• 29 เมษายน 2560 - 04:54 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

อ่านรัฐธรรมนูญในฐานะวรรณกรรมและศิลปะ ตอนที่ 1

 วันที่ 4 เมษายน 2559 - 20:01 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 954 ครั้ง พิมพ์

 

ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานเสวนาวิชาการ  “อ่านรัฐธรรมนูญในฐานะวรรณกรรมและศิลปะ” มีเนื้อหาที่การพูดคุยต่อเนื่องน่าสนใจ แต่เนื่องจากงานชิ้นนีมีความยาวเกินพื้นที่การแสดงบนเว็บไซต์ประชาธรรม จึงแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองตอน ประกอบด้วย ตอนแรกเป็นเนื้อหาการนำเสนอของ อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ และอ.ทัศนัย เศรษฐเสรี ตอนที่สองเป็นเนื้อหาของอ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี และเนื้อหาบางช่วงของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดประเด็นการเสวนาถึงความเข้าใจที่มีต่อจากการจัดงานวันนี้ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเราเจอประเด็นวาทกรรมหนึ่งที่สำคัญ คือ ก่อนจะวิจารณ์รัฐธรรมนูญนั้นอ่านจบหรือยัง คำถามที่เรา(ผู้จัด) คิดขึ้นมาในใจก็คือ เราต้องอ่านจบหรือไม่ จะต้องอ่านอย่างไรถึงจะพูดได้ เพราะถึงอ่านจบก็อาจถูกมองว่างบิดเบือนหรือไม่เข้าใจก็ได้ ดังนั้นคำถามเราจะอ่านรัฐธรรมนูญอย่างไร อ่านเองได้หรือไม่ ในเมื่อประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การอ่านรัฐธรรมนูญนั้นต้องอ่านอย่างไรกันแน่ มันจำเป็นหรือไม่ที่ต้องการอ่านแบบที่คนเขียนต้องการ ที่สำคัญกว่านั้น คือ เมื่อคนที่เขียนไม่ได้มาจากเจตจำนงของปชช.ด้วย ทั้งหมดจึงนำสู่ประเด็นที่น่าคิด

“หากามองว่ารัฐธรรมนูญก็เป็นวรรณกรรมสักชิ้น อาจทำให้รู้สึกว่าเราได้ถูกปลดปล่อยมากขึ้นหรือไม่ เพราะบรรยากาศในการเขียนรัฐธรรมนูญมันเหมือนเป็นการกำกับ กำหนด ยิ่งคนร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มาเรา คำถามจึงมีอยู่ว่าเราจะอ่านรัฐธรรมนูญให้มันมีเสรีภาพแก่ตัวเราเองได้หรือไม่”

ก่อนจะไปถึงการอ่านแบบวรรณกรรม ขอนำเสนอมุมมองต่าง ๆ ทางของรัฐศาสตร์นั้นมองรัฐธรรมนูญได้อย่างไรบ้าง ซึ่งประมวลได้ดังนี้ หนึ่ง รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดในการปกครองของประเทศ โดยนัยยะนี้รธน.จึงเป็นคนละเรื่องกับอุดมการณ์ภายในรธน. สมัยที่เรียนหนังสือผมต้องท่องจำด้วยซ้ำว่ารธน.ฉบับไหนเป็นประชาธิปไตย หรือไม่เป็น และเรื่องความเป็นกฎหมายที่มีสถานะสูงสุดก็เป็นประเด็นถกเถียงกันต่อว่ามันมีสถานะสูงสุดจริงหรือไม่ ถ้าจริงทำไมมีการฉีกรธน.ทิ้งสิบกว่าครั้ง

สอง รธน.ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรม เหมือนประเด็นที่อ.นิธินำเสนอ คือ มันมีอะไรที่สูงกว่าที่ถูกเขียนไว้เป็นอะไรที่ล่วงละเมิดไม่ได้ หรือเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักมานุษยวิทยาที่จะเข้าไปสืบค้นทั้งในระดับหมู่บ้าน และระดับประเทศ วิธีคิดแบบนี้ถูกตั้งคำถามเสมอว่าไม่สามารถอธิบายจุด/จังหวะของการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะคำอธิบายจะอยู่ตรงจุดที่มันได้เปลี่ยนไปแล้ว อ.นิธิก็เขียนเองว่าไม่รู้ว่ามันเปลี่ยนได้อย่างไร แต่จะอธิบายว่ามันทำงานอยู่อย่างไรในห้วงเวลาหนึ่ง ๆ

สาม ในมุมเนติบริกร รธน. คือ เครื่องมือในการออกแบบหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น ไทยมีการซื้อขายเสียงก็ออกกฎหมายห้ามซื้อเสียง อยากให้ประเทศมีการเมืองที่เน้นนโยบายก็กำหนดให้สส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนการลงเลือกตั้ง นั่นคือรัฐธรรมนูญเปลี่ยนได้ แบบที่ สี่ คือ แบบของอ.เสน่ห์ จามริก ซึ่งขอเรียกว่าแบบอังกฤษ ที่มีส่วนคาบเกี่ยวกับประเด็นของอ.นิธิ แต่เน้นสัมพันธภาพทางอำนาจ กล่าวคือ รธน.เป็นสิ่งสะท้อนอำนาจของผู้คนช่วงนั้นว่ามีการปะทะกันอย่างไร เช่น ในอังกฤษไม่มีรธน.แบบลายลักษณ์อักษร เวลาที่บอกว่าอะไรเป็นสิ่งนอกรธน.นั้น จะหมายถึงการผิดธรรมเนียมที่ต่างฝ่ายต่างคานกันอยู่ อย่างรัฐธรรมนูญแมกนาคาร์ตา มันไม่จำเป็นต้องบอกว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ แต่ต่างฝ่ายต่างคานกันอยู่ในการแบ่งปันอำนาจ สรุปง่าย ๆ คือ บางส่วนอาจเหมือนรธน.ฉบับวัฒนธรรม แต่ตัวรธน.มันมีการคานอำนาจซึ่งกันและกันโดยไม่ปล่อยให้ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจสูงสุด

“พัฒนาการของแมกนาคาร์ตามาจากการต่อรองอำนาจว่ากษัตริย์ไม่สามารถทำอะไรตามใจชอบได้ เว้นแต่ฝ่ายการเห็นชอบของแบรอน 20 คน เลยมาจนถึงการมีสว. สส. การลดอำนาจสส. มันเป็นเรื่องที่ค่อยเปลี่ยนแปลงอย่างยาวนาน วิธีการมองรธน.แบบนี้ คือ ดูในฐานะที่เป็นสัมพันธภาพทางอำนาจ  หรือคาดหวังว่ารธน.ต้องมีกลไก แม้จะเป็นกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลที่เป็นทางการ แต่มันต้องไม่ปล่อยให้อำนาจอยู่ในที่ที่เดียว”

ส่วนมุมมองของนักรัฐศาสตร์ต่อรธน.ประการสุดท้าย คือ ถ้าจะเรียกอะไรว่าเป็นรธน.ได้นั้น ต้องมีนัยยะของความเป็น liberalism หากไม่สะท้อนสิ่งเหล่านี้ก็ไม่สามารถเรียกเป็นรธน. ได้ เช่น ไม่มี Rule of law ไม่มีการเคารพสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ พูดง่าย ๆ คือ อะไรที่ไม่คล้ายกับรธน.ของอเมริกาหรือฝรั่งเศสก็ไม่นับเป็นรธน. สายนี้จึงเชื่อว่าการเขียนรธน.ไม่ใช่การรับคำสั่งมาเขียน หรือจะหมกเม็ด มีบทเฉพาะกาลอย่างไรก็ได้ รธน.ต้องวางรากฐานบางอย่างที่ล่วงละเมิดไม่ได้ โดยเอาประชาชนป็นศูนย์กลาง รธน.จึงเป็นเครื่องปกป้องเสรีภาพของมนุษย์จากอำนาจรัฐ รธน.ไม่ได้มีเพื่อให้อำนาจรัฐเหนือประชาชน

เมื่ออ่านรธน.แบบเบน เอนเดอร์สัน และเรย์มอนด์ วิลเลียมส์

ผศ.ดร.พิชญ์ กล่าวต่อไปว่า ในเชิงรัฐศาสตร์ก็มีการถกเถียงในประเด็นข้างต้น คำถามจึงมีอยู่ว่าหากไม่มองแบบนักรัฐศาสตร์ แต่มองในฐานะประชาชน หากไม่อ่านแบบนี้จะอ่านแบบอื่นได้หรือไม่ ซึ่งจุดนี้ตนยังพัฒนาความคิดไม่เป็นระบบ แต่ได้รับแรงบันดาลใจจาก 2 เรื่อง คือ หนังสือของอ.เบน แอนเดอร์สัน Imagined community ซึ่งมีตอนหนึ่งอธิบายว่าวรรณกรรมสมัยใหม่มีส่วนที่ทำให้เกิดความเป็นชาติ ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน ผมเลยตั้งคำถามว่าแล้วรธน.ฉบับที่เรากำลังจะไปลงประชามติ มันจะทำให้เรารู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ มันอาจจะไม่ใช่วรรณกรรมที่สร้างสำนึกความเป็นชาติ หรือสร้างความปรองดอง เพราะหน้าที่ของวรรณกรรมสมัยใหม่ คือ การสร้าง sense of time and space (สำนึกของสถานที่และเวลา : ประชาธรรม) ที่ทำให้คนรู้สึกว่าเป็นชุมชนเดียวกันแล้วจินตนาการได้ว่าทุกคนเกิดร่วมโลกเดียวกัน และมีความเท่าเทียมกัน แต่รธน.ฉบับนี้จะไม่รู้สึกอย่างนั้น เพราะมีบางองค์กร บางอำนาจทำงานได้มากกว่าอำนาจอื่น

ส่วนงานชิ้นสอง คือ งานของเรย์มอนด์ วิลเลียมส์ (Raymond Williams) เรื่อง Marxism and literature (1977) ส่วนที่ว่าด้วยวรรณกรรมนั้นมีความน่าสนใจ อธิบายวรรณกรรมว่าเป็นการประกอบกันของภาษา ซึ่งในศัพท์โบราณยุคก่อนทุนนิยมวรรณกรรมนั้นให้ความสำคัญกับความสามารถในการอ่าน หรือประสบการณ์ในการอ่าน ต่อมาวรรณกรรมก็เปลี่ยนมาเป็นสิ่งที่เราเข้าใจปัจจุบัน คือ หนังสือ ทั้งที่เดิมวรรณกรรมมันใหญ่กว่าการเป็นหนังสือ

วิลเลียม อธิบายว่าในยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคทุนนิยม วรรณกรรมถูกขยับตัวเองจากการอ่านออกมาเน้นด้านความสามารถในการอธิบายรสนิยมและ sensibility ซึ่งเป็นคำใหญ่ และมีคำถามตามมาว่า คุณต้องมี sensibility ในการอ่าน ซึ่งมันเป็นอาชีพพิเศษ-เฉพาะทาง ที่สำคัญมีการอ้างอิงสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นประเพณี ซึ่งผมใช้จุดนี้เป็นเครื่องมือที่จะอธิบายว่า วิธีการเขียนรัฐธรรมนูญไทยจะอ้างสองสิ่งปนกัน คือ หลักกฎหมายและประเพณีปฏิบัติของสังคมไทย เหมือนเวลาอ่านงานของวิลเลียมเราจะพบการสร้างสิ่งที่เรียกว่า Englishness (ความเป็นอังกฤษ: ประชาธรรม) ดังนั้น Thainess  (ความเป็นไทย : ประชาธรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้เรารู้สึกว่าบุคลากรทางกฎหมายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องรสนิยม ถ้ามันไม่ใช่ความจริงมัน คือ รสนิยม ที่พวกเขาเป็นคนตัดสินเท่านั้นว่า อะไรคือสิ่งที่มันเป็นไทย และสิ่งที่เราเห็นวนเวียนอยู่ในรธน.ฉบับนี้ คือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งไม่มีคำอธิบายใดใดบอกว่า คือ อะไร

“คำถามมีอยู่ว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มันคือคำว่า ประชาธิปไตยแล้วมีประมุขคือกษัตริย์ หรือเป็นระบบคิดอะไรบางอย่างซึ่งใหญ่กว่าสังคมประชาธิปไตยที่มีพระประมุขเป็นกษัตริย์ สิ่งที่เรียกว่า Thainess หรือประเพณีที่มีมาทั้งหมดกำลังไปอธิบายระบบของความคิดและการปฏิบัติบางอย่างที่เราเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งมันไม่ถูกเขียนอธิบายไว้ในรธน.นี้เลย แต่กลับถูกตีความโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่ง และระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข กับประชาธิปไตยที่มีประมุข คือ พระมหากษัตริย์ มันเหมือนกันหรือไม่ คือมันมีความเป็นสากลมากน้อยแค่ไหนก่อนที่จะเอากษัตริย์มาผนวกรวม หรือเป็นคำที่ทำให้อยู่ในโลก/วังวนของผู้เชี่ยวชาญไปเลย เช่น มาตรา 5 วรรค 3 เมื่อมีกรณีตามวรรคสองเกิดขึ้น ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วมระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานองค์กรอิสระเพื่อวินิจฉัย”

สุดท้ายในงานของวิลเลียม ชี้ให้เห็นว่าคำที่คู่กับวรรณกรรม คือ การวิพากวิจารณ์ ดังนั้น เราควรมาคุยกันและเรียนรู้จากคนนอกวงรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ เพราะยุคหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในสังคมอย่างยุคเดือนตุลาคม ศิลปินและวรรณกรรมมีบทบาทสำคัญในระดับหนึ่ง หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในโลกมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพราะมีเทคโนโลยีใหม่อย่างเดียวเท่านั้น แต่บทบาทของศิลปะมีพลังในการเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันที่จะท้าทายกับระบบการเมืองซึ่งดำรงอยู่

ประเด็นที่วิลเลียมทิ้งไว้และเราต้องคิดกันต่อ คือ เวลาพูดถึงวรรณกรรมแล้วมันต้องขยับจากความเข้าใจเดิมจากการอ่านไปสู่การกำหนดรสนิยม กำหนดว่ากลุ่มใดจะเป็นผู้ครอบครองความเป็น Englishness ได้บ้างนั้น เขาก็พยายามชี้ให้เห็นว่าวรรณกรรมเก้าเข้าไปสู่ Ideology (อุดมการณ์ : ประชาธรรม) ได้อย่างไร สองวรรณกรรมได้เกี่ยวข้องกับ popular literature หรือวรรณกรรมของประชาชน literature of the people แค่ไหน

คำถามมีอยู่ว่าจะทำให้รธน. เป็น literature of the people ได้หรือไม่ จะทำให้คนอ่านรัฐธรรมนูญด้วยความเข้าใจง่าย ๆ ได้หรือไม่ หรือมันมีอะไรที่จะต้องเสียไปหากเขียนรธน.ด้วยภาษาคนมากกว่าภาษากฎหมายหรือภาษาพิธีกรรมแบบนี้ มันจริงหรือไม่ที่เขียนแบบนี้แล้วมันรัดกุมกว่า หรือยิ่งเขียนแล้วยิ่งพรากอำนาจออกไปจากคุณมากขึ้น ภาษากฎหมายยิ่งพรากอำนาจของเราไปสู่ผู้เชี่ยวชาญหรือไม่ และเมื่อมองแบบวรรณกรรมนั้น มันสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์สังคม เศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน

 

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ วรรณกรรมที่ยอดแย่

ต่อมาอ.ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาสื่อศิลปะการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดประเด็นอธิบายการอ่านรธน.โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ การอ่านในฐานะวรรณกรรม 2 ระนาบ และอ่านในฐานะศิลปะสำหรับการอ่านนั้นในฐานะที่เป็นวรรณกรรม รธน.ฉบับนี้เป็นวรรณกรรมที่ยอดแย่ และอาจถือเป็นเป็นเอกสารรวมบทความเสียมากกว่า เพราะมีความขัดแย้งกันในหมวด และมาตราต่าง ๆ จำนวนมาก อย่างไรก็ตามความขัดแย้งของรธน.ฉบับนี้มันถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันด้วยอารัมภกถา 3 หน้าแรก

การประกาศใช้รัฐธรรมนูญเพื่อจัดระเบียบการปกครองให้เหมาะสมหลายครั้ง แต่การปกครองก็มิได้มีเสถียรภาพหรือราบรื่นเรียบร้อยเพราะยังคงประสบปัญหาและข้อขัดแย้งต่าง ๆ บางครั้งเป็นวิกฤติทางรัฐธรรมนูญ ที่หาทางออกไม่ได้ เหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มีผู้ไม่นําพาหรือไม่นับถือยําเกรงกฎเกณฑ์การปกครอง บ้านเมือง ทุจริตฉ้อฉลหรือบิดเบือนอํานาจ หรือขาดความตระหนักสํานึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติ........เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลเข้ามามีอํานาจในการปกครองบ้านเมืองหรือใช้อํานาจตามอําเภอใจ......”

ภาษาที่ใช้นอกจากมีความขัดแย้งกันผ่านการเขียนโดยใช้ proposition (ประพจน์ คือประพจน์ คือประโยคที่เป็นจริงหรือเท็จ อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ประโยคที่มีลักษณะดังกล่าวจะอยู่ในรูปประโยคบอกเล่าหรือประโยคปฏิเสธก็ได้ : ประชาธรรม) กล่าวคือใช้บทตั้งข้อเขียนแบบหนึ่ง เสร็จแล้วก็จะใช้การเขียนอย่าง “เว้นแต่” ในมาตราที่สำคัญ ๆ หรือใช้ภาษายอดแย่ เช่น มาตรา 22 วรรค 2

ส่วนการอ่านในฐานะวรรณกรรมแบบที่สองจะหยิบยืมการอ่านแบบโรล็องด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) จากงาน The Death of the Author (1967 : มรณกรรมของประพันธกร) เพราะเชื่อว่ามันเปิดโอกาสให้ผู้อ่านมีความสำคัญมากกว่าผู้เขียน/ผู้ประพันธ์ และจะพูดถึงงานเขียนของ ลุดวิก วิตเกนสไตน์ (Ludwig Wittgenstien) จากหนังสือ Philosophical Investigation (1953) โดยจะอ่านทั้งหมด 3 เรื่อง ตัวบทหรือรัฐธรรมนูญ ผู้ประพันธ์หรือผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และบริบทของการเขียนรธน. ซึ่งงาน Philosophical Investigation จะทำให้เราเข้าใจบริบทของการเขียนรธน.ฉบับนี้ได้ดี ผมอาจจะสวิงไปเรื่อง logos และ Phonocentrism ฌาร์ค แดริดา (Jacques Derrida) ในงานวิทยานิพนธ์ Grammatology เพื่อให้เห็นความสำคัญของการถอดรื้อตัววรรณกรรมที่จะเข้าใจเจตนารมณ์ที่อยู่เบื้องหลังรธน.ฉบับนี้ ส่วนการอ่านรธน.ในฐานะศิลปะนั้นจะลองถอดความผ่านกิจกรรมทางศิลปะ ความคิดเรื่องเสรีภาพ การสร้างสรรค์ และแนวคิดเรื่องภูมิกายาทางการเมืองทัศนาว่า ศิลปะมีความเป็นอิสระท่ามกลางความขัดแย้งจริงหรือไม่ ศิลปิน และงานทางศิลปะยังให้ความหวังอะไรอยู่หรือไม่

โรล็องด์ บาร์ตส์ เชื่อว่าตัวบท ซึ่งในที่นี้คือรัฐธรรมนูญมีสถานะที่เป็นกลางได้ ถ้าเปิดโอกาสให้เกิดเสรีภาพในการอ่าน โดยไม่จำกัดเสรีภาพทางความคิดไว้ใต้ศีลธรรมชุดไหนก็ตามที่จะกำหนดความเข้าใจในการอ่านของเรา ในอีกด้านหนึ่งตัวบทจะเป็นกลางได้เมื่อเราถอดหรือผลักไสผู้ประพันธ์ให้มีระยะห่างจากตัวบทเสียก่อน

“มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เมื่อตอนที่ผมอ่าน ผมก็นึกถึงหน้าของผู้เขียน และหน้าของอีดิทเตอร์ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ผมก็เชื่อบาร์ตส์ เผื่อจะไม่เห็นใบหน้าเหล่านั้นดู เพราะบาร์ตส์เชื่อว่าผู้ประพันธ์เป็นเพียงผู้เล่าเรื่อง มีฐานะเป็นผู้ร่างของภาษา หรืออุดมการณ์ของภาษานั้น ๆ ที่จะพูดแทน มันจึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปคิดว่าผู้ประพันธ์มีอัจฉริยภาพ หรือไร้ความสามารถแค่ไหน เป็นนักกฎหมายที่เก่งแค่ไหน มันไม่มีประโยชน์ แต่ควรสนใจที่ตัวบทและความหมายจากการเขียนดีกว่า มันจึงจะทำให้เข้าใจสถานะของรธน.แบบกลาง ๆ หรือความหมายโดยปราศจากอคติ หรือประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งความคิดนี้มีปัญหา และจะอธิบายในภายหลัง”

The birth of the reader must be at the cost of the death of the author

อ.ทัศนัย นำเสนอต่อไปว่า เมื่อลืมผู้เขียนแล้วมาสนใจเพียงตัวบทจะทำให้เราเข้าใจบริบทซึ่งสำคัญกว่าตัวบทว่าทำไมรธน.ฉบับนี้ถึงถูกเขียนขึ้น หรือทำให้เห็นตัวเนื้อหาที่จะสารภาพความในใจหรือเจตนารมณ์โดยตัวของมันอยู่แล้ว โดยที่เราไม่ต้องสนใจพวกการให้สัมภาษณ์ พวก new normal (ความปกติที่เคยไม่ปกติ : ประชาธรรม) เพราะผู้แต่งไม่ได้เป็นองค์อธิปัตย์ของเรื่องแต่งที่ตัวเองเขียนขึ้น หากเป็นริมฝีปากที่ขยับตามข้อกำหนดทางภาษาและอดีตของมัน หรือผู้แต่งมีสถานะเป็นเพียงนักร้องคาราโอเกะ เราต้องใส่วงเล็บเอาไว้ก่อนว่าภาษามันกำหนดผู้พูด หรือร่างทรง แล้วจะมาอภิปรายทีหลังว่าใคร คือ ภาษา หรือความคิดแบบไหนที่บาร์ตส์เรียกว่าเป็นภาษา

บาร์ตส์ เชื่อว่าการทำให้ผู้แต่งถอยห่างจากงานเขียนของตนเองจะทำให้ผู้แต่งเป็นประธานของงานเขียนที่มีสถานะที่ว่างเปล่า นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่เขาไม่ให้เราจัดการอภิปราย เพราะเราจะผลักผู้แต่งหรือผู้เขียนรธน.ไปอยู่ในสถานะที่ว่างเปล่า และเขาจะว่างงาน เขาต้องบอกว่าเขามีตัวตน มันจึงเป็นธรรมดาของผู้ประพันธ์ที่เขาคิดว่าเป็นเจ้าของงานเขียนต้องถูกยอมรับ และมันเป็นประเพณีความคิดของปรัชญาตะวันตกก่อนยุคหลังสมัยใหม่ที่เชื่อว่าความสำคัญของผู้แต่งงานเขียนและผู้อ่านมีลักษณะที่เป็นเส้นตรง ในลักษณะเช่นเดียวกับพ่อกับลูก หรือผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครอง ดังนั้นบาร์ตส์จึงย้ำเตือนเสมอให้เราลืมผู้ที่เป็นบิดา หรือร่างทรงของภาษา เพื่อที่เราจะปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ของการอ่านใหม่

แดริดา จึงมีความคิดต่อต้นกำเนิดความคิดในเชิงอภิปรัชญาคล้าย ๆ กัน ที่มาจากความสัมพันธ์แบบ Phonocentrism ที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับงานเขียน เสียง คือ เนื้อหาที่แท้จริง งานเขียน คือ ตัวแทน หรือระบบสัญลักษณ์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น อย่างไรก็ตามแดริดาก็สืบค้นไปว่าต้นเสียงที่มีความศักดิ์สิทธิ์หรือที่ลอยจากเส้นขอบฟ้า และหาตำแหน่งแห่งที่ไม่ได้ กลับเป็นตัวกำหนดประเพณีทางความคิดในอภิปรัชญาตะวันตกมันต้องถูกรื้อสร้าง แม้แดริดาจะหาไม่เจอว่ามันอยู่ตรงไหน ก็รู้ว่ามันมีพลังมากพอที่จะกำหนดชีวิตในปัจจุบัน และเชื่อว่างานเขียนต่างหากที่มันซื่อสัตย์กับเรา ซึ่งคล้ายกับความคิดของบาร์ตส์ว่าไม่ต้องสนใจผู้แต่ง เพราะงานเขียนมันซื่อสัตย์กับเรามากกว่าเจตจำนงของผู้เขียน ก็เหมือนกับผู้แต่ง The Author ตัวใหญ่ในสังคมไทย

วิธีการอ่านแบบรื้อถอนโครงสร้างความศักดิ์สิทธิ์นั้นมีมาก่อนแบบแดริดา เช่น งานเขียนของลุควิก ที่พูดถึง logos หรือ Logocentricism (วจนศูนย์นิยม : ประชาธรรม) ที่ยึดโยงกับเสียงศักดิ์สิทธิ์นั้นมันกำหนด Act of speech ซึ่งผมแปลมันเองว่าเป็นเจตนารมณ์ของการถ่ายทอด ไม่ใช่กิจกรรมของการพูด เพราะฉะนั้นการถอดรื้อองค์อธิปัตย์ของความรู้ มันทำให้เราเข้าใจเจตนารมณ์ของการถ่ายทอด ซึ่งหากนำวิธีการนี้มาอ่านรธน. เราอาจจะเห็นเจตนารมณ์ของการเขียนรธน. ว่าเนื้อหาต่าง ๆ ที่มีความขัดแย้งกัน แต่ถูกผนวกรวมให้เป็นปึกแผ่น ภายใต้อารัมภกถา 3 แผ่นนั้น มันมีเจตนารมณ์อะไร และเจตนารมณ์ดังกล่าวนั้นมีสถานะที่เหนือระบบ โครงสร้าง ไม่ได้อยู่ในงานเขียน /นอกตัวบท ซึ่งทำให้เห็นความคิดถึงโลกของแบบของพลาโต้ คือ มีต้นแบบของความบริสุทธ์บางอย่าง ซึ่งก็ตอบไม่ได้ว่ามันอยู่ตรงไหน ก็คล้าย ๆ เสียงของความศักดิ์สิทธิ์ที่มันกำหนดเจตนารมณ์ของรธน. ที่ไม่ปรากฎตามมาตราต่าง ๆ แต่อาจปรากฏอยู่ในบทนำ

“คำถามที่อาจทิ้งไว้ตรงนี้ก่อน อะไร คือ เจตนารมณ์ที่อยู่เหนือโครงสร้าง เหนือมาตราต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญ  และใครคือเจตนารมณ์นี้ แต่คำถามนี้่ขัดแย้งกับบาร์ตส์ที่กล่าวไปข้างต้น แต่สำหรับผม คิดว่ามันน่าสนใจว่าใครคือเจตนารมณ์ของรธน. หรือเจตนารมณ์มันแทนที่ใครในรธน.ฉบับนี้”

อย่างไรก็ตาม แดริดาเชื่อว่าตัวบทหรือข้อเขียนมีความซื่อสัตย์และไว้ใจมากกว่า ถึงแม้ตัวหนังสือจะบิดเบือนตัวมันเอง หรือภาษาที่ใช้ในรธน.มันลื่นไหล หรือระบุได้อย่างชัดเจนว่ามัน คือ อะไร หรือมีความขัดแย้งในตัวเอง แต่แดริดาเห็นว่าอย่างน้อยผู้อ่านยังเห็นประจักษ์พยานตรงหน้า เจตนารมณ์หรือความศักดิ์สิทธิ์นั้นเรามองไม่เห็น หรือจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน

สำหรับผมเองเมื่อประยุกต์ใช้ความคิดของแดริดาเพื่อตั้งคำถามว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่จะใช้ร่วมกันภายใต้รัฐหนึ่ง แล้วใคร คือ รัฐ เราอยู่ในรัฐนั้น หรือมีคนทำหน้าที่แทนเราอย่างไร?

ส่วนความคิดของวิตเกนสไตน์ในหนังสือ Philosophical Investigation ก็เปิดบทแรกจากหนังสือของเซนต์ ออกัสติน (St. Augustine) ที่ออกัสตินเขียนถึงบทปฐมกาลในคัมภีร์ไบเบิล และการตั้งชื่อสรรพสิ่ง โดยวิตเกนสไตน์เอาคำพูดของออกัสตินมาวิจารณ์ว่าภาษามันไม่ได้ทำงานอย่างเชื่อเชื่อง แต่ภาษามีบริบทในการใช้ ไม่ใช่ใครเรียกก็ได้ แล้วก็เรียกตาม ๆ กัน ไป แต่เราเรียนรู้ภาษาภายใต้ข้อกำหนด ข้อบังคับ และบทลงโทษ โดยวิตเกนสไตน์ให้ตัวอย่างของการใช้ภาษาระหว่างนายกับบ่าวในสถานที่ก่อสร้าง นายบอกว่า “หยิบไอ่นั่นมาหน่อย” ซึ่งไม่รู้ว่า คือ อะไร นายก็ใช้วิธีชี้ ถ้าหยิบของผิด หรือวางไม่ถูกที่ก็จะถูกลงโทษไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถูก ดังนั้นภาษามีข้อกำหนด มีการลงโทษเพื่อให้เราเข้าใจตามแบบที่อำนาจมันบอก นี่คือคำว่าบริบทของวิตเกนสไตน์

“ผู้นำบางคนก็ใช้ภาษาแบบห้วน ๆ ไม่สนใจผู้ฟัง มันคือ บริบทของวัฒนธรรมการเมืองไทยที่มีอำนาจเคลือบแฝงอยู่ ไม่ว่าจะจับเข้าคุก เข้าอบรม ดังนั้นเมื่อจะอ่านรัฐธรรมนูญแบบวิตเกนสไตน์ก็ใช้บริบทในการอ่านไม่ได้ เพราะวัฒนธรรมการเมืองไทยมันมีอำนาจคอยกำกับ และคอยลงโทษการอ่านของเราอยู่ ดังนั้นเราอ่านแบบบาร์ตส์ หรืออ่านแบบตีความไม่ได้ เราถึงจัดงานที่ร้านบุ๊ครีพับลิกไม่ได้ เพราะมีข้อกำหนดคอยลงโทษการอ่านอยู่”.

อ่านรัฐธรรมนูญในฐานะวรรณกรรมและศิลปะ ตอนที่ 2

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 14,874 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.