• 21 ตุลาคม 2560 - 10:06 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองตั้งเป้าปี 63 รัฐ-สังคมยอมรับการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพิ่มขึ้น 2 เท่า

 วันที่ 31 มีนาคม 2559 - 22:25 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 967 ครั้ง พิมพ์

 

ระหว่างวันที่ 30-31 มีนาคม 59 เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.) และภาคีที่เกี่ยวข้อง จัดสัมมนาเรื่อง การจัดการที่ดินและทรัพยากรของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย  ณ โรงแรม ฮอลิเดย์การ์เด้น อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อรณรงค์เรียกร้องให้มีความตระหนักถึงสิทธิที่ดินและการเข้าถึงทรัพยากรของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นในที่ต่าง ๆ

นายศักดิ์ดา แสนมี่ ผู้ประสานงานกลุ่มเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย หรือคชท.เผยว่า วิถีชีวิตของชนเผ่าต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กับป่าและทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างยาวนาน แต่ในขณะนี้ได้ถูกแบ่งแยกส่วนในการจัดการออกจากกัน ประเทศไทยก็มีหน่วยงานของรัฐหลายภาคส่วนเป็นผู้จัดการดูแล ปัญหาหลักก็คือกลุ่มชนเผ่าส่วนมากอาศัยอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ แต่ตัวคนไม่ได้ถูกรับรองให้อยู่ในป่าได้ตามกฎหมาย เดือนมีนาคมจึงเป็นเดือนแห่งการรณรงค์พร้อมกับประชาคมโลกสร้างการตระหนักถึงความสำคัญของชนเผ่าพื้นเมืองต่อประเด็นเรื่องการจัดการที่ดิน 

“การจัดงานครั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่าง ๆ ทั้งจากความรู้ในเรื่องการจัดการที่ดินของชนเผ่าในต่างประเทศ และจากประเทศไทยเองซึ่งประกอบไปด้วย ชนเผ่าจากพื้นที่สูง พื้นราบและพื้นที่ชายฝั่ง  หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นการนำความรู้ที่ได้จากงานสัมมนาครั้งนี้ไปปรับใช้กับการจัดการที่ดินที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในชุมชนของตัวเองได้”

ต่อประเด็นการผลักดันแนวคิดข้างต้นในช่วงของการร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมานั้นผู้ประสานงานคชท. กล่าวว่า เราได้มีโอกาสประชุมร่วมกับตัวแทนจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปสองแล้วครั้ง  และร่างกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแล้ว ทั้งยังมีการส่งเรื่องให้กับ ครม. สนช. ร่วมถึงสภาการปฏิรูปในวาระของรัฐบาลชุดที่แล้ว และทางเราจะผลักดันให้เกิดความต่อเนื่อง โดยทำร่วมกับสนช. ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกันว่า จะพยายามผลักดันกฎหมายดังกล่าวภายให้ได้ภายในระยะเวลาสิบเดือน ก็เป็นความท้าทาย ถ้ากฎหมายเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นได้ก็จะสามารถเป็นการประกันให้ชนเผ่าได้ ถึงการมีตัวตนและการได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการแล้วทั้งนี้ในช่วงท้ายของการสัมมนา เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ ประกาศเจตนารมณ์ เรื่อง การแก้ไขปัญหาที่ดินและการจัดการทรัพยากรของชนเผ่าและชุมชนท้องถิ่นในประเทศไทย โดยมีเนื้อหาดังนี้

ความมั่นคงในที่ดินและการเข้าถึงทรัพยากร เป็นต้นทุนและปัจจัยที่สำคัญยิ่งสำหรับการดำรงอยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น ช่วยขจัดความยากจน ปกป้องสิ่งแวดล้อม ต่อสู้และปรับตัวให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  และนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable  Development Goals: SDGs) ตามที่ผู้นำจากรัฐภาคีทั่วโลกให้คำมั่นสัญญาว่า จะร่วมมือกันผลักดันเพื่อนำไปสู่ “การหยุดยั้งความหิวโหย  การมีความมั่นคงทางอาหาร มีอาหารที่ดีไว้บริโภค และมีการทำเกษตรที่ยั่งยืน” ภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ.2030)

สำหรับในประเทศไทยก็ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่กำลังเผชิญกับวิกฤติปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินและทรัพยากร เพราะ “ที่ดิน” ถูกนำมาเป็นสินค้าในระบบทุนนิยมเสรี ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนในลักษณะ รวยกระจุกจนกระจาย ในขณะที่คนจน ไม่มีที่ดินทำกินหรือไม่พอทำกิน นอกจากนี้มีเกษตรกรในเขตพื้นที่สูงส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมือง ประมาณ 1 ล้านครอบครัว ที่อาศัยอยู่ในป่ามายาวนาน รวมทั้งกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองชาวเลในภาคใต้ ที่มีวิถีชีวิตที่พึ่งพาทรัพยากรชายฝั่งทะเล แต่ถูกประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์ของรัฐที่ทับซ้อนในภายหลัง และทำให้สิทธิชุมชนเผ่าพื้นเมืองถูกลิดรอนโดยรัฐ

ขณะเดียวกันนโยบายรัฐและกฎหมายบางอย่างที่มีอยู่มีการบังคับใช้อย่างไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและส่งผลกระทบโดยตรงต่อชนเผ่าพื้นเมือง มีการบังคับใช้กฎหมาย และนโยบายการพัฒนาที่มุ่งเน้นความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เช่น กรณีบ้านเลาวู อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ได้รับผลกระทบจากประกาศและบังคับใช้คำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 (นโยบายทวงคืนพื้นป่า) กรณีบ้านกลอยบน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้รับผลกระทบจากนโยบายการอพยพคนออกจากป่าของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการกำหนดทิศทางการพัฒนาและวางยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบเชิงเดี่ยว ที่ขาดการมีส่วนร่วม และความเข้าใจสังคมไทยที่เป็นสังคมแบบพหุวัฒนธรรม

เพื่อปกป้องวิถีชีวิตและสิทธิในการกำหนดตัวเอง ที่สองคล้องกับเจตนารมณ์ของปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิ์ชนเผ่าพื้นเมือง และภายใต้หลัก “สิทธิชุมชน”[1] พวกเราจะร่วมกันสถาปนา “พื้นที่ทางจิตวิญญาณ”[2] ในเขตพื้นที่ของพวกเรา สู่การบรรลุเป้าหมายร่วมของภาคีแนวร่วมที่ดินระหว่างประเทศ (International Land Coalition : ILC) โดยให้มีการยอมรับที่ดินที่ชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นถือครองอยู่ให้ถูกต้องตามกฎหมายเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปีพ.ศ.2563 (ค.ศ.2020)  พวกเราจะเดินหน้าร่วมกันสื่อสารและรณรงค์ทางสาธารณะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและได้รับความร่วมมือสู่การปฏิบัติการ ขยายผลการสร้างพื้นที่รูปธรรมในการจัดการที่ดินและทรัพยากรแบบมีส่วนร่วมในรูปแบบของโฉนดชุมชน และระบบการผลิตที่สร้างความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน ดังที่ปรากฏให้เห็นแล้วในหลายชุมชน สู่พี่น้องของชนพื้นเมือง ประชาชนคนไทยอย่างกว้างต่อไป และหวังให้เกิดการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคีหุ้นส่วนต่าง ๆ ในการผลักดันให้รัฐไทยมีกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิชุมชนและสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อจะนำพาให้ชุมชนของชนเผ่าพื้นเมืองอยู่รอด และธำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและของประเทศที่มีความผันผวนและไม่แน่นอน ทั้งยังเป็นการคืนความสุขให้คนภายในประเทศด้วย

พวกเราจะประสานงานและร่วมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกลไกแก้ไขปัญหาของภาครัฐ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภาคีองค์กรพัฒนาเอกชน  นักวิชาการและเครือข่ายประชาชนเพื่อการปฏิรูปที่ดินที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดกระบวนการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นและชนเผ่าพื้นเมือง ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ดังนี้

1. ร่วมปฏิบัติการและสนับสนุนการขยายผลพื้นที่รูปธรรมในการจัดการที่ดินและทรัพยากรอย่างมีคุณค่าทางวัฒนธรรม (ที่ไม่มุ่งเน้นมูลค่า) และการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นและชนเผ่าพื้นเมือง เช่น การทำเกษตรที่ยั่งยืน การจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรม และการประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ เป็นต้น 

2. ร่วมผลักดันให้มีกฎหมายรับรองสิทธิ์ชุมชนและสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง 

3. ให้ชะลอ ยุติ และยกเลิกการดำเนินการตามนโยบายหรือกฎหมายใด ๆ ที่มีผลกระทบและไม่สอดคล้องกับวิถีชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง และขัดต่อหลักปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง และให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของชนเผ่าพื้นเมืองในการพิสูจน์ทบทวน และแก้ไขนโยบายหรือกฎหมายดังกล่าว.

 

[1] สิทธิชุมชนใน4มิติ คือ 1.เคารพและอยู่ร่วมกับสังคมพหุวัฒนธรรม 2.จัดการอย่างมีส่วนร่วมระหว่างชุทชน-รัฐ-ประชาสังคม 3. ปกป้องวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรม 4.รู้เท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและทัดทานกับระบบทุนนิยมเสรีโลกาภิวัฒน์

[2] การจัดการที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน แหล่งเรียนรู้และสืบทอดตามวิถีการปฏิบัติที่ยั่งยืน และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,709 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.