและการเข้ามาดูงานจากหน่วยงานข้างนอก

นายสมเกียรติ มีธรรม ผู้อำนวยการสถาบันอ้อผะหญา กล่าวว่า สำหรับคำสั่ง ที่ 9/ 2559 ตนมีความกังวลเป็นอย่างมากเกี่ยวกับคำสั่งดังกล่าวที่อาจมีการส่งช่วงต่อผู้รับเหมาในการดำเนินโครงการต่าง ๆ ระหว่างที่มีการดำเนินการตรวจสอบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีการทำรายงานดังกล่าวแล้วเสร็จ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเกิดผลกระทบต่อชุมชนโดยเฉพาะเป็นการละเมิดสิทธิชุมชน และส่งผลต่อความไม่ปลอดภัยต่อแกนนำที่ออกมาเรียกร้องสิทธิชุมชนของตนมากขึ้น

ในช่วงท้ายตัวแทนเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือจึงร่วมกันอ่านแถลงการณ์ เรื่อง “ยกเลิกคำสั่ง 9/2559โดยมีเนื้อหา ดังนี้

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาภาครัฐมักมีการฉวยโอกาสอ้างสถานการณ์น้ำท่วมน้ำแล้งในการผลักดันโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ซึ่งไม่ได้เป็นแนวทางการแก้ปัญหาอย่างถูกวิธีและยั่งยืน เนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมและไม่ตรงกับความเป็นจริงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่นั้น ๆ ผลก็คือก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม ระบบนิเวศลุ่มน้ำถูกทำลาย ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งรุนแรงและขยายตัวมากขึ้น สร้างความขัดแย้ง เกิดการคอร์รัปชัน และสูญเสียงบประมาณอันเป็นภาษีของประชาชนโดยเปล่าประโยชน์

ในกรณีคำสั่งคสช. 9/2559 เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ (คปน.) เห็นว่าเป็นการรวบรัดขั้นตอนการดำเนินโครงการและกิจการขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้ 1) มีการผลักดันและเร่งรัดปัดฝุ่นเอาโครงการสร้างเขื่อนและผันน้ำเก่าที่เคยมีปัญหาและไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมาดำเนินงาน 2) สร้างความขัดแย้งระหว่างชาวบ้าน ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งระหว่างประชาชนกันเองซึ่งสวนทางกับการปรองดอง 3) เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน 4) สร้างความไม่ไว้วางใจต่อหน่วยงานรัฐเพราะแม้แต่หน่วยงานรัฐเองก็ตอบไม่ได้ว่าโครงการจัดการน้ำทั้ง 8 โครงการนั้นคืออะไรบ้าง  5) การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)ขาดคุณภาพมากขึ้น  6) ขัดกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 มาตรา 4 ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและชุมชน  7) เกิดความเสี่ยงต่อการคุกคามชุมชนและผู้นำชุมชนมากขึ้น

เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวข้างต้น เกิดการจัดการน้ำอย่างเป็นธรรม และคืนความสุขให้ประชาชนอย่างแท้จริง  เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ(คปน.) อันประกอบด้วย 1) คณะกรรมการคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้น ยมบน-ยมล่าง จ.แพร่ 2) เครือข่ายชุมชนรักษ์ป่าลุ่มน้ำแม่แจ่มตอนบน จ.เชียงใหม่ 3) เครือข่ายคัดค้านเขื่อนแม่ขาน จ.เชียงใหม่ 4) เครือข่ายคัดค้านเขื่อนห้วยตั้ง จ.ลำพูน 5) เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู จ.พิษณุโลก 6) เครือข่ายคัดค้านโครงการเขื่อนโป่งอาง จ.เชียงใหม่ 7) เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบโครงการผันน้ำป๋าม จ.เชียงใหม่   จึงมีข้อเรียกร้อง ดังนี้

  1. ให้ยกเลิกคำสั่ง 9/2559 เพื่อให้มีการดำเนินงานโครงการต่างๆไปเป็นตามกระบวนการปกติ
  2. เร่งฟื้นฟูและรักษาแหล่งน้ำตามธรรมชาติอย่างบูรณาการ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน
  3. ยุติการขุดลอกแม่น้ำ และการจัดการน้ำที่ก่อให้เกิดผลกระทบอื่น ๆ

เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคเหนือ(คปน.)

16 มีนาคม 2559

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 14,762 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.