• 21 สิงหาคม 2560 - 04:14 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

2 ผู้หญิงนักปกป้องความรุนแรงทางเพศร่วมเสวนา บอกเล่าสถานการณ์ปัญหา-ความท้าทาย

 วันที่ 21 มีนาคม 2559 - 19:34 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 796 ครั้ง พิมพ์

 

วันนี้ 21 มี.ค.2559 สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ American Corner มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานเสวนาสาธารณะและนิทรรศการภาพถ่าย ในหัวข้อ “Faces of Prevention: Confronting Gender-Based Violence, Upholding Human Rights” เพื่อร่วมฉลองวันสตรีสากลและสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องความรุนแรงอันเนื่องมาจากสถานะทางเพศ ณ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การเสวนาในวันนี้ดำเนินรายการโดย ดร.จณิษฐ์ เฟื่องฟู ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมสนทนาโดย คุณบุ๋ม บีน ผู้ก่อตั้งฮัก โปรเจ็ค และคุณจ๋าม ตอง ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายปฏิบัติงานสตรีไทใหญ่

คุณบุ๋ม บีน ผู้ก่อตั้งโครงการฮักหนึ่งในวิทยากรที่เข้าร่วมในการเสวนาครั้งนี้ เล่าว่า โครงการฮักก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องเด็กจากความรุนแรง การถูกละเมิดทางเพศ และการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนแม้ปัญหานี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใกล้ตัวเราทุกคนแต่กลับเป็นเรื่องที่สังคมไม่มีโอกาสได้รับรู้มากนัก และนอกจากบริหารงานของโครงการแล้ว เธอยังเข้าไปมีส่วนร่วมในการสืบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่งในปัจจุบันมักเป็นภัยแฝงที่มากับอินเทอร์เน็ต

เธอได้หยิบยกกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้มาแลกเปลี่ยน คือ ชาวต่างชาติถ่ายรูปเด็กในไร่ส้มที่กำลังเล่นน้ำในลำคลอง โดยถ่ายเน้นไปที่ส่วนสงวนและอัพโหลดขึ้นในเฟซบุ๊กที่รวบรวมกลุ่มคนที่มีความชื่นชอบคล้ายคลึงกันเอาไว้ ทั้งยังมีการคอมเมนต์รูปดังกล่าวไปในทิศทางที่แสดงถึงอารมณ์ทางเพศ คุณบุ๋มได้กล่าวถึงความยากลำบากของการดำเนินคดีนี้ว่า เมื่อไม่นานมานี้ (7 ธันวาคม 2558) รัฐบาลได้บังคับใช้กฎหมายใหม่เกี่ยวกับการมีสื่อลามกเด็กไว้ในการครอบครองจะนับว่าเป็นผู้กระทำผิดและจะต้องถูกดำเนินคดี แต่ด้วยรายละเอียดของข้อบังคับทางกฎหมายกล่าวไว้ว่าการจะดำเนินคดีได้นั้น ผู้ต้องสงสัยต้องมีกิจกรรมทางเพศกับเด็ก

ตนและทีมงานจึงต้องขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญศึกษาเคสที่คล้ายคลึงกันในประเทศอังกฤษมาเป็นหลักฐานในการพิสูจน์ต่อศาลว่าบุคคลเหล่านี้เป็นภัยต่อเด็ก  นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่เลี่ยงกฎหมายโดยการไม่โพสรูปลามก แต่เป็นรูปภาพเด็กกำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ แม้เด็กจะมีเสื้อผ้าปกปิดอยู่ แต่บุคคลเหล่านั้นกลับนำไปใช้จินตนาการเพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ เช่น รูปเด็กกำลังกินไอศกรีม และรูปเด็กใส่กางเกงขาสั้นเล่นสไลด์เดอร์ เป็นต้น

ถัดมาในเรื่องความร่วมมือระหว่างโครงการฮักและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อย่างเช่น ตำรวจ นั้น คุณบุ๋มได้อธิบายไว้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐฯ ได้เข้ามามีส่วนช่วยเหลืออย่างมาก และยังได้ประสานงานร่วมกับกลุ่มพัฒนาสังคมและบ้านพักเด็ก แต่อย่างไรก็ตามในประเด็นนี้ยังคงเป็นเรื่องที่เปราะบางและซับซ้อน เนื่องจากคดีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตยังคงเป็นเรื่องใหม่สำหรับเรามาก และยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เพราะในการจับกุมแต่ละคดีนั้นต้องใช้งบประมาณสูงถึง 250,000 บาทต่อหนึ่งคดีเลยทีเดียว

นอกจากนี้คุณบุ๋มยังมีส่วนร่วมในการดำเนินการก่อตั้งศูนย์ Children Advocacy Center, Thailand (ACT) ซึ่งเป็นศูนย์ช่วยเหลือเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศในการดำเนินคดีทางกฎมาย โดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย เริ่มจากการคุยกันในวงเพื่อนมูลนิธิต่าง ๆ ที่สนิทกัน ร่วมกันลงขันเช่าบ้านหลังหนึ่งเป็นสถานที่ ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามามีส่วนร่วมนั้นก็มาด้วยจิตอาสาอย่างแท้จริง ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจแทบจะทุกหน่วยงานได้เข้ามาทำงานกับเรา อาทิ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองตำรวจภูธร ภาค 5 ตำรวจท้องถิ่น และ DSI (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) 

ทั้งนี้ภายในศูนย์จะมีห้องสอบเด็กโดยเฉพาะ เพื่อให้เด็กที่ประสงค์จะเข้ามาแจ้งความหรือร้องทุกข์ รู้สึกเป็นมิตร พร้อมที่จะบอกเล่าเรื่องที่ตนเองถูกกระทำ สิ่งที่ทำไม่ได้ตอนนี้คือการสืบคดีเพราะยังไงก็ต้องไปสถานีตำรวจ และการตรวจร่างกายที่ต้องให้ทางโรงพยาบาลช่วยดูแล แต่อย่างไรก็ตามศูนย์เราจะดูแลเด็กจนจบกระบวนการทั้งหมด

ฟังคุณบุ๋มนำเสนอความคิดของเธอ จากงาน TEDxChiangMai 2014 สร้างสรรค์การเชื่อมโยง เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557

จ๋ามตอง กลุ่มเครือข่ายการปฏิบัติงานสตรีไทใหญ่ หรือ SWAN ที่เธอเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง เล่าว่า การทำงานมุ่งเน้นการช่วยเหลือไปที่กลุ่มเด็กและผู้หญิง กลุ่มชาติพันธ์ไทยใหญ่ ในรัฐฉาน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนในชุมชนที่ถูกรัฐบาลทหารพม่าขับไล่เนื่องด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้คนเหล่านี้อพยพลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทย ต่อมาผู้ลี้ภัยเหล่านี้ได้กลายเป็นแรงงานข้ามชาติ เพราะเนื่องจากประเทศไทยไม่มีค่ายสำหรับผู้ลี้ภัยชาวไทใหญ่ ซึ่งทางกลุ่มได้มีการทำโครงการลงพื้นที่เก็บข้อมูลช่วยเหลือ โดยเน้นทางด้านการศึกษา ด้านสุขภาพอนามัยของผู้หญิงและเด็ก ส่วนมากอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย

นอกจากเรื่องการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยแล้ว SWAN ยังได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือทั้งในรัฐฉาน และพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดน อีกทั้งยังได้รวบรวมกรณีของผู้หญิงที่ถูกกระทำทารุณกรรมผ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์ออกมาชื่อว่า License to rape : the Burmese military regime's use of sexual violence in the ongoing war in Shan State, Burma ซึ่งได้รับการแปลมาเป็นภาษาไทยในชื่อ ใบอนุญาตข่มขืน : บันทึกการทารุณกรรมทางเพศในรัฐฉาน (ผู้สนใจสามารถดาว์นโหลดได้ที่นี่) หนังสือเล่มนี้ได้ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวความรุนแรงของการล่วงละเมิดทางเพศที่ผู้หญิงกลายเป็นเหยื่อในยามสงคราม เป็นการเก็บข้อมูลจากคนในพื้นที่โดยตรง ภายในเล่มยังรวบรวมกรณีศึกษาทั้งหมด 173 ชิ้น จากผู้เสียหายที่เป็นผู้หญิงและเด็กกว่า 600 คน จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การสะท้อนให้เห็นว่าการทารุณกรรมทางเพศกับผู้หญิงและเด็กกำลังกลายเป็นเครื่องมือในการทำสงคราม ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะในรัฐฉานเท่านั้น แต่ในสงครามที่อื่นๆ ก็อาจจะเกิดขึ้นแล้วเช่นเดียวกัน

จ๋ามตอง ยังได้กล่าวถึงความยากลำบากในการทำงานว่า เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในชุมชนที่เกิดเหตุ โดยหยิบยกตัวอย่างที่เพื่อนของเธอเคยประสบมาว่า เคยมีกรณีที่นางแขก ซึ่งเป็นสาวไทใหญ่ ถูกทหารพม่านำพาตัวไปข่มขืนอย่างทารุณ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากสภาพศพ นอกจากนี้ยังพบว่าใบหูของนางแขกทั้งสองข้างได้หายไป ภายหลังจึงทราบว่าผู้ลงมือต้องการต่างหูทองคำของเธอ จึงเฉือนใบหูนั้นไป เหตุการณ์ในครั้งนั้นกลายเป็นที่สะเทือนใจของคนในหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านและพระสงฆ์ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงรวมตัวกันแจ้งความกับฐานทัพพม่า สุดท้ายได้มีการจับทหารมาลงโทษสถานเบา และย้ายไปประจำการที่อื่นเท่านั้น อย่างไรก็ตามเมื่อเพื่อนของคุณจ๋าม ตอง ได้ลงพื้นที่เพื่อสอบถามเหตุการณ์ กลับถูกจับตามองจากทหารพม่า จนชาวบ้านต้องบอกให้รีบหนีออกจากหมู่บ้านเพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุร้าย

จ๋าม ตอง เล่าอีกว่า เมื่อมีการเลือกตั้งความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ ประธานาธิบดี เต็ง เส่ง เข้าดำรงตำแหน่ง ก็ได้มีการเจรจากับชนกลุ่มน้อยในพม่าเรื่องการหยุดยิง ทำให้หลายคนเริ่มพูดถึงเรื่องการสร้างสันติภาพในพม่า แต่ความเป็นจริง คือ ปัจจุบันยังไม่มีการถอนกองกำลังพม่าออกจากพื้นที่ นอกจากนั้นในพื้นที่ที่ทำสัญญาหยุดยิงแล้วอย่างรัฐฉาน ยังคงถูกโจมตีเช่นเดิม

“วันนี้เป็นวันครบรอบ 20 ปีในการขับไล่ชาวไทใหญ่กว่า สามแสนคน ออกจากรัฐฉาน โดยทางการพม่าให้เวลาในการอพยพเพียง 3 – 7 วันเท่านั้น และผู้อพยพกว่าครึ่งนั้นได้เข้ามาในไทย และจากความไม่สงบที่ยังคงมีอยู่ ทำให้มีส่วนน้อยที่กลับเข้าประเทศ ก่อให้เกิดปัญหาตามมาคือ บุตรที่เกิดจากผู้อพยพจะไม่มีบัตรแสดงตัวตน ไม่มีสัญชาติ ทำให้ลำบากในการเข้าถึงสวัสดิการรัฐ ทั้งด้านการศึกษา และการรักษาพยาบาล เพราะในไทยไม่มีค่ายผู้ลี้ภัยของชาวไทใหญ่”

 

ด้วยเหตุนี้เอง การดำเนินงานช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ทางกลุ่มได้พยายามช่วยเหลือให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานก่อนเป็นอันดับแรกจึงเป็นที่มาของการตั้งโรงเรียนในสวนส้ม หรือในไซต์งานก่อสร้าง โดยอาศัยผู้สอนจะเป็นกลุ่มเยาวชนจิตอาสาที่รวมตัวกันเพื่อมาสอนเด็ก ๆ เหล่านี้ ที่ไม่มีเอกสารหรือใบอนุญาต แต่ในช่วงหลังมานี้ รัฐบาลได้ออกนโยบายให้สามารถทำใบอนุญาตได้ เด็กจากกลุ่มผู้ลี้ภัยจึงสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนไทยได้แล้ว ในส่วนของการรักษาพยาบาลทางกลุ่มได้ช่วยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว และมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญต่อกลุ่มไทใหญ่ผ่านสถานีวิทยุชุมชนซึ่งจัดรายการเป็นภาษาไทใหญ่ รวมถึงมีความพยายามเปิดศูนย์นี้ในพื้นที่รัฐฉานด้วย การเดินหน้าต่อไปขึ้นอยู่สถานการณ์ทางการเมืองของพม่าด้วยเพราะมีความเกี่ยวข้องและมีผลกระทบกับผู้ลี้ภัยโดยตรง.

รู้จักจ๋ามตอง เพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์พิเศษ..."จ๋ามตอง" ผู้หญิงนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ ของรายการ‎จุดชนวนข่าว เผยแพร่ เมื่อวันเสาร์ 26 ธันวาคม 2558 เวลา 09:00-09:30 น. ทางเนชั่นทีวี 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,391 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.