• 20 สิงหาคม 2560 - 18:33 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เล่าเรื่องจาว “กาดนัด”ตองกาย จากลูกจ้างสู่ผู้ประกอบการรายย่อย

 วันที่ 19 มีนาคม 2559 - 05:22 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 871 ครั้ง พิมพ์

 

เมื่อความเป็นเมืองได้ขยายขอบเขตออกไป จนเราไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างอะไรคือ”เมือง” อะไรไม่ใช่ “เมือง”ได้อย่างชัดเจน พื้นที่แห่งนี้ได้กลายเป็นความหวังของผู้คนที่จะเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับสถานะของตัวเองให้ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่มาจากภาคเกษตร หรือแรงงานที่อพยพข้ามถิ่นฐานมา แต่ใช่ว่าทุกคนที่เข้ามาจะเข้าถึงโอกาสและมีชีวิตที่ดีได้

“กาดนัด” ได้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ตกงาน ประสบความล้มเหลวจากการลงทุนทำอย่างอื่น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ใช้การลงทุน และความเสี่ยงที่ไม่สูงมากนักหากเทียบกับพื้นที่อื่นๆในเมือง สามารถทดลองค้าขายได้หลายครั้ง อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่รัฐเข้ามาจัดการน้อยมาก (แต่ช่วงหลัง ๆ เริ่มเข้ามาจัดการมากขึ้นหากพื้นที่ค้าขายเหล่านั้นกระทบต่อพื้นสาธารณะหรือกีดขวางการลงทุนของกลุ่มทุนใหญ่)

สุนีย์ จันทร์ต๊ะนาเขต หรือป้านีย์ อายุ 65 ปี ขายของอยู่ในกาดนัดบริเวณชานเมืองเชียงใหม่ มาเป็นเวลา 20 กว่าปีจนสามารถตั้งตัว และมีชีวิตที่ดี ส่งเสียลูกจนเรียนจบ แต่กว่าที่ชีวิตของเธอจะดำเนินมาถึงจุดนี้ ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ต้องผ่านอุปสรรคนานับปการ เฉกเช่นเดียวกับผู้คนอื่นๆที่ตัดสินใจละทิ้งอาชีพเกษตรกรรมและอพยพเข้ามาสู่เมือง

“แม่อยู่เชียงคำ แถวพะเยา เชียงราย เมื่อก่อนทำนา ได้วันละ 5 บาท ถ้า ปวดหัว เจ็บท้องไป ครึ่งวันได้ 2.5 บาท นาเราไม่มีรับจ้างเอา ทำนาจนถึงอายุ 18 ปี ก็เข้ามาเชียงใหม่ เข้ามารับจ้าง”

หลังจากอพยพมาเชียงใหม่ เธอเข้ามารับจ้างทั่วไป ทั้งเป็นแม่บ้าน ถางหญ้าทำสวน จนอาชีพสุดท้ายเธอป็นลูกจ้างในร้านอาหารรับค่าแรงในสมัยนั้นวันละ 100 บาท

แต่แล้วในขณะที่เธอกำลังมีชีวิตที่เริ่มลงตัว ร้านอาหารหน้าหมู่บ้านเวิลด์คลับแลนด์ (ถ.เชียงใหม่-หางดง) ที่เธอทำงานอยู่ ต้องปิดตัวลงทำให้เธอต้องตกงานอีกครั้ง

“ที่ต้องเลิกล้างจาน ก็เพราะว่าร้านอาหารปิดไป เขาเซ้งหรือว่าเจ๊งก็ไม่รู้  ไม่รู้จะทำไร พอดีว่าคนที่เป็นกุ๊กที่นั่นชวนค้าขายอาหารแถวข้างทางหน้าหมู่บ้านเวิลด์คลับ ก็เลยทำ  ขายดีมาก”

“แต่เขาสร้างถนนพืชสวนโลก ก็ไถที่ที่เราขายไปหมด แม่ก็เลยมาขายที่นี่ วิ่งออกงานขายตามที่ต่างๆไปด้วย”

“ขายไป ขายมา นับได้เป็น 30-40 ปี แล้ว แต่เริ่มมาขายกาดนัด 10-20 ปี”

ปัจจุบันป้าสุนีย์ขายของกาดนัดสองที่ คือ กาดนัดตองกาย ขายจันทร์ พุธ ศุกร์ และกาดนัดขวัญเวียง ขายวันอาทิตย์เพียงวันเดียว นอกนั้นจะไปขายตามงานเทศกาล เช่น ลอยกระทง ประเพณีเดินขึ้นดอยในวันวิสาขบูชา โดยรายได้หลักจะมาจากกาดนัดวันอาทิตย์เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ มีคนมาเดินจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมาก

“ส่วนใหญ่ได้รายได้มาจากกาดวันอาทิตย์ ได้ครั้งละสามถึงสี่พัน แต่ขายถึงดึกเลย 10 โมงจะเอาของเที่ยวแรกไปลง เที่ยวที่สองมาเอาไปประมาณ 11 โมง ขายเสร็จ เข้าบ้าน บางครั้งก็ตีหนึ่ง ตีสอง ที่นู้น(ที่วางขายของ) ยาวกว่านี้ ประมาณ 8 เมตร ที่นี่ยาว 4 เมตร”

ป้าสุนีย์เล่าถึงวิธีการลงทุนของเธอว่า ต้องทดลองก่อนว่าสินค้าไหนขายได้ สินค้าไหนขายไม่ได้ ซื้อมาทดลองขายน้อยๆ ถ้าขายเป็นอาหารก็ต้องทำมาน้อยๆก่อน เหลือหรือขายไม่ได้ก็เก็บไว้กินเอง เพราะกาดนัดเสียค่าเช่าไม่มาก บางแห่ง 5 บาท บางแห่ง 10 บาท  แพงที่สุดที่เธอเคยเจอก็แค่วันละ 100 บาทซึ่งเป็นพื้นที่ของเอกชน

“ต้องศึกษาก่อน ทำน้อยๆก่อน ถ้าเหลือก็กินเอง ไม่ใช่ไม่ศึกษา อยู่ๆทุ่มเลยเจ๊งอย่างเดียว”

“ต้องทดลองก่อน อย่างพ่อค้า แม่ค้าบางคนเขาไม่ทันได้คิด อย่างน้องคนหนึ่ง อายุ 20 กว่า ลงทุนขายของแต่เขาไม่ปรึกษาใคร เขาไม่เคยค้าขาย อยู่ๆ ไปลงทุนเป็นหมื่น ซื้อของเต็มลำรถ ไปขายของช่วงสงกรานต์และขายไม่ได้ ทุนมันก็หาย ด้วยความที่บ้านใกล้กัน เลยรับซื้อของเขาทั้งหมดเลย เขาก็ลดราคาให้นะ แต่ตัวเขาเองขาดทุน อย่างเขาซื้อมา 400 บาท เขาขายให้แม่ 250 บาท”

ด้วยวิธีทดลองขายสินค้าโดยไม่สต๊อกสินค้าไว้เพื่อลดความเสี่ยง สินค้าที่ป้าสุนีย์เลือกมาขายจึงเป็นสินค้าที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอย่างละนิดแต่เป็นสินค้าหลากหลาย เช่น ต้นไม้ ผัก ผลไม้ เครื่องดื่ม ส้มตำ กระบวย ส้มป่อย เครื่องราง ฯลฯ

ป้าสุนีย์เล่าอีกว่า ชีวิตของตนเริ่มต้นมาจากศูนย์ จุดเปลี่ยนของแก อยู่ที่การขายของในกาดนัด

“กาดนัดมันเลี้ยงชีพคนทุกคน มันเป็นกาดส่วนรวม ใครจะหาอะไรมาขายเพื่อหาเงินก็ได้ ถ้าไม่ได้ขายก็มาซื้อ ถ้าไม่มีกาดนัดจะไปซื้อกินที่ไหน ไม่ว่า คนรวยคนจนก็มาหากินกับกาดนัด มีเงิน 10-20 บาทก็มาซื้อกินกันได้ พ่อค้าแม่ค้ายิ่งสำคัญมันเลี้ยงชีพเขา บางคนขายจนสามารถเลี้ยงส่งลูกจนเรียนจบ”

“แม่ก็รวยขึ้นมากับขายของนี่แหละ ชีวิตเริ่มจากศูนย์อย่างที่เล่าให้ฟัง ปี 2547 แม่มีเงิน 40,000 บาท สิบปีผ่านไปสามารถเก็บเงินได้เป็นล้านสองล้าน มีบ้านอยู่ มีรถขับ ตอนนี้มีรถสามคัน สามารถซื้อบ้านได้สามหลัง หลังละล้านกว่าบาท”

“กาดนัดมันเป็นของส่วนรวม ไม่ว่ายากดีมีจน มันมาที่นี่หมด เงินน้อยก็มาได้ ถ้าไม่มีก็ต้องไปเข้าห้าง คนทุกข์จะทำอย่างไร ลูกเยอะ บ้านก็ต้องเช่า ข้าวก็ต้องซื้อ”

แม้ว่าพื้นที่กาดนัดจะเป็นพื้นแห่งโอกาส แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับว่าต้นทุน โอกาส และจังหวะจะนำพา ยิ่งไปกว่านั้น รัฐเริ่มเข้ามาจัดการพื้นที่แห่งนี้มากขึ้น ดังนั้นในอนาคตต้นทุนและความเสี่ยงในพื้นที่แห่งนี้ก็อาจจะมีเพิ่มมากขึ้นไปด้วย แต่อย่างไรก็ตามเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในสถานการณ์ที่พื้นที่ของเมืองมีมูลค่าสูงขึ้น และถูกครอบครองด้วยกลุ่มทุนใหญ่ “กาดนัด” ได้กลายพื้นที่ทางเศรษฐกิจของกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,391 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.