• 27 มีนาคม 2560 - 17:45 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

อ่านรัฐธรรมนูญในฐานะวรรณกรรมและศิลปะ ตอนที่ 2

 วันที่ 4 เมษายน 2559 - 21:08 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 552 ครั้ง พิมพ์

 

ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานเสวนาวิชาการ  “อ่านรัฐธรรมนูญในฐานะวรรณกรรมและศิลปะ” มีเนื้อหาที่การพูดคุยต่อเนื่องน่าสนใจ แต่เนื่องจากงานชิ้นนีมีความยาวเกินพื้นที่การแสดงบนเว็บไซต์ประชาธรรม จึงแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองตอน ประกอบด้วย ตอนแรกเป็นเนื้อหาการนำเสนอของ อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ และอ.ทัศนัย เศรษฐเสรี ตอนที่สองเป็นเนื้อหาของอ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี และเนื้อหาบางช่วงของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

อ่านตอนแรกที่  อ่านรัฐธรรมนูญในฐานะวรรณกรรมและศิลปะ ตอนที่ 1

 

อ. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ดิฉันอ่านรธน.ในฐานะที่เป็นคนดูซีรีย์เกาหลี ดังนั้นจะอ่านในฐานะผู้ชม ไม่ใช่นักวิจารณ์วรรณกรรม แต่ก่อนที่จะอ่านรธน. ได้เปิดเจอหนังสือที่น่าสนใจจะเข้าเรื่องก็เจอหนังสือที่น่าสนใจชื่อว่า Constitutional Law as Fiction Narrative in the Rhetoric of Authority ผู้เขียนเสนอว่ากฎหมายเปรียบเหมือนนิยายชนิดหนึ่งที่ประกอบไปด้วยสำนวนโวหาร พล็อตเรื่อง ศิลปะการเล่าเรื่อง การโน้มน้าวใจ ผู้เขียนบอกว่าหากปราศจากสำนวนโน้มน้าวจิตใจ กฎหมายย่อมไม่สามารถมีอำนาจทางการขึ้นมาได้ ดังนั้นดิฉันจึงจะมองกฎหมายที่ต่างไปจากนักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ที่มองว่ามันเป็นข้อเท็จจริง มีความเป็นสากล ปราศจากอัตวิสัย

รัฐธรรมนูญเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่งซึ่งสร้างจากอุดมการณ์ ทัศนคติและความเชื่อของผู้เขียน ดังนั้นการอ่านกม.ในฐานะที่เป็นงานวรรณกรรมจึงช่วยเปลี่ยนคำถามและวิธีการมองกฎหมายเสียใหม่ แทนที่จะตั้งคำถามว่ากฎหมายนี้มีเพื่ออะไร ทำหน้าที่อะไร มันก็ถามว่ากฎหมายดังกล่าวกำลังบอกเล่าเรื่องราวอะไร เกี่ยวกับอะไร ด้วยสำนวนโวหารเช่นไร และด้วยสำนวนโวหารนั้นได้สถาปนาอำนาจประเภทใดขึ้นมาบ้าง

ทีนี่คิดว่าอ่านรธน.ฉบับ 2559 อย่างเดียวไม่สนุก ต้องการอ่านคู่หรือเปรียบเทียบกับรธน. 2540 ด้วยซึ่งจะเห็นพล็อตเรื่องที่ต่างกันของวรรณกรรมสองชิ้นนี้ หรือวรรณกรรมแบบการดูหนังซีรีย์ก็ได้ โดยจะพบว่าประหนึ่งดูหนังสองม้วนที่มีพลอตเรื่องไม่เหมือนกัน เป็นอนาคตของโลกที่ไปกันคนละทาง

ปี 2540 ตั้งแต่โหมโรงในฐานะที่เป็นประชาชนคนธรรมดาจะรู้สึกฮึกเหิมใจพองโต ประหนึ่งเพิ่งไปต่อสู้และได้รับชัยชนะมา เหมือนได้ฟังสุนทรพจน์ I have a dream ของมาร์ติน ลูเธอร์ ในปี 1963 ร่วมกับประชาชนกว่า 250,000 คน

ไทยได้มีรัฐธรรมนูญ ประกาศใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาเป็นเวลากว่าหกสิบห้าปีแล้ว ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้มีการยกเลิกและแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหลายครั้ง แสดงว่ารัฐธรรมนูญย่อมเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมแห่งกาลเวลาและสภาวการณ์ของบ้านเมือง รัฐธรรมนูญจะต้องกําหนดกฎเกณฑ์สําคัญที่กระจ่างแจ้ง ชัดเจน สามารถใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศและเป็นแนวทางในการจัดทํากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญได้.......สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทําร่างรัฐธรรมนูญโดยมีสาระสําคัญเป็นการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเพิ่มขึ้น ตลอดทั้งปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้โดยได้คํานึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสําคัญ....”

ตลอดทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เราจะพบมาตราต่าง ๆ เหมือนดูหนังมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ดูแล้วประชาชนคนธรรมดามีอำนาจอย่างมาก แต่เมื่ออ่านร่างรธน.ของปี 2559 ฉบับลงประชามติ ให้ลืมภาพของการเรียกร้องเสรีภาพบนถนนราชดำเนิน หรือของมาร์ติน ลูเธอร์ คิงไปก่อน เพราะหนังม้วนที่กำลังจะดูต่อไปนี้ เป็นหนังแนว Apocalypse วันสิ้นโลก สิ้นหวังที่รอผู้ไถ่บาป รอแมสไซอาห์ มาชำระล้างบาปให้กับมนุษย์ พร้อมกับการเริ่มต้นพันธสัญญาใหม่ในมวลมนุษย์โลกที่จะไม่ทำบาป

แม้ได้มีการยกเลิก แก้ไขเพิ่มเติม และประกาศใช้รัฐธรรมนูญเพื่อจัดระเบียบการปกครองให้เหมาะสมหลายครั้ง แต่การปกครองก็มิได้มีเสถียรภาพหรือราบรื่นเรียบร้อยเพราะยังคงประสบปัญหาและข้อขัดแย้งต่าง ๆ บางครั้งเป็นวิกฤติทางรัฐธรรมนูญที่หาทางออกไม่ได้ เหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มีผู้ไม่นําพาหรือไม่นับถือยําเกรงกฎเกณฑ์การปกครองบ้านเมือง ทุจริตฉ้อฉลหรือบิดเบือนอํานาจ หรือขาดความตระหนักสํานึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน จนทําให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นผล ซึ่งจําต้องป้องกันและแก้ไขด้วยการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างความเข็มแข็งของระบบคุณธรรมและจริยธรรม แต่เหตุอีกส่วนหนึ่งเกิดจากกฎเกณฑ์การเมืองการปกครองที่ยังไม่เหมาะสมแก่สภาวการณ์บ้านเมืองและกาลสมัย ให้ความสําคัญแก่รูปแบบและวิธีการยิ่งกว่าหลักการพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย หรือไม่อาจนํากฎเกณฑ์ที่มีอยู่มาใช้แก่พฤติกรรมของบุคคลและสถานการณ์ในยามวิกฤติที่มีรูปแบบและวิธีการแตกต่างไปจากเดิมให้ได้ผล และดังนั้น จึงต้องมีการวางกลไกป้องกันและขจัดการตรวจสอบการทุจริตและเข้มงวดเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลเข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ และการกำหนดมาตรการป้องกันและบริหารจัดการวิกฤษของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”

รัฐธรรมนูญฉบับ 2559 เป็นรธน.ฉบับวันสิ้นโลกอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นเรื่องราวการกระทำบาปหนักหนาสาหัสในสังคมไทย ที่จำเป็นต้องมีการชำระล้างให้สิ้นซาก สำนวนในหลายมาตราไม่ต่างจากคัมภีร์ไถ่บาปในศาสนา เพียงแต่สิ่งที่เรียกว่าบาปในความคิดของผู้เขียนหรือร่างรธน.นั้นถูกจำกัดความในภาษาของการกระทำทุจริต ประพฤติมิชอบ ปราศจากคุณธรรมและจริยธรรม

คำถามสำคัญในพลอตเรื่องแบบวันสิ้นโลกนั้น ใคร คือ ผู้ไถ่บาป ใครมีอำนาจในการไถ่บาป storyline แบบนี้ไม่ต้องอาศัยการตีความมาก เพราะในอารัมภบทเขียนไว้ชัดแล้วว่าคือผู้บริหารบ้านเมือง ส่วนผู้ที่ไม่นำพาต่อการปกครองบ้านเมืองก็ย่อมหมายถึงนักการเมืองนั่นเอง ขณะเดียวกันงานชิ้นนี้ผูกความหวังของการไถ่บาปกับคณะแมสไซอาห์ที่อวตารอยู่ในองค์กรต่าง ๆ ที่ไม่ได้ยึดโยงกับสังคม แต่กลับมีอำนาจชี้เป็นชี้ตาย หรือมีอำนาจเลือกแทนประชาชน แล้วประชาชนอยู่ที่ไหนในนวนิยายวันสิ้นโลก?

เมื่ออ่านดูแล้วจะพบว่า หากไม่กำหนดให้เป็นผู้ที่คอยสอดส่องมิให้มีการทำบาปเกิดขึ้น ดังในมาตรา 50 ของรธน.ฉบับนี้ระบไว้ว่า ชนชาวไทยจะต้องไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ ข้อนี้ไม่มีอยู่ในรธน.ปี 2540 รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 จึงเข้าใกล้ความเป็นกฎหมายทางศาสนา ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นก็คือผู้ที่ต้องถูกปลูกฝังแต่เด็กให้เกลียดกลัวการกระทำบาป ซึ่งระบุไว้ชัดเจนในอารัมภกถาจะต้องแก้ไขด้วยการปฏิรูปการศึกษา ผู้ร่างจึงกำลังเปลี่ยนการศึกษาให้เป็นโครงการแห่งการบ่มเพาะศีลธรรมแห่งการไถ่บาป การศึกษาจะไม่ใช่เรื่องปัญญา หรือสิทธิเสรีภาพ เท่ากับเป็นการพาสังคมไปสู่ยุควิคทอเรียนอย่างสมบูรณ์แบบ

พลอตเรื่องการไถ่บาปของรธน.ปี 59 จึงเข้ามาแทนพลอตของสิทธิเสรีภาพของประชาชนในรธน.ปี 40 อย่างสมบูรณ์แบบ หากลองนับมาตราต่าง ๆ ในหมวดสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย พบว่ารธน. 40 มีอยู่ 39 มาตรา ถูกหั่นให้เหลือเพียง 24 มาตราในรธน.ฉบับปัจจุบัน ส่วนที่หายไป เช่น

มาตรา 62 สิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐ ที่เป็นนิติบุคคล ให้รับผิดเนื่องการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมาย บัญญัติ

มาตรา 65 บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่ง มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

มาตรา 26 การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึง ถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญนี้

กรณีมาตรา 26 มันเป็นข้อความสั้น ๆ ที่แสดงถึงความรับผิดรับชอบของหน่วยงานรัฐที่ถูกตัดทิ้งไป

สำหรับหมวดที่ว่าด้วยเรื่องเสรีภาพทางวิชาการ พบว่ามีสิ่งที่น่าสนใจ ขณะที่รธน. 2540 แยกหมวดนี้ออกมาเป็นการเฉพาะ

มาตรา 42 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการการศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัย ตามหลักวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของ พลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ในรธน.ฉบับลงประชามติเอาไปห้อยไว้เป็นวรรคที่สองของมาตรา 34 ที่ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยทั่วไป และเขียนไว้สั้นมากว่า “เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับการคุ้มครอง ตราบเท่าที่มันไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้นหน้าที่ของนักวิชาการต้องป้องกันไม่ให้ทุกคนทำบาป เสรีภาพของเราจึงถูกกำกับด้วยศีลธรรม-จริยธรรมในข้อนี้ไปโดยปริยาย

สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับรอลงประชามติอยากให้อ่านในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ เพราะแสดงให้เห็นว่านอกจากเป็นวรรณกรรมแนวไถ่บาป หรือวันเสิ้นโลกแล้ว มันยังเป็น Aristocrat ที่ชี้ชวนให้เชื่อว่าวิกฤติของสังคมโลกในไทย มันจะถูกแก้ได้ก็ต่อเมื่อมีการเพิ่มอำนาจให้กับคณะชนชั้นนำทั้งหลาย และลดทอนสิทธิของประชาชนลง ในรธน.2559 ส่วนที่เกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่นถูกตัดออกไปทั้งหมด และเมื่อดูหมวดนโยบายแห่งรัฐเปรียบเทียบกันแล้วจะพบว่า หลายมาตราที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการกำหนดนโยบายการตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและการเมือง ตลอดจนการตรวจสอบการทุจริตของรัฐ การกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นในการจัดการตนเองด้านต่าง ๆ ถูกยกเลิกไปทั้งหมด และการยกเลิกนี้มันกลับเอาไปเพิ่มในหมวดของการไถ่บาป เช่น มาตรา 76 ระบุให้ระบบคุณธรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญของกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐ จัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน

“สิ่งเหล่านี้มันบอกว่า วรรณกรรมชิ้นนี้มันออกมาเพื่อล้างความบาปทั้งหลายของสังคมซึ่งเราเป็นสมาชิกอยู่ โดยชนชั้นนำเป็นผู้ถืออำนาจ หรือความเมตตาเพื่อจะสร้างความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้น ข้อแตกต่างคือว่า วรรณกรรมเป็นงานเขียนที่เมื่อเราอ่านแล้ว เราสามารถเลือกที่จะชอบหรือไม่ชอบ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยได้ แต่รธน. เป็นกฎหมายสูงสุด เราจะสามารถอ่านอย่างวรรณกรรมได้ แต่เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ หรือใช้ชีวิตนอกวรรณกรรม หรือเรื่องเล่านี้ได้ เมื่อเราไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตนอกเรื่องเล่าเหตุใดจึงไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนคนไทยสามารถที่จะมีสิทธิแลกเปลี่ยนหรือพูดคุยในเรื่องนี้ก่อนที่จะผูกพันธสัญญาอันใหม่ในการไถ่บาป”

ช่วงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ภัควดี วีระภาสพงษ์ อยากถามอ.ปิ่นแก้ว ในเมื่อมันมีวรรณกรรมของการไถ่บาป อยากทราบว่าบาปกำเนิดของประชาชนไทย คือ อะไร?

อ.ปิ่นแก้ว เราดันอยู่ในสังคมที่เกิดมาก็บาปแล้ว

อ.จณิษฐ์ เฟื่องฟู : ในฐานะนักวรรณกรรมเวลาวิเคราะห์วรรณกรรมเมื่ออ่านจบเรื่องและรู้ว่ามันจบอย่างไร ชะตากรรมของตัวละคร หรือพลอตเรื่องที่ถูกผุกปมและคลีคลายไปนั้นมันมีผลให้เราตีความแต่ละช่วง แต่รธน.ที่เป็นวรรณกรรมมันไม่มีตอนจบ ดังนั้นวรรณกรรมรธน.นี้มันเป็นปลายเปิดและสามารถตีความจุดจบในหลายแบบ อาจจะล้างโลกไปเลยแบบไม่มีผู้ที่ถูกเลือก หรือคนที่ถูกเลือกจะเป็นเพียงคนบางกลุ่ม

อ.พิชญ์ มันมีที่บทเฉพาะการ

อ.ทัศนัย น่าสนใจถ้าเราอ่านวรรณกรรมแบบโพสต์โมเดิร์น รธน.ฉบับนี้มีส่วนประกอบที่ทั้งต่อเนื่อง และไม่ต่อเนื่อง หากอ่านตามเพดานความคิดของบาร์ตส์ ผู้ประพันธ์ตายไปหรือกำลังจะตาย ทุกอย่างมันน่าจะจบ แต่ผมกลับเห็นการจบหมายถึงการหยุด แต่ทำให้เกิดดำเนินต่อใหม่ The death of the author ทำให้เกิด The rise of state authority กล่าวคือ ผู้แต่งจะตายหรือกำลังจะตายไม่มีความสำคัญแต่รธน.ฉบับนี้ มันจะทำให้เกิดอำนาจใหม่ และใครคือรัฐ เมื่ออ่านแบบนี้เราจะเห็นการหยุดและการดำเนินต่อ

อ.ปิ่นแก้ว : อ.จณิษฐ์ มองในแง่วรรณกรรมที่เป็นหนังสือ แต่ส่วนตัวอ่านแบบเป็นซีรีย์เกาหลี รธน.ปี 40 ประชาชนเป็นพระเอก แต่โดนฆ่าตายในปี 50

อ.กัญญา หิรัณย์วัฒนพงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความคิดเห็น ชอบสิ่งที่อ.ปิ่นแก้วนำเสนอว่าเราไม่สามารถพาตัวเองออกจากวรรณกรรมหรือรธน.นี้ เพราะจะอยู่กับเราตลอดไป กำหนดชีวิต วรรณกรรมที่เป็นหนังสือเมื่ออ่านจนจบเล่ม เราสามารถมองย้อนกลับไปโดยเข้าใจว่ามันเป็นอะไร และเข้าใจมันได้ทั้งเรื่องแต่มันจบอยู่ตรงนั้น แต่รัฐธรรมนูญมันเป็นปลายเปิด แต่มันยากมากที่จะอ่านโดยไม่เห็นหน้าคนเขียน เพราะในทุกคำมันเปิดใบหน้าออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคนเขียน คือ ใคร และมีวัตถุประสงค์อย่างไร เมื่อมองในฐานะนักกฎหมายการเขียนอะไรจากจุดเริ่มต้นที่ไม่ชอบธรรมอยู่แล้วมันย่อมสะท้อนความไม่ชอบธรรมนั้น และมันก็ชัดเจนในหลายมาตราว่ามันเป็นการล้างโลกไถ่บาป โดยประชาชนไม่ได้เป็นพระเอก แล้วเราจะให้วรรณกรรมชิ้นนี้ซึ่งเป็นเป็นปลายเปิดกว้างมากำหนดชีวิตต่อไป หรือจะหาผู้เขียน หรือเขียนกันเองใหม่อย่างไร

อ.เก่งกิจ : อ.พิชญ์ ยกงานของเบน แอนเดอร์สัน ว่าวรรณกรรมที่สร้างความเป็นชาติจากความเป็นชุมชนขึ้นมา ถามว่าเราต้องมีชุมชน หรือเรามีวรรณกรรมที่จะเปิดให้เราขัดแย้งได้จะเป็นอย่างไร หรือมันต้องวรรณกรรมที่กำหนดให้ชุมชนมีความเป็นสมานฉันท์

อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ :  คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ เราจะซื้อพลอตที่ว่าด้วยชาติหรือไม่ เพราะการที่เราไม่ยอมซื้อพลอตในคำว่าชาติในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา มันได้ลดทอนพลังฝ่ายก้าวหน้าไปหรือไม่ เมื่อเราสู้เพื่อมนุษยชาติอย่างเดียว แต่ในแง่ที่ชุมชนในระดับหนึ่งมันเรียกร้องความร่วมมือร่วมใจในการปรับเปลี่ยนไปหรือไม่ เพราะมาร์กซิสต์มันยังมีรัฐชาติในระดับหนึ่ง ที่ต้องสร้างความเท่าเทียมในเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเริ่มจากขอบเขตบางอย่างก่อน คือมันเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่เราคุยกันในวันนี้ว่าตกลงการ anti-nationalism มันได้ลดทอนพลังของการต่อสู้ลงหรือไม่ แล้วจะสู้อย่างไร Marxism เดิมมันไม่มีปัญหาเรื่องชาตินิยมเพราะมันต้องการทำให้ชาติมันมีความเท่าเทียม แต่ Marxism ใหม่ที่เป็น Cultural Marxism จะวางความคิดเรื่องชาตินิยมอยู่ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมหรือไม่ ยิ่งเป็นการต่อต้านในทุกรูปแบบทำให้ไม่มีข้อเว้นว่างอำนาจใด ซึ่งมันก็อยู่ได้ในระดับของการวิจารณ์แต่จะก่อร่างสร้างสถาบันในการขับเคลื่อนได้หรือไม่ก็ว่ากันไป

ประเด็นที่อยากนำเสนอต่อไปขอกลับมาที่อารัมภกถาซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ทางรัฐศาสตร์ คือ การกลับไปพูดเรื่องเสถียรภาพและความราบรื่นเรียบร้อย ซึ่งเป็นเป้าหมายของรัฐศาสตร์ แต่สิ่งที่ผมตกใจมาก คือ มันไม่ได้อธิบายความจริงพื้นฐานอะไรเลย มันเป็นเพียงการมโนล้วน ๆ อย่างเวลาเราอ่านวรรณกรรมเราต้องรู้ความเดิมจากตอนที่แล้วก่อน ในอารัมภกถาไม่มีคำว่ารัฐประหารเลย เหมือนการเริ่มจากวันที่ฟังไปแล้วแต่เมมโมรี่เก่าหาย ตกลงการบังคับใช้กฎหมาย คือ การรัฐประหารหรือไม่

ประเด็นต่อไป ข้อถกเถียงเรื่องรธน.ในสังคมตอนนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นสาระสำคัญ สังคมยังหมกมุ่นกับเรื่องนายกคนนอก  เพราะเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น คือ คุณปล่อยให้คนนอกระบบทั้งหมดมากำหนดการเมืองมากกว่า รธน.นี้มันสะท้อนให้เห็นว่าคนจำนวนมากเป็นคนนอกระบอบประชาธิปไตยที่มาเขียนรธน.นี้ เรื่องที่ผ่านมาทั้งหมดจึงมีสาระสำคัญมากกว่าการไปหมกมุ่นกับคนเพียงคนเดียว

“ถ้ารธน.นี้ผ่าน จะมีกระบวนการย่อย ๆ แบบนี้อีก 11 เล่ม เพราะต้องมีกฎหมายลูกออกมาก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง มันไม่ใช่ประชามติครั้งเดียวจะมีกฎหมายอีก 11 ฉบับที่ประชาชนจะไม่มีส่วนร่วมกับกฎหมายเหล่านั้น อันนี้คือปัญหาใหญ่มาก”

ประเด็นที่อยากจะพูดคุยกับนักมานุษยวิทยา คือ แนวคิดเรื่องความคิดที่เปลี่ยนจากจารีตนิยมสู่สังคมสมัยใหม่เป็นภาวะสากลที่เกิดขึ้นทั่วโลก การที่สังคมมันหันกลับเข้าสู่ศีลธรรมภายใต้ทุกอย่างที่ดูทันสมัยมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทางรัฐศาสตร์พบว่ามันอธิบายได้ยากขึ้น อาจต้องใช้การอธิบายในแนวทางอื่น ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เราเริ่มพบว่าการใช้ข้ออ้างทางศีลธรรมมันเป็นการบังคับใช้กับคนอื่น ไม่ใช่พวกตัวเอง หรือเมื่อบุคคลนั้นกลายเป็นพวกของคุณแล้วก็จะถูกละเว้นการบังคับใช้ศีลธรรมดังกล่าว นี่มันไม่ใช่แบบแผนของสังคมประเพณีแบบในตำรา แต่เป็นการใช้สังคมประเพณีกับคนที่ไม่ใช่พวกคุณเท่านั้นเอง

“เมื่อคุณซื้อวรรณกรรมนี้ เพื่อมากดขี่ตัวตนและจินตนาการของคุณเมื่อไหร่ คุณก็จะกลายเป็นคนของพวกเขา จากนั้นคุณจะทำอะไรก็ไปต่อรองกันเอง มันจึงไม่ใช่การหันไปสู่ศีลธรรมจริง ๆ แต่ทำไมคนซึ่งเป็นฝ่ายก้าวหน้าทั้งหมดใช้ภาษาทางจริยธรรม แต่ไม่ได้ใช้ภาษาเหตุผล”

สุดท้ายขอเล่านิทานในทางปรัชญาการเมืองมันมีข้อถกเถียงหนึ่งในทฤษฎีสัญญาประชาคม แนวคิดคลาสสิคที่สุดอย่างของ โทมัน ฮอบส์มันปฏิเสธองค์อธิปัตย์ไม่ได้ เพราะเขาปราบดาเพื่อมาดับยุคเข็ญ ทุกคนต้องยอมไม่มีสิทธิท้าทาย หรือเรียกอำนาจคืนไม่ได้ซึ่งต่างจาก ล็อคหรือรุสโซ แต่มันมีการตีความรัฐบาลแบบฮอบส์คือในเมื่อคุณท้าทายเขาไม่ได้โดยตรง คุณก็ไม่ต้องท้าทายเขา แต่คุณก็กลับไปสู่สภาวะธรรมชาติดั้งเดิมเพื่อให้เกิดฮอบส์เซี่ยนคนต่อมาแทน ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะวางสังคมแบบฮอบส์เพื่อจะได้อยู่ในอำนาจไปยาวนาน คนอาจจะบอกว่าเราไม่ท้าทายคุณแต่ไม่เอาคุณเลย แต่กลับไปทะเลาะเบาะแว้งเหมือนเดิม มันคือสิ่งที่น่ากลัวกว่า.

 

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 14,750 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.