• 27 มิถุนายน 2560 - 02:12 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

Soft Power : อำนาจสื่อและสายตาในอาเซียน

 วันที่ 12 พฤษภาคม 2559 - 14:26 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 2,225 ครั้ง พิมพ์

 

ภาพปก : ผู้ชมละครไทยในรัฐฉานเมื่อ 10 ปีที่แล้ว- ภาพในการนำเสนอของดร.อัมพร จิรัฐติกร



ศูนย์อาเซียนศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดงานอาเซียนเสวนา ครั้งที่ 22 เชิญนักวิชาการถกเรื่องสื่อในอาเซียน หัวข้อ Soft Power : อำนาจสื่อและสายตาในอาเซียน เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


ผศ.ดร. กิตติ ประเสริฐสุข มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอประเด็น “นโยบาย Soft Power ต่ออาเซียนของญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ :  นัยและบทเรียนสำหรับประเทศไทย” โดยบรรยายว่า soft power ไม่ใช่ hard power ที่มาจากกำลังทหาร หรืออาวุธ  แต่เป็นอำนาจจากการโน้มน้าว (persuasive power) ความสามารถในการสร้างความชอบ (preferences) เสน่ห์ (attraction) ความชื่นชม (admiration) ชื่อเสียง (reputation) ไม่ใช่พระเดช 

คนแรกๆ ที่พูดถึง Soft Power  คือ Joseph Nye  โดยเขาแบ่งอำนาจสามประเภท ได้แก่ หนึ่ง วัฒนธรรม (culture) ทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิม (traditional culture) และวัฒนธรรมสมัยนิยม (pop culture)

สอง ค่านิยม (values)  และสาม นโยบายต่างประเทศ (foreign policy) 

ในอเมริกาจะมีเรื่องนี้ค่อนข้างมาก แนวคิด  ค่านิยม  และนโยบายต่างประเทศ อย่างไรก็ดี การมีซอฟพาวเวอร์  จะวัดผลนั้นยากมากว่า จะมีคนชื่นชมอเมริกา เกาหลีเท่าไหร่  เช่น นักวิชาการด่าอเมริกาเยอะมาก  แต่ก็ไปเรียนอเมริกา  สิ่งที่จะวัดผลอาจต้องมาดูที่ทรัพยากร

เมื่อเปรียบเทียบจีน เกาหลี ญี่ปุ่น  ประเทศที่มีซอฟพาวเวอร์ครบทั้งสามองค์ประกอบคือ ญี่ปุ่น  จีน และเกาหลียังไม่ครบองค์ประกอบ

จีน วัฒนธรรมของจีนมีลักษณะเด่นและเข้มแข็ง วัฒนธรรมจีนฝังในวิถีชีวิตประจำวันของหลายประเทศในอาเซียน เช่น ไทย  มาเลเซีย ก็มีวัฒนธรรมจีน  อาทิ การฝังทองลูกนิมิตของไทย(จัดในช่วงตรุษจีน) สมุนไพร  การแพทย์แผนจีน ไทเก็ก ฮวงจุ้ย การแก้ชง ก็อยู่ในสังคมไทย นอกจากนี้จีนยังมีเครื่องมือสถาบันขงจื่อในประเทศไทย สอนภาษาและเผยแพร่วัฒนธรรม

รัฐบาลจีนไม่ค่อยเน้นส่งเสริมวัฒนธรรมสมัยนิยม แต่เน้นภาพยนตร์ที่แฝงวาระทางการเมือง มีการสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ เผยแพร่ในอาเซียน เชิดชูความดีของเหมาเจ๋อตุง เช่น ขงจื่อ มังกรสร้างชาติ (The Founding of the Republic) และภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เพื่อสร้างความรักและภูมิใจในชาติ และต่อต้านญี่ปุ่น แต่หนังของเขาไม่เป็นที่นิยมในนานาชาติ ตอนหลังเริ่มปรับตัว มีการปรับในเรื่องบอยแบนด์ แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยม จีนจะเข้มแข็งในด้านวัฒนธรรมดั้งเดิมมากกว่า

ด้านค่านิยม แนวคิดของจีนมีการเสนอแนวคิดหลายอย่างมาก เช่น โลกที่มีความสามัคคีกลมเกลียว ซึ่งเป็นนามธรรมมาก การทะยานขึ้นมาอย่างสันติ หลายชาติก็ยังหวั่นเกรงอิทธิพลของจีน เช่น กรณีสวนกล้วยหอม ต่อมาจีนก็เสนอเรื่องฉันทามติปักกิ่ง ให้กลไกตลาดเป็นตัวนำและเพื่อแข่งกับฉันทามติวอชิงตัน แต่ก็ยังมีปัญหาเพราะมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นที่ยอมรับมากนัก

ต่อมาก็มีการเสนอเรื่องโรงงานโลก และความฝันของจีนก็ไม่ชัดว่า ความฝันของจีนแบบมีส่วนร่วมกับประเทศอื่น ๆ คืออะไร   โดยสรุป คือ การนำเสนอแนวคิดของจีนก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ หรือประสบความสำเร็จ

ส่วนของนโยบายต่างประเทศของจีนนั้น ยังมีข้อจำกัด เช่น นโยบายที่แข็งกร้าว กรณีข้อพิพาทกับเพื่อนบ้าน เช่นกับญี่ปุ่น ยังไม่สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดีออกมา รวมทั้งยังอุ้มชูประเทศที่ไม่เป็นที่ยอมรับ เช่น พม่า ดังนั้นจีนจึงถูกมองว่าคบเพื่อแสวงหาประโยชน์เพื่อตัวเองก่อน 

ดังนั้น ในสามมิติที่จีนเข้มแข็งที่สุด ก็คือ เรื่องวัฒนธรรมดั้งเดิม ส่วนของนโยบายต่างประเทศนั้นสรุปว่ายังไม่เป็นที่ยอมรับ

หันมาดูญี่ปุ่น ก็จะเห็นว่า เข้มแข็งทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมและวัฒนธรรมสมัยนิยม เช่น พิธีชงชา การจัดดอกไม้ ปรัชญาเซ็นเป็นที่แพร่หลายในอาเซียน ขณะเดียวกัน วัฒนธรรมสมัยนิยม ดารา นักร้องแฟชั่น ความน่ารักก็เป็นที่นิยม วัฒนธรรมสมัยนิยมของญี่ปุ่นเป็นแนวเสรีนิยม เห็นได้จากการ์ตูนเกย์ เลสเบี้ยน ซึ่งเบี่ยงเบนไปจากสังคมดั้งเดิม จึงได้รับความนิยมโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่

ค่านิยมแนวคิดของญี่ปุ่นเป็นที่ยอมรับในยุค 1980 รัฐเป็นผู้นำในการพัฒนา ในประเทศมาเลเซีย เกาหลีก็ลอกเลียนแบบจากญี่ปุ่น นอกจากนี้การบริหารแบบญี่ปุ่นก็ใช้ในหลายประเทศ เช่น ไคเซ็น การพัฒนาแบบไม่หยุดยั้ง TQC ก็จะดูในทุกมิติ โรงงานไต้หวัน โรงงานไทยก็ใช้ระบบแบบญี่ปุ่นนี้

ปีค.ศ. 2000 มีการให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ เป็นการให้เปล่าแก่คนรากหญ้าเพื่อความมั่นคงของมนุษย์ 

ในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก็มี cool earth 50 และ cool biz โดยให้คนทำงานใส่เสื้อแขนสั้นไปทำงานได้ เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน นอกจากนี้การจัดการภัยพิบัติก็เป็นที่ชื่นชมของประเทศอื่น ๆ แม้มีภัยพิบัติก็มีความเป็นระเบียบ

ด้านนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่น มีนโยบายใจถึงใจ มูลนิธิญี่ปุ่นมีการให้ทุนแลกเปลี่ยนต่าง ๆ  ก็ทำให้ประเทศอื่น ๆ เข้าใจญี่ปุ่นดีขึ้น มีการให้เงินกู้ เช่น เงินกู้ในด้านการขนส่ง พอมีการช่วยเหลือก็ทำให้ความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นกับประเทศในอาเซียนดีขึ้น

ในปีแรกของการรวมเป็นอาเซียน ญี่ปุ่นให้เวลาอย่างมาก โดยมีการเดินทางเยือนประเทศอาเซียนทุกประเทศ

เมื่อหันไปมองเกาหลี พบว่า มีความเข้มแข็งในด้านวัฒนธรรมดั้งเดิม ที่น่าสนใจ คือ เกาหลีสอดแทรกวัฒนธรรมดั้งเดิมในละคร  หนัง เช่น แดจังกึม นอกจากนี้ยังมีละครซีรีย์ แฟชั่น เครื่องสำอางและการท่องเที่ยว

สำหรับค่านิยม แนวคิดของเกาหลีเริ่มมีการโปรโมทบ้าง มีการให้การช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา โดยระยะหลังเริ่มมาเน้นว่า เขาเป็นตัวแปรของการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตย มีการผลักดันให้นักวิชาการเขียน ฉันทามติโซล  แต่ยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับ นอกจากนี้ยังมีมีเรื่องการต่อต้านการคอร์รัปชั่น การเติบโตสีเขียว (Global Green Growth Institute - GGGI)  

ด้านนโยบายต่างประเทศเกาหลีก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยมีคนเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรระดับโลก เช่น บันคีมุน

สรุปเปรียบเทียบทั้งสามประเทศ เกาหลีมาทีหลังประเทศจีนและญี่ปุ่น แต่ก็มาแรง เริ่มจากผลประโยชน์ทางธุรกิจ มาสู่การเอื้ออำนวยประโยชน์นานาชาติ 

โดยทั่วไปเรามักจะประเมิน Soft Power ของจีนสูงไป แต่ของญี่ปุ่นต่ำไป เพราะความจริงแล้ว ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยเยอะกว่าจีน จีนมาลงทุนแล้วเงินไม่ถึงไทย ในอดีตญี่ปุ่นก็เห็นแก่ตัวเหมือนกันในยุค 60 70 คือ เมื่อมาลงทุน ผลประโยชน์ก็ตกที่คนในประเทศของเขาก่อน

"ญี่ปุ่นมีทรัพยากรSoft Power สูงมากในแทบทุกมิติ แต่สิ่งที่สู้เกาหลีไม่ได้ คือ ด้านสื่อละคร เกาหลีมาแรงกว่า แต่เกาหลีก็ยังมีปัญหาภายในของตัวเอง คือ ความกังวลต่อเกาหลีเหนือ"

ส่วนไทย ตอนที่เกิดภัยพิบัติในญี่ปุ่น คนไทยไปช่วยญี่ปุ่นเยอะมาก สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีทัศนคติดีกับคนญี่ปุ่น

Soft Power ของทั้งสามประเทศมีนัยยะต่อประเทศไทย กรณีศึกษาเกาหลี  ถือว่ามีการขายสินค้าเป็นแพ็คเกจ ทั้งสินค้าวัฒนธรรม  การท่องเที่ยว มีการหาจุดขายที่ดี

กรณีศึกษาญี่ปุ่น มีการบูรณาการส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการโปรโมทญี่ปุ่น มีความเข้มแข็งจากภาคสังคม คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นจะประทับใจคนญี่ปุ่นมาก เพราะเขาไม่โกง เป็นต้น

ส่วนกรณีศึกษาของจีน พบว่ามุ่งขายสินค้าวัฒนธรรมมากเกินไป และยังกล่าวโจมตีญี่ปุ่น ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านรับไม่ได้ จึงขายไม่ค่อยได้

ในส่วนของการรับวัฒนธรรม ในสมัยปัจจุบันเราไม่มีทางปิดกั้นวัฒนธรรมที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านได้ เพราะในสมัยปัจจุบันที่เทคโนโลยีการสื่อสารนั้นเปิดกว้าง 

   

ดร.อัมพร จิรัฐติกร คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้อภิปรายในหัวข้อ “อำนาจของละครไทย มองผ่านสายตาผู้ชมอาเซียน (พม่า กัมพูชา เวียดนาม)” โดยนำเสนอว่า งานศึกษาของตนมาจากความสนใจเรื่องการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดน  ศึกษาในสามประเทศ ไม่ได้รวมประเทศลาว  

ละครไทยได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศอาเซียนมานาน แต่เราไม่เคยมองว่าเป็นกระแส ลาวชมละครไทยมานานมากกว่า 2  ทศวรรษ ซึ่งก็มีคนศึกษามามากแล้ว ในกัมพูชา ราว 15 ปี ในพม่า 2 ทศวรรษ ส่วนใหญ่ผู้ชมเป็นกลุ่มไทใหญ่ ที่มีความใกล้ชิดทางภาษาและวัฒนธรรม

กลุ่มผู้ชมรับชมละครไทยโดยดูจากจานดาวเทียม และสัญญาณภาคพื้นดินที่แพร่ภาพออกไป ดูวีซีดี ดีวีดีที่มีการพากย์เสียงทับต่าง ๆ เช่น มีการแปลเป็นภาษาไทใหญ่เพื่อสนองตอบผู้ชมในรัฐฉาน 

เมื่อมีปรากฏกกาณ์นี้เกิดขึ้น คำถาม คือ เกิดกระแสละครไทยขึ้นจริงหรือ

กระแสนี้เกิดขึ้นจริง ๆ ตอนปีค.ศ. 2004 คือ ตอนจีนเอาละครไทยไปออกอากาศ และมีละครที่ดังเป็นพลุแตก คือ สงครามนางฟ้า  ต่อมาเวียดนามก็เริ่มซื้อละครไทยไปฉายเริ่มประมาณ 5 ปีมาแล้ว แต่เมื่อ  3-4  ที่ผ่านมา พม่าเริ่มมีการนำละครไทยเข้าไปฉาย  โดยช่อง 3 เข้าไปร่วมทุนกับบริษัทพม่าตั้ง Forever-BEC-TERO นำละครไทยเข้าไปฉายช่อง Myawaddy ของพม่า

นอกจากนี้ยังมีแฟนคลับทำคำบรรยายละครลงเว็บไซต์  มียอดดู 100 ล้านวิว ทำให้เกิดประเด็นคำถามว่าประเทศไทยจะสามารถสร้างSoft Powerได้หรือไม่

กระแสการบริโภคละครไทยเกิดขึ้นภายใต้บริบทสังคมของแต่ละประเทศและวัฒนธรรมชาตินิยมที่แตกต่างกันไป เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ ไม่มีการวางแผน ผู้ผลิตไม่เคยมีผู้บริโภคต่างชาติอยู่ในหัวเพราะเป็นการผลิตที่สร้างให้คนไทยดูมากกว่า ส่งผลให้เกิดการข้ามพรมแดนอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้เกิดการปะทะทางวัฒนธรรม และการผลิตสร้างความหมายที่แตกต่าง ดังนั้น จึงน่าสนใจว่าละครไทยจะนำไปสู่การสร้างความเป็นอาเซียน หรือความรู้สึกร่วมในภูมิภาคได้หรือไม่

ฐานผู้ชมละครไทยในประเทศพม่า ผู้ชมมีทั้งในเมือง และชนบท คนไทยใหญ่มีอยู่ 5 ล้าน ชมละครไทยถึง 2 ล้านคน 

ในประเทศกัมพูชามีการรับชมผ่านเคเบิลทีวี ทั้งช่อง 3 และช่อง 7 ส่วนทีวีช่อง 5 ของกัมพูชาก็เป็นการร่วมทุนของกันตนากับกัมพูชา แต่ต่อมามีการหยุดออกอากาศหลังข้อพิพาทกรณีกบ สุวนันท์ (ดารา) และความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหาร ซึ่งเพิ่งจะกลับมาออกอากาศหลังความขัดแย้งยุติ นอกจากนี้ยังมีการรับชมผ่านโทรศัพท์มือถือ สาวโรงงานจะดูจากโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นจะมีการแปลงไฟล์วีซีดี ดีวีดีลงในมือถือ มีคนชมละครไทยในแท็บเล็ตด้วย 

ในประเทศเวียดนาม เนื่องจากละครไทยเพิ่งเข้าไป กลุ่มผู้ชมจะเป็นผู้ใหญ่ อายุ 25 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่รับชมผ่านเคเบิลทีวี และเว็บไซต์ เช่น Siamovies หรือ Kites.vn  ซึ่งเป็นคนเวียดนามที่มาเรียนหนังสือในเมืองไทย แปลซับ แล้วทำขึ้นเว็บไซต์ นอกจากนี้ ก็แปลจากภาษาจีน เพราะก็มีคนทำเว็บไซต์ละครไทยในจีนเยอะมากเช่นกัน

กระบวนการผลิต ดัดแปลง อัดเสียงทับในรัฐฉาน จะมีการอัดในดีวีดี การพากย์เสียงทับก็จะทำแบบง่าย ๆ ไม่มีเสียงบรรยากาศ   ต่างจากกัมพูชาที่ยังรักษาเสียงบรรยากาศไว้

กระบวนการผลิต ดัดแปลง อัดเสียงทับในกัมพูชา ผู้สนใจจะเป็นเอ็กแซกท์ แต่ของกันตนาจะไม่ค่อยสนใจตลาดกัมพูชาเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ดีกรณีกัมพูชาก็จะมีความอ่อนไหวทางด้านเนื้อหาในการนำเสนอด้วย 

กระบวนการผลิต ดัดแปลงในเวียดนาม ถ้าเป็นการรับชมแบบเคเบิลทีวี เวียดนามเหนือ การพากย์จะเป็นการเล่าเรื่องแบบโมโนโทน ซ้อนทับไปเลย ของภาคใต้จะเป็นการพากย์ทับ

กระบวนการเลือกสรร ผู้ผลิตไม่ได้เป็นคนเลือกสรร แต่ผู้จัดจำหน่ายเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ผลิตกับสถานีโทรทัศน์ปลายทาง มีกระบวนการเลือกสรรหลายระดับ ตั้งแต่เนื้อเรื่อง เช่น กรณีหมิ่นเหม่เรื่องประวัติศาสตร์ซ้อนทับ เรื่องศีลธรรม ละครไทยที่ฉายในเวียดนาม เป็นละครเก่าเมื่อ 4  ปีที่แล้ว เว็บไซต์เวียดนามจะชอบดูละครช่อง 3 เพราะเวียดนามจะชอบดาราวัยรุ่น แต่ละครแบบโบราณจะไม่ได้รับความนิยมทั้งในเวียดนามและกัมพูชาเลย

นอกจากนี้ยังมีการเซ็นเซอร์ทางวัฒนธรรม เช่น อะไรที่สั่นคลอนวัฒนธรรมครอบครัว สกัดกั้นประวัติศาสตร์ซ้อนทับ เนื้อหาอ่อนไหวทางวัฒนธรรม และมีการสกัดกั้นคำด่าที่รุนแรง เช่น คำเรียกเพศที่สามว่า “อีตุ๊ด” แต่อุดมการณ์ที่ไม่สกัดกั้น คือ เรื่องความรัก 

ด้านรสนิยม รสนิยมของชาวไทใหญ่ ผู้ชมคุ้นเคยกับละครไทยมานานเกินกว่า 20 ปี กลุ่มผู้ใหญ่รู้จักละครไทยจากประเภทจักร ๆวงศ์ ๆ มีสัดส่วนผู้ชมที่เป็นผู้ชายมากกว่าประเทศอื่น ๆ เพราะชอบละครบู๊ ไม่นิยมแนวตบตีแย่งผู้ชาย หรือแนวประวัติศาสตร์ แต่เดิมเน้นการชมละครโทรทัศน์ช่อง 7 ภายหลังมีการนำเอาละครช่อง 3 ช่อง 5 มาพากย์เสียงไทใหญ่ อัดดีวีดีขาย

ส่วนผู้ชมพม่า หลังละครเอ็กแซกท์ไปฉาย ละครแนวรักไม่ค่อยเป็นที่นิยม แต่ละครแนวผี จะได้รับความนิยมมากจนกระทั่งช่องละครในเมียวดีกลายเป็นช่องละครแนวผีไปแล้ว ก็เป็นที่สังเกตว่าคนพม่าอาจจะนิยมละครแนวรักของเกาหลีอยู่แล้ว และอาจเป็นไปได้ว่าละครแนวผีนั้นถูกปิดกั้นนานทำให้ละครไทยแนวผีได้รับความนิยม แต่ก็ไม่แน่ใจว่าละครผีจะก่อรูปขึ้นเป็นรสนิยมในหมู่ชาวพม่าได้หรือไม่

รสนิยมของชาวกัมพูชา พบว่า มีความแตกต่างกันระหว่างคนในเมืองและชนบท คนในเมืองชอบแนวละครชิงรักหักสวาท ละครแย่งพินัยกรรม คนต่างจังหวัดชอบละครรักโรแมนติก แนวแอ็คชั่น และแนวมาเฟีย ละครแนวชีวิตของคนจนไม่ได้รับความนิยม คนกัมพูชาชื่นชอบนักแสดงรุ่นเก่าที่มีฝีมือมานาน เช่น แอน ทองประสม เพนเค้ก เขมนิจ เคน ธีรเดช เวียร์ ศุกลวัฒน์  มีการสะท้อนบทบาทของนักแสดง และมีอารมณ์ร่วมขณะรับชมละคร ผู้ชมละครสวนใหญ่ไม่ชอบนางเอกที่มีภาพพจน์เป็นนางเอก หรือ ไม่สู้คน

รสนิยมคนเวียดนามมีความแตกต่างในรสนิยมของเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ คนโฮจิมินห์ชอบละครไทยมากกว่าคนฮานอย  ฮานอยบริโภคละครไทยแต่ไม่ทิ้งละครเกาหลี ต่างจากคนโฮจิมินห์ที่เห็นว่าละครเกาหลีมีเนื้อหาซ้ำ ๆ นางเอกชอบป่วย เนื้อเรื่องวนเวียนอยู่กับปัญหาในครอบครัว บางครั้งจริงเกินไปจนน่าเบื่อ ไม่มีตัวร้าย ไม่หักมุม ละครไทยมีเนื้อหาที่ตื่นเต้น มีความซับซ้อนและหักมุม น่าติดตาม

ในเวียดนาม ผู้ชมเคเบิลไม่มีสิทธิเลือกว่าจะชมอะไร ขึ้นกับบริษัทเคเบิล วัยรุ่นดูผ่านเว็บไซต์ มีละครวัยรุ่นฉายทีวีแค่สองเรื่อง สนใจเรื่องเพศที่สาม ชอบดารานักแสดง ชอบดูช่อง 3

หากพิจารณาละครไทย ละครไทยมีอารมณ์ที่ชัดเจนและเปิดเผย ผู้ชมละครกัมพูชาจะรู้สึกว่า ผู้ชายเกาหลีไม่เหมือนผู้ชาย คือ ปากแดงและร้องไห้ ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็รู้สึกว่า  ตัวละครไทยไม่มีเหตุผล ลูกเศรษฐีทำไมต้องเอาแต่ใจตนเอง เมโลดราม่าแบบไทย ๆ  จะมีอุดมการณ์พุทธศาสนาเข้ามากำกับ เช่น กฎแห่งกรรม “ร้ายกลับตัวกลับใจ ร้ายมีอันเป็นไป” ขณะที่เกาหลีคนร้ายก็จะติดคุก 

ละครไทยเข้ารหัสจากผู้ผลิตที่เป็นฝ่ายไทย แต่มีรหัสอะไรบ้างที่ถูกถอดโดยผู้ชม ถ้าเป็นผู้ชมในรัฐฉาน จะเห็นว่าคนไทใหญ่จะชอบความงามแบบไทย เป็นความงามที่ทันสมัย ขณะที่เวียดนามจะชอบความงามแบบเกาหลี ซึ่งทันสมัยกว่า ในสองประเทศที่ตรงกันคือ พม่ากับกัมพูชา  ซึ่งมองว่าคนไทยทันสมัย มีความเจริญ ทำให้เป็นแรงจูงใจในการเข้ามาทำงานในเมืองไทย แต่เวียดนามไม่ได้อ้างอิงความทันสมัยของไทย แต่จะอ้างเกาหลี

บทบาทของผู้หญิง ผู้ชาย นี่ถือว่า ผู้ผลิตมีการเข้ารหัสเต็มที่ ผู้ชมกัมพูชาจะถอดรหัสนี้เต็มที่ ชอบผู้หญิงแบบไทย เช่น เป็นผู้หญิงที่ดี ซื่อสัตย์ต่อสามี ท้ายที่สุดก็จะได้รับสิ่งที่ดีกลับมา ขณะเดียวกันก็ชอบผู้หญิงที่ทันสมัยด้วย ทำงาน office ในปัจจุบันคนไทใหญ่ จะไม่มีผู้หญิงไทยที่เป็นแบบฉบับเหมือนในอดีต เช่น กบ สุวนันท์ หรือ แหม่ม แคทลียา เป็นไปได้ว่าดาราไทยเกินระดับของการอ้างอิง เพราะคนไทใหญ่ก็อพยพมาทำงานในเมืองไทยมากขึ้น ขณะที่ผู้ชายแบบบู๊ ๆ จะเป็นที่นิยมของชาวไทใหญ่เพราะอาจจะอยู่ในสถานการณ์สู้รบ

ขณะที่ผู้หญิงเวียดนามอยู่ในสังคมแบบดั้งเดิม ต้องทำหน้าที่ก็เลยจะชอบผู้หญิงทันสมัยที่สามารถทำไรได้มากกว่าผู้หญิงเวียดนาม ผู้หญิงเวียดนามสามารถถอดรหัสได้ตรงกับผู้สร้างส่งได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับไทใหญ่

เมื่อมองควบคู่ไปกับ “ความเป็นไทย” ไทยเท่ากับความทันสมัย ไทยเท่ากับผีนั้น ทำให้คนพม่ามาชอบได้ ไทยเท่ากับศีลธรรม  ไทยเท่ากับพุทธศาสนาผู้ชมกัมพูชาจะให้ความสนใจในเรื่องนี้ และถอดรหัสได้ตรงมาก ไทยกับชนชั้น ผู้ชมชาวเวียดนามจะถอดรหัสได้มาก ไทยเท่ากับเพศที่สาม ผู้ชมเวียดนามสนใจละครไทยเพราะเปิดกว้างในเรื่องเพศที่สาม 

ละครกับทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางวัฒนธรรมก็เป็นของปัจเจกและของสังคม การรับชมละครไทยของประเทศเพื่อนบ้านก็ขึ้นอยู่กับบริบทของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การมีทุน และการเลือกเข้าไปเสพ

การรับชมละครไทยในกลุ่มผู้ชมอาเซียนจะนำไปสู่การเป็นภูมิภาค regionalization หรือไม่นั้น ตนกลับตั้งคำถามว่า แล้วความเป็นอาเซียนมีหรือไม่ เพราะแม้เราจะรวมเป็นอาเซียน แต่ก็มาจากวัฒนธรรม สังคม ประวัติศาสตร์ที่มีความแตกต่างหลากหลาย จนไม่สามารถบอกได้ชัดว่า อะไรคือ “ความเป็นอาเซียน” และท้ายที่สุดถ้าเราจะสร้างความเป็นอาเซียนในละครไทย เพื่อพัฒนาไปสู่ซอฟพาวเวอร์เราจะทำในแง่มุมไหนบ้าง ตรงนี้เป็นรหัสที่ผู้ผลิตต้องค้นหา  

อย่างบริษัทแอ็กแซกท์ บอกว่า ถ้าละครไทยจะถูกส่งออกไปจริง ๆ หนึ่ง ภาครัฐจะต้องเข้ามาสนับสนุน สอง การไม่ทำตบตีแย่งชิงผัวเมีย มันขายไม่ได้ ต้องมีโทนเมโลดราม่าด้วย จะทำแค่ขายเรื่องอาหารไทย วัฒนธรรม ขายไม่ได้ ขายในประเทศก็ขายไม่ได้ ดังนั้นการผลิตละครส่วนใหญ่จึงทำออกมาเพื่อสนองตลาดในประเทศ นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่บริษัทใหญ่ในไทยอย่างช่อง 7 ช่อง 3 ไม่ผลิตเพื่อสนองตลาดในอาเซียน เพราะตลาดเล็ก ขายได้ ตอนละ 500 เหรียญสหรัฐ เทียบกับจีนขายได้ถึงตอนละ 5,000 เหรียญสหรัฐ

 

รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการด้านการสื่อสารมวลชน ร่วมแลกเปลี่ยนว่า หลังสงครามเย็น Soft power มีบทบาทมากขึ้น  เพราะเริ่มมีการวางอาวุธลดลง และหาอย่างอื่นมาใช้สู้กันแทน กลายเป็นอีกปีกหนึ่งของการต่อสู้ในโลกสมัยใหม่ ขณะเดียวกันอีกปีกหนึ่งที่ไม่ใช่ซอฟพาวเวอร์ คือ เรื่องของการก่อการร้าย ไม่ใช่สงครามเป็นทางการที่รัฐเป็นเจ้าภาพเหมือนในอดีต ดังนั้น รัฐจึงหันมาเป็นเจ้าภาพในการใช้Soft power ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐ ผู้ที่ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือต้องการกบฏต่อสังคม บางส่วนได้หันไปใช้วิธีการของปีกก่อการร้าย ในภาพใหญ่มันจึงเป็นการปะทะสังสรรค์ของสองขั้ว มีเสียงปืนเป็นลักษณะใต้ดิน กับอีกฝ่ายใช้สื่อ เพลง การ์ตูนและหนัง มันจึงมาสู่ประเด็นที่ทั้งสองท่านได้นำเสนอมาว่า กระแส ไทยป๊อปจะมาหรือไม่ ก็จะเห็นว่าผู้กำกับหนังของไทยได้รางวัลในหลายที่  ก็อาจจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจในอนาคต

ปัญหาการสร้างSoft powerของไทย ถ้ามองในมิติเศรษฐศาสตร์ คือ เรื่องลิขสิทธิ์ และสนองตลาดในประเทศ เพราะสินค้าวัฒนธรรมกลายเป็นสินค้าของช่องที่ซื้อ ทำให้การพัฒนาของผู้ผลิตทั้งหลายหยุดชะงัก กรณีศึกษาของอาจารย์อัมพร จะเห็นว่า ในส่วนของความเข้มแข็งในการผลิตยังมีอยู่ไม่มาก เพราะช่อง 3  ช่อง 7 ไม่ขยับ ฝ่ายผู้ผลิตทำเองก็ทำได้ยาก นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการจัดจำหน่าย ถ้าต้องทำผ่านคนอื่นก็ต้องมีค้าใช้จ่ายติดต่อประสานงาน มีการสรุปบท ย่อบท เป็นภาษาต่างประเทศ ฯลฯ  

ในส่วนของผู้บริโภคกลุ่มต่าง ๆ เช่น ไทใหญ่ พม่า กัมพูชา เวียดนาม ในประเทศเหล่านี้ กำลังการผลิตสื่อละครยังมีไม่มาก เพราะมันเป็นสื่อบันเทิงที่ต้องมีทุนประมาณหนึ่ง แม้แต่ของเราก็ต้องมี ทุนเหล่านี้มาจากโฆษณา นอกจากนี้ก็มีปรากฏการณ์การเปลี่ยนผ่านช่องทางการเสพสื่อในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน บ้านเราเริ่มเข้าสู่ระบบดิจิทัล ดาวน์โหลดจากเว็บ แต่ของเพื่อนบ้านยังมีการซื้อเป็นซีดี วีซีดี ดีวีดีเป็นชิ้น ๆ จะมีบ้างที่วัยรุ่นอาจจะเข้าถึงพื้นที่ออนไลน์ และลดค่าใช้จ่ายโดยการช่วยกันทำซับเอง เป็นต้น ดังนั้น ที่กล่าวมาน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กระแสทีป็อบชะงัก

ประเด็นที่ว่า ละครจะการสร้างความเป็นอาเซียนร่วมสมัยได้หรือไม่ ถ้าดูกระบวนการผู้ผลิต รัฐแต่ละรัฐมีการกรองเนื้อหาสื่อกันมาก กรองจากทางเรา และกรองจากทางประเทศปลายทาง กว่าจะออกมาฉายให้ดู เหลือไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ความร่วมสมัยเหลืออยู่น้อยนิด ที่ทุกคนบอกแชร์ค่านิยมกัน คือ ค่านิยมแบบอนุรักษ์นิยม เช่น รักษาความเป็นครอบครัวไว้ แต่เพศที่สามก็อย่ามาพูดมาก โป๊เปลือยไม่ต้องพูดเลย เป็นต้น

ถ้าถามว่าความเป็นอาเซียน คืออะไร มันคือความหลากหลาย และมีความขัดแย้งกัน มันจึงต้องสร้างขึ้นมาใหม่ ส่วนตัวมองว่า ยูทูบที่เปิดโอกาสให้เยาวชนบางส่วนเข้าถึง ก็อาจจะทำให้บางส่วนหลุดจากกรอบการเซ็นเซอร์ออกไป อาจจะมีส่วนช่วยสร้างคุณค่าด้านเสรีนิยม ความหลากหลาย และเมื่อไปปะทะกับสื่อแบบอนุรักษ์นิยมมันจะคลี่คลายจนนำไปสู่อะไร ก็เป็นคำถามที่น่าสนใจ

เมื่อพิจารณาละครไทยจะมีลักษณะแบบลิเก แบบขาวดำชัดเจน ซึ่งคนไทใหญ่จะชอบ กัมพูชาก็จะสามารถรับความเป็นละครไทยได้มาก สามารถแชร์กับคนไทยได้  ส่วนเวียดนามมักจะวิจารณ์ละครไทยได้

กรณีละครผี ซึ่งเป็นการแบ่งปันค่านิยมที่น่าค้นหา มาเลย์ อินโดจะชอบมาก เพราะมันเหมือนอำนาจที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ปกติ สิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ มันเป็นอำนาจคนในอาเซียนยอมรับ โดยเฉพาะในสังคมที่อึดอัดคับข้องใจก็จะกลายเป็นที่นิยม เพราะเหมือนเป็นทางออก

การทำให้เป็นละคร ด้านหนึ่งเป็นการทำให้เราจำประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นได้ เพราะจำง่าย เช่น ละครแม่นาค เมื่อเราพูดถึงก็จะออกมาเป็นรายละเอียดอื่น ๆ ทำไมพี่มากต้องตาย ก็เพราะแกไปรบสมัยหลวงพ่อโต มันจะค่อย ๆ คลี่คลายออกมา

ส่วนกรณีอาเซียนร่วมสมัย จะทำให้ความหมายเกิดขึ้นได้ ต้องมี “Collective Consumption” (การบริโภคร่วมกัน:ประชาธรรม) ซึ่งมันเกิดจากการคุยกันของคนดู เช่น คนดูไทใหญ่ที่มารวมกันดูละคร ความหมายหมายมันจะเกิดก็ต่อเมื่อได้คุยกัน ทั้งในตลาด เว็บไซต์ แต่จะนำมาสู่การสร้างค่านิยมร่วมในอาเซียนได้ไหมก็คงต้องถกเถียงต่อไป.

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,141 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.