• 27 มิถุนายน 2560 - 02:12 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เสนอประชาชนร่วมลงขันกับรัฐวางฐานบำนาญแบบถ้วนหน้าตั้งแต่ยังไม่แก่

 วันที่ 3 เมษายน 2559 - 18:06 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 779 ครั้ง พิมพ์

 

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2559 ที่ห้องประชุม LB 1201 ชั้น 2 อาคารคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการเสวนาวิชาการในหัวข้อ“การจัดบำนาญพื้นฐานถ้วนหน้าที่เหมาะสม: ความเป็นไปได้ทางการเงินการคลังและการมีส่วนร่วมของประชาชน” ให้กับแกนนำประชาชนขับเคลื่อนระบบบำนาญแห่งชาติ 8 จังหวัดภาคเหนือ

งานเสวนาในครั้งนี้มีทั้งนักวิชาการด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ สาธารณสุข และตัวแทนภาคประชาชนมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น และมองถึงแนวทางความเป็นไปได้ที่จะทำให้ระบบบำนาญแห่งชาติเป็นหลักประกันทางรายได้ขั้นพื้นฐานของประชาชนได้อย่างถ้วนหน้า

 

ความเป็นไปได้ที่จะทำให้ระบบบำนาญเกิด เติบโต และอยู่รอดได้

อ.ไพสิฐ พาณิชยกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะทำให้ประเทศไทยมีระบบบำนาญในมุมมองของนักกฎหมายว่าในช่วงเริ่มของการขับเคลื่อนเรื่องบำนาญนั้นต้องชี้ให้รัฐและสังคมเห็นชัด ๆ ว่าแรงงานในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นแรงงานในระบบหรือนอกระบบต่างเป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ แต่การคุ้มครองสวัสดิการแรงงานโดยเฉพาะเรื่องบำนาญในระบบประกันสังคมกลับครอบคลุมแค่แรงงานในระบบ ทำให้แรงงานนอกระบบกลายเป็นกลุ่มที่ถูกละเลยไม่มีใครมองเห็น จึงจำเป็นต้องให้คนกลุ่มนี้มีพื้นที่ยืนในสังคมด้วยการให้เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ทดลองนำร่องทำเรื่องบำนาญ ซึ่งอาจจะใช้ช่องทางของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะมีการลงประชามติที่ในบางมาตราระบุให้ท้องถิ่นสามารถทำเรื่องสวัสดิการชุมชนได้มาเป็นจุดเริ่มต้นในการลองทำเรื่องบำนาญเฉพาะกลุ่มในระดับพื้นที่ เพื่อให้รัฐเห็นรูปธรรมของการออกแบบ “กองทุน” ที่จะเข้ามาดูสวัสดิการบำนาญของประชาชน แล้วจึงค่อยขยายวงออกไป

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งกองทุนเพื่อมาดูแลสวัสดิการด้านบำนาญนั้นอาจเกิดขึ้นได้ยาก ถ้าไม่มีการทำงานเชิงความคิดกับนักเศรษฐศาสตร์การเงินการคลังของรัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกระทรวงการคลัง เพราะคนกลุ่มนี้มีแนวคิดเรื่อง “วินัยทางการเงินการคลัง” มาครอบอยู่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่มาจากประเทศที่มีฐานะทางการเงินเข้มแข็ง เป็นประเทศอุตสาหกรรม มีการจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ต้องมีระเบียบทางการเงินการคลังเข้ามาควบคุมและไม่เห็นด้วยกับการให้รัฐแตกเงินออกเป็นก้อนย่อย ๆ แต่ประเทศไทยเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามหมด เพราะยังเป็นประเทศกึ่งอุตสาหกรรม และการจัดเก็บภาษีของรัฐก็ไม่เคยเป็นไปตามเป้า จึงมีข้อสังเกตว่าประเทศไทยยังจำเป็นต้องยึดแนวคิดเดียวกับประเทศอุตสาหกรรมแบบเต็มขั้นอยู่หรือไม่ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้คนเล็กคนน้อยในประเทศไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างความคิดใหม่ขึ้นมาอีกชุดหนึ่งที่ข้ามพ้นเรื่องวินัยทางการเงินการคลังด้วยการกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจนว่าการจ่ายบำนาญจะจ่ายให้ใคร เงื่อนไขเป็นอย่างไร รวมถึงวิธีที่ทำให้การจ่ายเงินของรัฐมีความง่ายแต่ต้องมาพร้อมกับระบบตรวจสอบที่ยืดหยุ่น ไม่ควรเหมือนกับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีการตีความเฉพาะตามตัวอักษรทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่กล้าใช้เงินซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การทำงานของหน่วยงานรัฐไม่สามารถทำประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

จุดแพ้ชนะอีกประการหนึ่งคือทัศนะของสังคมไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง คณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ในสภา รวมถึงประชาชนบางส่วนที่มีแนวคิดแบบทุนนิยมที่มองว่า “ถ้ารัฐจัดบำนาญให้ประชาชนแล้วคนในประเทศจะขี้เกียจ” ให้ได้รับการคลี่คลายออกมาชัดเจนว่า “การให้บำนาญไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องแบบมือขอจากรัฐแต่เป็นหน้าที่ที่รัฐต้องจัดสวัสดิการอย่างถ้วนหน้าให้ประชาชน” โดยเชื่อมโยงกับข้อเสนอข้างต้นว่า ถ้าเรามีกลุ่มเป้าหมายที่ทดลองทำเรื่องบำนาญในระดับท้องถิ่นจะเป็นตัวช่วยให้รัฐมองเห็นภาพการบริหารจัดการกองทุนซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจว่ารัฐจะทำเรื่องบำนาญด้วยกันต่อหรือไม่    

 

บำนาญพื้นฐานควรให้เฉพาะผู้สูงอายุที่ “ยากจน”

รศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และที่ปรึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่าจำนวนเงินที่ “เพียงพอต่อการยังชีพ” หากอ้างอิงจากงานศึกษาของทีดีอาร์ไอ จะใช้เกณฑ์ของเส้นความยากจนที่คำนวณระหว่างค่าใช้จ่ายที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร โดยในปี พ.ศ. 2554 มีเส้นความยากจนเฉลี่ยอยู่ที่ 2,420 บาทต่อเดือน หมายความว่าถ้าใครมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเส้นความยากจนก็เรียกว่า “จน” แต่ถ้ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านี้ “ไม่นับว่าจน”

เมื่อปี 2554 หากคำนวณตัวเลขของผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีประมาณ 10 ล้านคน ในจำนวนนี้มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ยากจนเกือบร้อยละ 20 หรือประมาณ 2 ล้านคน หากเราให้บำนาญพื้นฐานเฉพาะคนที่ยากจน รัฐอาจใช้เงินไม่สูงมาก แต่ถ้าเราอยากให้ผู้สูงอายุ “ทุกคน” ได้รับบำนาญพื้นฐานตามเส้นความยากจนเงินที่รัฐจะจ่ายก็เยอะพอสมควร

อย่างไรก็ตาม เส้นความยากจนที่คำนวณออกมานั้นรวมค่ารักษาพยาบาลอยู่ด้วยประมาณ 552 บาท แต่ตอนนี้เราทุกคนเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาลอยู่แล้ว บำนาญพื้นฐานก็อาจจะไม่จำเป็นต้องรวมเงินจำนวนนี้ หรือเราอาจจะให้บำนาญเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าอาหารซึ่งมีตัวเลขอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50 ของเส้นความยากจน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเบื้องต้นที่ช่วยให้คนไม่อดตาย

จากการคาดการณ์จำนวนเงินที่รัฐต้องจ่ายเข้ามาในระบบเพื่อดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุซึ่งในที่นี้ครอบคลุมถึงกลุ่มราชการด้วยนั้น ในปี 2560 จะอยู่ที่ประมาณ 314,661 ล้านบาทหรือประมาณร้อยละ 8.5 ของรายได้รัฐทั้งหมด และในปี 2564 จะอยู่ที่ประมาณ 464,009 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 9.25 ของรายได้รัฐทั้งหมด ในขณะที่โครงสร้างของประชากรในอนาคต วัยแรงงานซึ่งเป็นลูกหลานของเราจะมีเพียงร้อยละ 50 แต่เป็นกลุ่มที่ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อหารายได้มาดูแลกลุ่มเด็กและกลุ่มผู้สูงอายุที่มีสัดส่วนอยู่ถึงกว่าร้อยละ 40 ดังนั้น ถ้าเราไม่ต้องการผลักภาระให้คนรุ่นหลังต้องทำงานหนักมากขึ้น เราต้องเข้ามาช่วยกันแบ่งเบาภาระตั้งแต่ยังไม่แก่ ถ้าเราอยากให้รัฐมีบำนาญสำหรับทุกคนก็ต้องทำให้รัฐมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น เช่น อาจเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้น เป็นการเปลี่ยนฐานรายได้ของรัฐจากฐานรายได้มาเพิ่มเป็นฐานการบริโภค เป็นต้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่ภาคประชาชนต้องนำไปคิดต่อ   

ข้อคิดอีกอย่างหนึ่งจากตัวอย่างในประเทศแคนาดาพบว่าการจัดสวัสดิการสังคมเป็นบทบาทคนละครึ่งระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งวิธีคิดแบบนี้สามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้หรือไม่ เพราะท้องถิ่นก็มีรายได้เช่นกัน และท้องถิ่นจะรู้ว่าใครจน ไม่จน ควรจะจ่ายเงินบำนาญให้ใคร ซึ่งจะทำให้การใช้เงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าภาคประชาชนจะเลือกขับเคลื่อนในแนวทางนี้ก็ต้องไปผลักดันการแก้กฎหมายที่จะทำให้ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการจัดสวัสดิการร่วมกับรัฐบาลส่วนกลาง

 

เงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่อยู่ที่ว่านักการเมืองจะเอาด้วยหรือไม่

นพ.ถาวร สกุลพาณิชย์ สำนักงานวิจัยเพื่อหลักประกันสุขภาพไทย ให้ข้อมูลว่าแนวโน้มในโลกตอนนี้เลิกพูดเรื่อง “สวัสดิการทางสังคม” ไปแล้ว เพราะเป็นคำที่สื่อความหมายออกมาในเชิงเป็นภาระ แต่เปลี่ยนคำมาเป็น “การคุ้มครองทางสังคม” ที่รัฐต้องให้ความสำคัญกับการลงทุน เช่น ลงทุนกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน การศึกษา และการสาธารณสุข เพราะเป็นปัจจัยที่ทำให้ประเทศมีความก้าวหน้ามากขึ้น

จากการคาดการณ์การคลังประเทศไทยในอนาคตของผู้เชี่ยวชาญไทยและผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศยืนยันว่า ประเทศไทยมีเงินพอที่จะจัดทำระบบการคุ้มครองทางสังคม เช่น การประกันรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน แต่รัฐบาลมีเงินไม่พอจัดทำระบบการคุ้มครองทางสังคมภายใต้ระบบการจัดเก็บรายได้ของรัฐในปัจจุบัน การสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตจึงแล้วแต่การจัดการของแต่ละคน แต่จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. 2556 ถ้าดูระดับรายได้ของคนไทยที่ยากจนประมาณร้อยละ 20 จะมีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนละ 8,900 บาทต่อเดือน ถัดมาเป็นระดับปานกลางครัวเรือนละ 13,000 บาทต่อเดือน รายได้ระดับมากครัวเรือนละ 20,000 บาทต่อเดือน ถ้าคนไทยทำงาน 40 ปี อยู่เฉยๆอีก 20 ปี เราต้องเก็บเงินประมาณ 1 ใน 3 ของรายได้ในแต่ละเดือนจึงจะพึ่งตัวเองได้ในยามเข้าสู่วัยเกษียณ

คำถามคือครัวเรือนที่มีรายได้เดือนละประมาณ 9,000 – 13,000 บาท หากต้องเก็บเงินร้อยละ 20 ของเงินรายได้จะทำได้อย่างไร จึงมีความจำเป็นต้องระบบการคุ้มครองทางสังคมมารองรับ บนหลักการ “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” ด้วยการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าให้คนรวยลงขันมากขึ้น คนมีรายได้น้อยได้รับการช่วยเหลือมากขึ้น ทุกคนควรเข้ามาช่วยลงขันกัน เพราะคนกว่าครึ่งประเทศไม่มีทางออมเงินได้ ประกอบกับในอนาคตผู้สูงอายุจะมีลูกหลานดูแลน้อยลง อยู่คนเดียวมากขึ้น ภาระของครอบครัวจะกลายเป็นภาระสังคม

ข้อตกลงของบำนาญพื้นฐานที่เป็นความคุ้มครองจากสังคมควรอยู่บนฐาน “ที่ทำให้อยู่ได้” ไม่จำเป็นต้องเท่ากับเส้นความยากจน เพราะจะเป็นภาระของรัฐมากเกินไป แต่อาจจ่ายเป็นขั้นบันได เช่น อายุ 60 - 69 ปี รัฐจ่ายบำนาญพื้นฐานร้อยละ 60 ของเส้นความยากจน อายุ 70 - 79 ปี รัฐจ่ายบำนาญพื้นฐานร้อยละ 70 ของเส้นความยากจน อายุ 80 - 89 ปี รัฐจ่ายบำนาญพื้นฐานร้อยละ 80 ของเส้นความยากจน ถ้าอายุตั้งแต่ 90 ปีขึ้นไปรัฐจ่ายบำนาญพื้นฐานร้อยละ 100 ของเส้นความยากจน ซึ่งจะใช้เงินประมาณร้อยละ 1 กว่าของจีดีพีประเทศ

เหตุผลที่รัฐจำเป็นต้องมีบำนาญพื้นฐานให้กับทุกคนนั้น เพราะระบบบำนาญของไทยมีปัญหา เช่น ระบบบำนาญข้าราชการและบำนาญพนักงานลูกจ้างภาคเอกชนมีข้อกำหนดอายุงานขั้นต่ำที่จะได้รับบำนาญ ทำให้บางคนที่ทำงานไม่ถึงเกณฑ์ก็ไม่ได้รับบำนาญ แต่ได้บำเหน็จเป็นเงินก้อน พนักงานในองค์กรอิสระและรัฐวิสาหกิจบางแห่งไม่มีระบบบำนาญแต่เป็นระบบคล้าย “บำเหน็จ” ในขณะที่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่จ่าย 600 – 1,000 บาทจะมีปัญหาในระยะยาวเพราะเงินด้อยค่าลง จึงมีข้อเสนอให้รัฐเปลี่ยนเบี้ยยังชีพที่เป็นระบบเฉพาะกิจมาสู่การบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพ มีกองทุนมารองรับให้การหมุนเงินไม่ขาดมือแต่ต้องมีนายทะเบียนกลางที่เข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลการจ่ายเงินในระบบ อีกทั้งต้องทำให้การรับเงินทำได้ง่ายแม้ผู้สูงอายุจะมีการย้ายถิ่นฐานตามผู้ดูแล ซึ่งรัฐไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่สามารถทำงานผ่านกลไกของ กอช. ได้ เพราะมีแนวคิดเรื่องการสร้างหลักประกันทางรายได้ยามสูงวัยเหมือนกัน

“แต่จะทำไม่ทำเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่ขึ้นอยู่ที่ว่าการเมืองจะเอาหรือไม่ เพราะไม่มีนักการเมืองคนไหนอยากเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะจะเสียคะแนนนิยมของพรรค แต่ถ้าประชาชนยอมที่จะจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อมาดูแลเรื่องบำนาญพื้นฐานจนกลายเป็นกระแสสังคม การเมืองเอาด้วยแน่นอน”

สอดคล้องกับความเห็นของ รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มองว่าบำนาญพื้นฐานควรเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเข้าถึงและต้องพออยู่ได้ซึ่งยังไม่มีความจำเป็นต้องให้รัฐขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะรัฐสามารถจัดเก็บภาษีจากแหล่งอื่นได้ เช่น การเก็บภาษีทรัพย์สินเพียงแต่จะทำให้คนรวยจะเดือดร้อน ในขณะเดียวกันก็ต้องปฏิรูประบบประกันสังคมด้วย เนื่องจากโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปคนทำงานมีน้อยลงทำให้เงินสมทบเข้ากองทุนมีไม่มากแต่คนเกษียนที่รับเงินบำเหน็จบำนาญจากประกันสังคมมีมากขึ้นจะจัดการอย่างไร เช่น ควรลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ หรือดึงให้แรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบประกันสังคม เป็นต้น เพื่อให้ระบบประกันสังคมยังคงอยู่ได้

 

ภาคประชาชนย้ำบำนาญพื้นฐานก็ต้องให้ทุกคน

อ.อุษา เขียวรอด ผู้จัดการโครงการภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิค องค์กร Help Age International กล่าวว่าบำนาญแห่งชาติไม่ควรเป็นเรื่องเฉพาะของคนยากจน แต่อยากให้มองเป็นเรื่องของคนทุกคน ทุกวัยที่เป็นส่วนหนึ่งของวงจรการคุ้มครองทางสังคมที่ทุกคนจะได้รับประโยชน์จากหลักประกันนั้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต เราจึงต้องการบำนาญที่ครอบคลุม ถ้วนหน้า ยั่งยืน และเพียงพอ และต้องมีองค์กรกลางในการกำกับดูแลระบบบำนาญทั้งหมดที่มีในประเทศ

การจ่ายบำนาญแบบถ้วนหน้าช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริงโดยกระจายรายได้ไปในคนทุกกลุ่มประชากรอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนการจ่ายบำนาญแบบร่วมจ่ายนั้นช่วยเพิ่มรายได้ให้กับคนที่มีเงินออม แต่ถ้าใครไม่มีศักยภาพในการออมก็ไม่มีเงินใช้ในยามสูงวัย ดังนั้นถ้าจะจัดการเรื่องความยั่งยืนของระบบบำนาญพื้นฐานจึงมีข้อเสนอให้รัฐอาจจะเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้จะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดแต่ถ้าเอามาจัดสรรสวัสดิการที่เท่าเทียมกันก็จะเห็นว่าคนมีรายได้น้อยไม่ขาดทุน

ด้าน น.ส.บุษยา คุณากรสวัสดิ์ เครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวย้ำว่าบำนาญแห่งชาติควรให้กับทุกคน เนื่องจากศักยภาพในการออมของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน บางคนแม้จะอายุ 40 แล้วก็ยังไม่มีเงินออม เพราะใช้เงินไปกับการสร้างเนื้อสร้างตัว ดูแลลูก ดูแลครอบครัว รวมไปถึงคนที่ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญที่เป็นเงินก้อนสุดท้ายก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะถูกมิจฉาชีพหลอกเอาเงินไปจนประสบภาวะล้มละลายทางการเงินได้ ดังนั้นการมีหลักประกันทางรายได้ขั้นพื้นฐานจะช่วยการันตีว่าเราจะมีเพียงพอในการยังชีพและทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์.

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,141 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.