• 19 ตุลาคม 2560 - 19:40 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

แรงงานเก็บลำไยในวันที่ล้งจีนเบ่งบาน : การจ้าง-สร้าง(เครือข่าย)-ต่อรอง ระหว่างแรงงานกับนายจ้าง

 วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 - 16:46 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,485 ครั้ง พิมพ์

 

อานนท์ ตันติวิวัฒน์ ประชาธรรม



ในห้วงเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา “ลำไย” ได้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญชนิดหนึ่งของคนในแอ่งพื้นที่ราบเชียงใหม่-ลำพูน โดยเฉพาะเมื่อจีนได้เปิดตลาดเสรีมากขึ้น เมื่อคนมีกำลังซื้อ ความต้องการบริโภคก็มากขึ้น ทำให้ “ลำไย”ผลไม้ที่ครั้งหนึ่งเคยซื้อ-ขายในฤดู ก็ขยายออกมาทำนอกฤดูกาล

แม้มูลค่าการซื้อ-ขายจะขึ้นอยู่กับราคาตลาดที่จีน แต่ส่วนต่างกำไรที่จะได้ ไม่ว่าลำไยจะถูกหรือจะแพง ได้ดึงดูดให้กลุ่มพ่อค้าจีนส่วนหนึ่งได้เข้ามาลงทุนสร้างโกดังเพื่อรับซื้อลำไยถึงในพื้นที่ ทำให้ขณะนี้บริเวณอ.จอมทอง (เชียงใหม่)  อ.ป่าซาง อ.บ้านโฮ่ง อ.ลี้ (ลำพูน) เต็มไปด้วยโกดังรับซื้อลำไยของจีน จากคำบอกเล่าของเกษตรกรในพื้นที่ อ.บ้านโฮ่ง บอกว่า หากมีโกดังรับซื้อลำไยในพื้นที่ 10 โรง 8 โรงจะมีเจ้าของเป็นคนจีน

การเข้ามาของพ่อค้าจีน จะให้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ เป็นเรื่องที่ยังคงต้องถกเถียงกันต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ การเข้ามาของพ่อค้าคนจีนได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการผลิตในพื้นที่ และทำให้คนที่อยู่ในสายพานการผลิต ไม่ว่าจะเป็น เกษตรกร พ่อค้าคนกลาง เจ้าของสวน แรงงาน พ่อค้าแปรรูป ต้องปรับตัวต่อรอง บ้างเพื่อความอยู่รอด บ้างก็เป็นไปเพื่อที่จะเข้าในวงของการได้ประโยชน์ และบ้างเพื่อได้ผลประโยชน์มากขึ้น บางส่วนปรับตัวไม่ได้ก็ต้องออกจากวงการไป ถึงขั้นฆ่าตัวตายก็มี

ในรายงานชิ้นนี้ คงช่วยฉายภาพถึงความเปลี่ยนแปลงในแต่ละภาค (Sector)ได้ไม่หมด (ซึ่งบางส่วนจะทยอยนำเสนอผ่านเว็บไซต์ประชาธรรม) แต่พยายามที่จะฉายภาพให้เห็นว่า ในวันที่พ่อค้าจีนเข้ามา แรงงาน-และนายจ้าง มีการจัดกระบวนการเพื่อต่อรองกันอย่างไรบ้าง และเนื่องจากแรงงานนั้นอยู่ในหลาย ๆ ส่วน และมาจากหลายแหล่ง ในที่นี้จึงขอเลือกพูดถึงเฉพาะแรงงานที่เก็บลำไยและอยู่ในพื้นที่ เพราะแรงงานกลุ่มนี้มีการจัดกระบวนเพื่อต่อรองกับนายจ้างอย่างน่าสนใจ ส่วนแรงงานกลุ่มอื่น ๆ จะทยอยนำเสนอในรายงานชิ้นต่อ ๆ ไป

คนงานเก็บลำไยนอกฤดูที่สวนแห่งหนึ่ง ต.น้ำดิบ อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน (4/4/2559)

“เมื่อเริ่มมีการใช้สารที่ทำให้เกิดลำไยนอกฤดูกาล แล้วลำไยออกพร้อมกัน ลำไยก็จะมีเยอะมาก เริ่มเก็บเดือนกรกฎาคม สิงหาคม จะเริ่มมีปัญหาเพราะเก็บไม่ทัน เพราะแรงงานมีส่วนเยอะเลย พ่อค้าเดี๋ยวนี้ค้าไม่ได้เพราะไม่มีแรงงานในมือ อย่างแต่ก่อนนี้แรงงานในมือผมมีประมาณสักยี่สิบคน ตอนนี้เหลือสิบคน ก็ต้องลดการทำงาน เหมาสวนใหญ่บางทีถ้าขายต่อได้ต้องขาย” สมมิตร จันทร์หลวง พ่อค้าคนกลางที่ผันตัวมาเก็บลำไยขายให้พ่อค้าจีน เล่าถึงสถานการณ์แรงงาน

เขายังเล่าอีกว่า คนงานที่เลือกมาทำต้องเป็นคนงานมีฝีมือ ต้องใช้ประสบการณ์ในระดับหนึ่ง ดังนั้นการใช้หรือคัดเลือกแรงงานในการเก็บลำไย จึงไม่ใช่ว่าจะเอาใครมาเก็บก็ได้ เนื่องจากการเก็บลำไยต้องรวดเร็วและได้มาตรฐาน ไม่เช่นนั้นโกดังจะไม่รับซื้อเลย และด้วยความที่เขาจัดกระบวนและคัดเลือกแรงงานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นที่ไว้ใจของพ่อค้าจีนเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่า รับซื้อโดยมีการตรวจสอบน้อยมาก

นี่คือ คำบอกเล่าเกี่ยวกับแรงงานของพ่อค้าคนกลางคนหนึ่งที่ต้องปรับตัวเอง โดยการจัดกระบวนแรงงานเก็บลำไยที่สวน และขายส่งให้กับพ่อค้าจีนที่ต้องการคุณภาพและความรวดเร็ว จากแต่เดิมที่จะรอรับซื้อจากเกษตรกร และขายต่อให้โรงอบลำไย หรือตลาดทั่วไป

ในกระบวนการเก็บลำไยจะมีอยู่ไม่กี่หน้าที่ หนึ่ง คนที่เก็บลำไยจากต้น แรงงานในส่วนนี้อาจดูแล้วเป็นงานง่าย แต่แท้ที่จริงแล้วต้องใช้ทักษะไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจากลำไยที่ปลูกกันต้นจะสูง และลักษณะต้นลำไยจะแผ่กว้างออกมา ดังนั้นจึงต้องใช้บันไดลิงสูงพาดกับต้น และปีนขึ้นไปเก็บ นอกจากนี้ระหว่างขึ้นไปฟันยังต้องระวังไม่ให้ต้นลำไยเสียหายอันจะนำมาซึ่งความผิดใจกับเจ้าของสวนอีกด้วย

สอง คนรูดและเด็ดก้านลำไยใส่ตะกร้า ในกระบวนการนี้ ถ้าได้แรงงานที่มีประสบการณ์ ก็จะเริ่มคัดเกรดลำไยไปด้วย

สาม คนคัดเกรด และจัดลำไยในตะกร้า ขั้นตอนนี้จะมีการตรวจลำไยในตะกร้า รวมถึงตกแต่งหน้าลำไยด้วยลำไยที่มีผลสวยงาม

สี่ ห่อตะกร้าและนำขึ้นรถ ซึ่งแรงงานในส่วนนี้มักจะเป็นคนเดียวกับที่ขึ้นเก็บลำไย

แม้ขั้นตอนการเก็บลำไยจะมีไม่กี่ขั้นตอน แต่หากต้องการความรวดเร็วแล้ว ต้องใช้คนในแต่ละส่วนเป็นจำนวนมาก เช่นว่าหากพ่อค้าคนกลางเหมาสวน 10 ไร่  ต้องการเก็บลำไยให้หมดภายใน 3 วัน ก็ต้องใช้แรงงานแบบจ้างเหมาไม่ต่ำกว่า 30 (แบบรายวัน 50 คน)

“คนหนุ่ม ๆ เป็นคนงานข้ามชาติ คนแก่จะมีประสบการณ์ในการคัดลำไยใส่ตะกร้า คนงานข้ามชาติก็เอามาฝึกได้ไม่ยากเท่าไหร่ แต่ที่ขาดคือ แรงงานผู้ชาย ที่จะมาขึ้นลำไยต้นสูง ตอนนี้ค่าจ้างอยู่ที่วันละ 500 บาท สำหรับลำไยต้นสูง” สมมิตร เล่า

ในการจ้างแรงงานเก็บลำไยจะมีอยู่สองลักษณะ คือ จ้างแบบรายวัน และจ้างแบบเหมา คนจ้างแรงงานเก็บลำไยส่วนใหญ่จะเป็นพ่อค้าคนกลาง หรือที่ชาวบ้าน “พ่อเลี้ยง” “แม่เลี้ยง” และเจ้าของสวน (เจ้าของสวนบางคนเป็นพ่อค้าคนกลางด้วย แต่เจ้าของสวนที่ไม่ได้เป็น และพ่อค้าคนกลางไม่มาเหมาก็ต้องจ้างแรงงานเก็บเอง ซึ่งจะกล่าวถึงข้างหน้า) การจ้างขึ้นอยู่กับลักษณะงาน เช่น หากพ่อค้าเหมาสวน ส่วนใหญ่จะจ้างแบบเหมาเพราะต้องการความรวดเร็ว แต่มันก็มีข้อยกเว้นอีกเช่นกัน หากเป็นแบบเหมานอกฤดู จะใช้แรงงานที่ตนได้สร้างเครือข่ายไว้เก็บและจ่ายแบบรายวัน ส่วนการจ้างแบบรายวัน ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของสวนขนาดเล็ก และไม่มีพ่อค้าคนกลางมาเหมา

“ถ้าเป็นรับจ้างรายวัน เรารอเวลาประมาณสักแปดโมง นายจ้างก็จะมารับเราไปที่สวน สมมุติว่าสัก 7.30น. จะเลิก 5โมง  ค่าแรงที่ได้ก็จะต่างกัน ผู้ชายจะได้ 300 บาท ขึ้นเก็บลำไยอย่างเดียว ผู้หญิงจะได้ 200 บาท แต่ต้องนั่งคัดลำไยทั้งวัน คือ ดึงใบ คัดเกรด ดังใบ ก้าน ออก ใช้สายตาและประสบการณ์”

“ถ้าเหมา ต้องออกตั้งแต่เช้า ตี 4 ต้องออกเดินทาง เพราะจะสามารถทำยอดได้มาก จะมีพ่อเลี้ยง(พ่อค้าคนกลาง) ไปเหมามา 1 สวน ก็จะไปเป็นลูกน้องคนที่เหมา สมมุติว่าสวนนั้นประมาณ 200,000 บาท เราก็จะจับกลุ่มกันเข้าไป บางคนก็จะมาเป็นคู่ ส่วนใหญ่จะเป็นผัวเมียกัน ผู้ชายจะเป็นคนขึ้น ผู้หญิงก็จะเป็นคนคัดลำไย พอผู้ชายลงมาก็มาช่วยแต่งหน้าลำไย โดยมีเป้าหมายที่ว่าต้องทำให้ได้มากที่สุด”

 “ถ้าเหมาอุปกรณ์ต่าง ๆ เราต้องนำมาเอง คนที่จ้างแค่เพียงเอารถไว้ให้เราคันหนึ่ง ในกลุ่มที่จ้างเหมาแรงงานก็จะตกลงกันเอง กลุ่มใครกลุ่มมัน บันไดใครบันไดมัน เวลาคิดค่าแรงเขาคิดเป็นตะกร้า สมมุติเราเอารถเขาไปเขาก็จะหักตะกร้าละ 5 บาท เราก็จะเหลือ 45 บาท ถ้าเราไปสองคนเราก็จะต้องหารกันคนละครึ่ง ถ้าไปเป็นกลุ่มใหญ่ก็ต้องหารเท่ากัน บางคนก็เป็นผัวเมียไปด้วยกัน บางคนก็เป็นพี่น้อง จะรวมกลุ่ม 5-8 คนก็ได้ ถ้ามีปัญหาเยอะ 2 คนก็ได้ ส่วนใหญ่สองคนจะเก็บได้เฉลี่ย 30 -40 ตะกร้าต่อวันขึ้นอยู่กับว่ามีแรงเท่าไหร่ และลำไยมีให้เก็บมากรึเปล่า” นงคราญ พิงคะสัน หรือ พี่หล้า แรงงานรับจ้างเก็บลำไยในอ.ลี้ เล่าถึงสภาพการจ้างแรงานเก็บลำไย

การจ้างแรงงานแบบเหมาเป็นลักษณะการจ้างงานแบบใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาภายหลังจากความต้องการลำไยสดที่จีนสูงขึ้น ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เมื่อถึงฤดูกาลที่ต้องเก็บผลผลิตที่ต้องใช้ความรวดเร็ว เนื่องจากลำไยเป็นพืชที่มีอายุสั้น หากปล่อยไว้สองวันจะเน่า หรือตากแดดไว้นานเปลือกกรอบแตก ซึ่งต่างจากอดีตที่พ่อค้าคนกลางมักส่งให้โรงอบลำไยขนาดใหญ่ เป็นการแปรรูปให้ลำไยมีอายุนานขึ้น จึงไม่ต้องเร่งรีบเท่าปัจจุบัน

ลุงสมมิตร เล่าอีกว่า เมื่อถึงฤดูกาลเก็บลำไย หรือถึงเวลาที่ตนไปเหมาสวนขนาดใหญ่เอาไว้ ต้องจ้างแรงงานเพิ่มเป็นจำนวนมาก ถ้าเป็นไปได้จะจ้างรายวัน เพราะจะให้ผลประโยชน์มากกว่านิดหน่อย แต่ถ้าต้องการความเร็ว และแรงงานเสริมจำนวนมาก ต้องจ้างแบบเหมา ก่อนที่จะไปเก็บ เขาซึ่งได้รับความไว้ใจจากพ่อค้าจีน จะเป็นคนรวบรวมแรงงานมา และไปเบิกตะกร้าที่โกดังจีน จะได้ส่วนต่าง ประมาณ 15 บาท

“ก่อนจะเก็บลำไย ก็ไปเบิกตะกร้ากับโกดัง ต้องวางเงินตะกร้าละ 60 บาท เพราะเราต้องเอาของไปขายที่เขา  ราคาเขาเป็นคนกำหนดเอง ถ้าเอาไปขายที่อื่น ที่อื่นก็ไม่รับซื้อเพราะไม่ใช่ตะกร้าของเขา”

น่าสนใจว่า พ่อค้าจีนก็ต้องการจะรักษาความสัมพันธ์กับพ่อค้าคนกลางไว้ โดยไม่ยอมผันตัวเองมาเจรจาขอซื้อกับชาวสวนโดยตรง รวมถึงถ้าชาวสวนเก็บและไปขายที่โกดังเองก็จะถูกกดราคาอย่างมาก หรือไม่รับซื้อก็มี ซึ่งลุงสมมิตรได้ให้เหตุผลที่น่าสนว่า

“พวกคนจีนไม่มีประสบการณ์ จึงต้องอาศัยพวกเราไปเหมาให้ พวกผมก็จะไปดูให้เขาว่าสวนนี้มีลำไยหนักเท่าไหร่ มันต้องใช้ประสบการณ์ พวกเราจะสามารถคำนวณได้เลยว่าลำไยมีกี่ต้น ต้นหนึ่งได้ประมาณกี่กิโล  พวกเราก็คำนวณให้เขา เขาก็คำนวณเงินให้พวกเรา สมมติว่าสวนนี้มี 10,000 กก. คนจีนจะรู้ล่ะว่าจะเอาไปขายได้จำนวนเท่าไหร่ เขาก็ให้พวกเราซื้อ สมมติว่ารวมทั้งหมดในสวนได้ 1 หมื่นกิโล พวกเขาให้พวกเราซื้อกิโลละ 20บาท”

อย่างไรก็ตาม ลุงสมมิตร ยังกล่าวอีกด้วยว่า คนจีนเข้ามาเช่าซื้อที่ดินปลูกลำไยเริ่มมีจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะแถวพื้นที่บ้านโฮ่ง แต่ก็ยังเข้ามาทำไม่มาก ส่วนใหญ่ทำในฤดู เพราะปัญหาเรื่องแรงงานหายาก ครั้นจะนำแรงงานมาจากจีนก็ยังขาดทักษะและประสบการณ์

การที่พ่อค้าคนกลางต้องเผชิญกับปัญหาแรงงาน และการจ้างงานที่มีอยู่สองลักษณะ ทำให้ตัวพวกเขาไม่สามารถที่จะควบคุมปัจจัยแรงงานได้(การจ้างงานที่มีอยู่สองแบบทำให้แรงงานสามารถเลือกที่จะทำได้ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป) เมื่อควบคุมปัจจัยแรงงานไม่ได้ ก็ควบคุมต้นทุนให้นิ่งไม่ได้เช่นกัน พวกเขาจึงใช้วิธีสร้างเครือข่ายยึดโยงตัวแรงงานเอาไว้ หรือเรียกภาษาทั่วไปว่า “เลี้ยงแรงงาน” ซึ่งมีทั้งการใช้ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ การซื้อใจ และการยอมขาดกำไรบางส่วน

เช่นกรณี ลุงสมมิตร เขาจะใช้วิธี “เลี้ยงแรงงานไว้” ด้วยการการันตีว่าจะมีงานทุกวัน ซึ่งแรงงานที่เขาการันตีรายได้และมีงานให้ มีอยู่ราว 10 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครือญาติ ทั้งญาติทางฝั่งภรรยาและญาติทางฝั่งของเขา เหตุที่จ้างเครือญาติเนื่องจากไว้ใจว่าจะไม่หนี หรือไปจัดตั้งแรงงานเพื่อมาแข่งกับตน  สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมา คือ จะมีแรงงานกลุ่มนี้อยู่ในมือตลอด แต่ในทางตรงกันข้าม เขาก็ต้องหางานเพื่อเลี้ยงแรงงานอยู่ตลอด และต้องยอมขาดกำไรเป็นครั้งคราว

“อาชีพนี้ก็ต้องหาลำไยตลอด บางทีใกล้จะหมดสวนนี้ก็ต้องไปหา บางทีผมซื้อ ผมถึงขั้นเสี่ยงขาดทุนนะ แต่ก็ต้องซื้อเพื่อเลี้ยงลูกน้องไว้เพราะกลัวจะไปอยู่กับคนอื่น บางทีผมไปซื้อลำไยตกลงกันไว้ที่ 2 แสน มีคนมาขอซื้อต่อ 2 แสน 5 ถ้าผมขายผมมีเงินเข้ากระเป๋าแล้ว 5 หมื่น แต่ผมเป็นห่วงลูกน้อง ไม่ขาย พอเวลาผ่านไป เก็บไป 5 วันราคาเกิดลง ขาดทุน 5 หมื่นก็มี”

“ช่วงนี้ลำไยไม่เยอะ แต่ก็มีแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในสังกัด มาของานเหมือนกัน ถ้าลำไยไม่เยอะ ผมจะเลี้ยงลูกน้องเก่าเอาไว้ก่อน  แต่ถ้าเอาเพิ่มมันก็จะเสร็จไวแต่ก็ได้เงินน้อย ช่วงนี้ก็มีคนมาสมัครใหม่ แต่บอกเขาไปว่าไม่รับนะลำไยมันมีไม่เยอะ แต่ถ้ามีเยอะผมก็ต้องไปง้อเขา”

ในขณะที่นายจ้างเผชิญปัญหาแรงงาน และการจ้างงานที่คำนวณต้นทุนที่นิ่งไม่ได้ ย่อมสะท้อนมุมกลับที่ว่าแรงงานเก็บลำไยมีช่องทางในการต่อรอง แม้ทางเลือกนี้จะจำกัดอยู่บ้างแต่ก็นับได้ว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

 

พี่หล้า แรงงานรับจ้างเก็บลำไย

นางนงคราญ พิงคะสัน หรือ พี่หล้า ชาวบ้านปาง หมู่ 9 ต.ศรีวิชัย อ.ลี้ จ.ลำพูน รับจ้างเก็บลำไย เล่าให้ฟังว่า แรงงานเก็บลำไยที่อยู่ในพื้นที่นี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพเก็บลำไยเพียงอย่างเดียว แต่ทำอาชีพเกษตรกรรม เช่น ปลูกข้าว ปลูกหอม ปลูกข้าวโพด ฯลฯ พอปลูกพืชเหล่านี้เสร็จก็จะมีเวลาว่าง ก็จะใช้ช่วงเวลาว่างมาเก็บลำไย บางคนเป็นเจ้าของสวนลำไยขนาดเล็ก(4-5 ไร่) พอสวนของตนไม่มีงานก็ออกมารับจ้าง

“คนรับจ้างทำประจำก็มี แต่ส่วนใหญ่ไม่มีสวน ทำเป็นอาชีพ ช่วงหลัง ๆ มีเยอะมาก อย่างกรณีชาวบ้านที่มีสวน มีนา โดยเฉพาะสวนลำไย ในช่วงที่สวนและนาไม่มีผลผลิต เขาก็จะไปรับจ้าง พอของตัวเองออกก็มาทำของตัวเอง คือรับจ้างเพื่อเอาเงินหมุน”

สิ่งที่ทำให้พี่หล้า หรือแรงงานรับจ้างเลือกที่จะรับงานแบบเหมา หรือไปเป็นลูกจ้างรายวัน ขึ้นอยู่กับว่ามีกลุ่มคนที่สนิทสนมไปทำด้วยหรือไม่ กล่าวคือ หากมีกลุ่มที่เคยทำด้วยกัน สนิทสนม เป็นเครือญาติรู้มือกันดีก็จะเลือกไปรับจ้างแบบเหมา เพราะสามารถทำยอดตะกร้าได้เร็ว แต่ถ้าไม่มีกลุ่มก็จะเลือกไปรับจ้างแบบรายวัน ดังนั้น ส่วนใหญ่แรงงานที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ใช่แรงงานขาจร ซึ่งมีความสนิทสนมกันในหมู่บ้าน จะเลือกรับงานแบบเหมา

“ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่รู้งานอยู่แล้ว ถ้ามีกลุ่มแล้ว ก็จะเรียกคนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันนั่นแหละไป เพราะรู้งาน ไม่จำเป็นต้องมาสอน การเก็บลำไย ใช้สมาธิและความละเอียดค่อนข้างมาก เช่นว่า หากต้องการปิดหน้าตะกร้าลำไยด้วยลูกใหญ่ๆสวยๆ คนที่เก็บก็จะคัดมาวางไว้ให้เลย มันก็เหมือนโรงงาน มีเป็นแผนก เพียงแต่มันอยู่ในสวน ต้องรู้ใจกันอย่างมาก”

ในกรณีที่เลือกที่จะเข้าไปรับจ้างแบบเหมา ต้องเข้าไปสังกัดกับ “แม่(พ่อ)เลี้ยง” เพราะถ้า(พ่อ)แม่เลี้ยงเหมาจะไม่มีปัญหากับล้งเพราะล้งเชื่อใจ งานเก็บก็จะมีตลอด

“ถ้าเราไปรับจ้างรายวัน ผู้ชายได้สามร้อย ผู้หญิงได้สองร้อย รวมกันเป็น 500 บาท มันก็ไม่พอค่าใช้จ่าย แต่ถ้ามาเป็นแรงงานแบบเหมาก็จะได้ละประมาณ 1000 บาท ต่อวัน แต่อาจจะเหนื่อยหน่อยเพราะต้องไปเช้า ต้องทำเป้าให้ถึง ตะกร้าละ 45 บาท ต้องทำกี่ตะกร้าก็ว่ากันไป”

“อย่างกรณีที่เหมา เมื่อแม่เลี้ยงไม่มีงาน ลำไยทิ้งช่วง เขาก็จะเอาแรงงานเหล่านี้ไปแต่งกิ่งสวน เพื่อเลี้ยงลูกน้องไว้เพื่อไม่ให้ขาดงาน อันนี้จะจ้างเป็นรายวัน ถ้าแม่เลี้ยงนั้นมีสวนมะม่วง ก็เอาไปเก็บมะม่วงอีก แม่เลี้ยงก็จะป้อนงานเรื่อยๆ แต่ถ้ามีสวนก็จะออกมาทำสวนของตัวเองบ้าง แต่ปัจจุบันนี้ลำไยมันจะมีทุกเดือน แต่ฤดูกาลหน้าจะวิกฤติ เพราะว่าน้ำมันแล้ง แรงงานอาจจะตกงานเยอะ ปัญหาจะเยอะ”

แรงงานที่เข้ามารับจ้างเป็นช่วง ๆ นั้น หากถึงคราวที่สวนตัวเองให้ผลผลิต แล้วต้องการแรงงานช่วยเก็บ ส่วนใหญ่จะจ้างแบบรายวัน เพราะสวนขนาดเล็ก ด้วยระยะเวลาการเก็บที่สั้นจึงไม่ต้องใช้แรงงานมาก แต่ถ้าเป็นไปได้พวกเขาอยากขายเหมาให้กับพ่อค้าคนกลาง เพราะไม่ต้องจ้างแรงงานหรือเก็บเอง รวมทั้งไปขายต่อเองอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันแรงงานที่เข้าไปรับจ้างแบบเหมาจะต้องเข้าสังกัดของ “(พ่อ)แม่เลี้ยง” เพื่อจะได้รับงาน แต่ก็มีแรงงานบางคนบางกลุ่ม เริ่มหันมาจัดกลุ่มแรงงานกันเอง เพื่อไปขอรับงานจากโกดังจีนโดยตรง การจะสามารถจัดกลุ่มแรงงานกันเองเพื่อรับงานได้ อย่างแรกเลยคือ แรงงานต้องมีคอนเทคโดยตรงกับล้งจีนเสียก่อน

“เดี๋ยวนี้คนเหมาลำไยมันก็มี คนที่มีความคิดใหม่ ๆ คนนี้เมื่อก่อนคือ ลูกจ้างเขานะ ไปดาวน์รถมาคันหนึ่ง แล้วไปหาแรงงาน  โดยตกลงเก็บค่าหัวคิว ตะกร้าละสิบบาทให้เจ้าของรถ แล้วเจ้าของรถก็ไปคุยกับโกดัง ถ้าโกดังใหญ่ ๆ เหมาลำไยไว้เยอะก็ได้ไปตลอดเลย อันนี้โกดังก็เริ่มแย่งแรงงาน เดี๋ยวนี้ลูกน้องเก่า ก็ไปดาวน์รถมา แล้วก็ไปหาแรงงงานมาได้เต็มลำวันหนึ่งได้สองร้อยตะกร้า เก็บตะกร้าสิบบาท ได้สองพันล่ะ สมมุติว่าโกดังมันจ้าง60บาท มันมาจ้างคนงาน 50 บาทแล้วเจ้าของรถมันก็ไปทำด้วยกันกับเขา รายได้ยิ่งมากเข้าไปใหญ่” ลุงสมมิตรให้ภาพของคนงานที่ผันตัวมาจัดกลุ่มแรงงานและให้ค่าแรงมากกว่าที่ “พ่อ(แม่)เลี้ยง” ให้ราว 5 บาท

บางครั้งหาก “พ่อ(แม่)เลี้ยง” ไม่มีงานให้ทำ แรงงานที่อยู่ในสังกัดก็จะสลับไปรับจ้างกับโกดังทันที ซึ่งเป็นเรื่องเสี่ยงของนายจ้างเพราะหากว่าแรงงานได้สร้างสายสัมพันธ์กับโกดังเมื่อไหร่ เขาก็อาจจะผันตัวไปเป็นคนจัดกลุ่มแรงงานทันที และจะกลายเป็นคู่แข่งขันกับคนที่เป็นนายจ้าง

เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ชักไม่แน่ใจว่าจะเรียก “ช่องทางการต่อรองของแรงงาน” ได้หรือไม่ เพราะมันเหมือนเส้นทางการเลื่อนสถานะขึ้นมาจาก “คนงาน” เป็น “หัวหน้าคนงาน” อีกที แต่อย่างไรก็ตาม ช่องทางนี้ ได้กลายยิ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผูกให้ “พ่อ(แม่)เลี้ยง” ต้อง “เลี้ยงแรงงาน” ไว้ให้ดีพอ มิเช่นนั้นอาจสูญเสียแรงงานได้ทุกเมื่อ  อย่างไรก็ดี มี “พ่อ(แม่)เลี้ยง” บางส่วนที่เลือกไม่สนใจแรงงานในพื้นที่เลย แต่ใช้วิธีการไปนำแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะในประเทศเขมร เมื่อถึงฤดูกาลก็ไปรับ เมื่อทำงานเสร็จก็ส่งกลับ โดยใช้ช่องทางที่รัฐบาลทั้งสองประเทศ เซ็น MOU กันไว้ ซึ่งเป็นช่องทางที่ถูกกฎหมาย

 

ส่งท้าย

อาจกล่าวได้ว่า การที่พ่อค้าจีนเข้ามาลงทุนทำโกดังรับซื้อ “ลำไย” ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงาน และความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับแรงงานเก็บลำไยที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีลักษณะตั้งแต่การแข่งขัน พึ่งพาอาศัยกัน และต่อรองกัน อย่างไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับบริบทหลายอย่าง และแน่นอนว่าในอนาคตอันใกล้นี้ก็คงจะปรับเปลี่ยนไปอีก คำถามสำคัญ คือ ในสภาวการณ์ตอนนี้ และที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต แรงงานในภาคส่วนนี้จะมีสิทธิ และอำนาจในการต่อรอง เพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างไร เพราปัจจัยเรื่องความขาดแคลนแรงงงานที่ช่วยหนุนอำนาจต่อรองคงไม่ยั่งยืนนัก.

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ลำไย: จีนกับอำนาจทางการตลาด ซีรีย์ความเปลี่ยนแปลงจากสวนลำไย-ความเสี่ยงของใคร? ใครจัดการ

พ่อค้าลำไย กับนักลงทุนกระเป๋าหิ้วจากจีน

 

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,701 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.