• 24 มิถุนายน 2560 - 03:46 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สนข.ผนึกกำลังคณะวิศวฯมช. ร่างแผนแม่บทขนส่งมวลชนเชียงใหม่ ปชช.หวั่นรอเก้อ

 วันที่ 20 พฤษภาคม 2559 - 14:04 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,041 ครั้ง พิมพ์

 

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวทีรับฟังสัมมนารับฟังความคิดเห็นประชาชนครั้งที่ 1 เพื่อจัดทำแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา

รศ.ดร.บุญส่ง สัตโยภาส ผู้จัดการโครงการ ได้ให้ภาพรวมของโครงการศึกษาฯ ว่า เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีศักยภาพ มีผลิตภัณฑ์มวลรวม ประมาณ 180,000 ล้านบาทต่อปี(ข้อมูลปี 2556) มีสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัยภาครัฐและภาคเอกชนถึง 7 แห่ง เป็นเมืองที่มีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรม มีพืชผักผลไม้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม

บริเวณโดยรอบของเมืองมีความหนาแน่นมาก ปัจจุบันการตั้งถิ่นฐานจะขยายตัวไปสู่รอบนอกตามเส้นทางคมนาคมสายหลัก ถ้าเรามองลักษณะการใช้ที่ดินตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา จะเห็นว่ามีการขยายตัวของพื้นที่อยู่อาศัยไปโดยรอบ ส่วนมากขยายตัวทางพื้นที่ตะวันออกของเมือง เนื่องจากเป็นพื้นที่เปิด

โครงข่ายการคมนาคมมีถนนวงแหวนสามวง ถนนในเขตเมืองชั้นในมีลักษณะเป็นกริช ถนนจราจรค่อนข้างเล็ก ส่วนใหญ่เป็น 2 ช่องจราจร รูปแบบการคมนาคมของคนเชียงใหม่เป็นทางถนน

เมื่อดูจากการตั้งถิ่นฐาน และโครงข่ายการคมนาคม จะพบว่า มีการเดินทางจากรอบนอก ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งถิ่นฐานเข้าสู่เมืองที่เป็นพื้นที่กิจกรรม

“จากข้อมูลการศึกษาที่ผ่านมา เราพบว่า มีการเดินทางเข้าไปในเมืองทั้งเข้าไปและออกมา ประมาณ 800,000 เที่ยวต่อวัน คิดเป็นจำนวนรถประมาณ 500,000 คัน ต่อวัน ในจำนวนนี้ เราพบว่า ร้อยละ 80 เป็นการเดินทางมาจากรอบนอกเข้ามาในเขตเมือง มีเพียงร้อยละ 20 ที่จุดเริ่มต้น และปลายทางอยู่ในเขตเมือง ฉะนั้นเราจึงจะเห็นการจราจรติดขัด บริเวณ จุดตัดเส้นบริเวณถนนเข้าออกพื้นที่รอบนอกเข้าสู่เมือง ในขณะเดียวกัน เมื่อดูสัดส่วนการจดทะเบียนยานพาหนะ มากกว่าร้อยละ 90 เป็นรถส่วนตัว”

ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ปัญหามากมายแต่ก็มีปัญหา เช่น การปรับปรุงทางกายภาพ อาทิ ขยายถนนแต่ก็ติดปัญหาเนื่องจากเชียงใหม่เป็นเมืองเก่า ขยายก็มีผลกระทบต่อชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่  หรือความพยายามที่จะบรูณาการจราจรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  แต่ก็ไม่ได้ผล เนื่องจากหน่วยงานมาจากส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการควบคุมการขยายตัวของเมือง รวมถึงยังแก้ปัญหาเหมือนกทม.ในอดีต คือ ให้ความสำคัญกับการใช้รถ เช่น ขยายถนน ไม่ได้คิดถึงการขนส่งแบบอื่น ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเหตุให้เกิดปัญหาจราจร

จาการสำรวจความเห็น คนเชียงใหม่อยากได้ขนส่งสาธารณะที่ดี แต่ขนส่งสาธารณะที่มีไม่สามารถดึงดูดให้คนเข้ามาใช้ได้เพียงพอ คนยังคงนิยมใช้รถส่วนตัวในการเดินทาง ระบบขนส่งสาธารณะปัจจุบันจึงยังไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาจราจร เรายังคงต้องการขนส่งสาธารณะรูปแบบใหม่ ซึ่งการแก้ปัญหาจราจรอย่างยั่งยืนต้องให้ความสำคัญกับขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ คือ รวดเร็ว มาตรงเวลา มีความถี่ที่เหมาะสม ปลอดภัยในการใช้ นั่งสบาย และใช้สะดวก นอกจากนี้ระบบการเดินทางจะต้องครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของการเดินทาง เพื่อให้คนสามารถเลือกใช้

อีกส่วนหนึ่งที่เป็นมาตรการแก้ปัญหาจราจร เมื่อมีระบบคนส่งที่ดีแล้ว คือ มีนโยบายควบคุมการใช้รถส่วนตัวในระดับหนึ่ง และมีการจัดตั้งองค์กรดูแลระบบขนส่งให้ระบบมีอยู่ยั่งยืน

ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐก็พยายามเข้ามาศึกษาระบบขนส่งมวลชน 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี 2537 โดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ชื่อโครงการ คือ โครงการศึกษาความเหมาะสมของขนส่งมวลชนในจังหวัดเชียงใหม่ รายงานเสนอเป็นรูปแบบรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) วิ่งบนเขตทางเฉพาะทั้งบนดิน และใต้ดิน แต่โครงการศึกษานี้ไม่มีการสานต่อ หยุดชะงักเนื่องจากว่า หลังจากศึกษาเสร็จก็มีการปรับหน้าที่การงานของการทางพิเศษใหม่ เพราะมีการจัดตั้งองค์กรรถไฟฟ้ามหานคร การทางพิเศษจึงมีหน้าที่ดูแลเฉพาะทางด่วน

ครั้งสอง ผลักดันโดยสนข. เมื่อปี 2548 โครงการศึกษาและพัฒนาขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาเป็นระบบรถเมล์ด่วนพิเศษ บนทางเฉพาะ สร้างบนผิวถนนที่มีอยู่ โครงการนี้ศึกษาเสร็จแล้ว แต่ไม่มีการสานต่อ เนื่องจากวิกฤตการเมือง มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐ โครงการจึงหยุดชะงักไป

สาม ผลักดันโดย องค์การพิงคนคร เมื่อปี 2557 ชื่อโครงการวิจัยศึกษาความเหมาะสมและออกแบบขนส่งมวลชนเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ซึ่งจุดมุ่งหมายค่อนข้างกว้าง เสนอระบบรถไฟฟ้ารางเดียว วิ่งบนพื้นผิวทางเดิม มีทางเฉพาะ ลักษณะเส้นทางคล้ายคลึงกับเส้น BRT  แต่โครงการนี้ยังไม่มีการดำเนินการในขั้นต่อไป

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งรัฐบาลที่ให้ศึกษาแผนแม่บทขนส่งมวลชน 5 เมืองใหญ่ทั่วประเทศ ซึ่งสำหรับเมืองเชียงใหม่ เยังไม่รู้ว่าจะเสนอรูปแบบไหน เพราะอยู่ระหว่างการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น ซึ่งท้ายที่สุดของโครงการนี้จะศึกษาจะออกมาเป็นแผนแม่บท

ในส่วนของการดำเนินงาน เริ่มจาก หนึ่ง การทบทวนข้อมูลพื้นฐานและประสบการณ์จากต่างประเทศ สอง วิเคราะห์ข้อมูลการเดินทาง ความต้องการในการเดินทางปัจจุบัน และในอนาคต(เป็นข้อมูลใหม่)  สาม ศึกษาการพัฒนาพื้นที่รอบสถานี เพื่อดึงดูดการใช้ขนส่งมวลชน และมีรายได้ทางเศรษฐกิจ สี่ ศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเงิน ห้า ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

“เราให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมาก โดยสำรวจข้อมูลการเดินทางของคนเชียงใหม่ 6 ,000 ครัวเรือน รวมถึงนักศึกษา และนักท่องเที่ยว ท้ายที่สุดก็จะออกมาเป็นรูปแบบขนส่งมวลชนที่เหมาะสม  ครอบคลุมพื้นที่ในเขตเมืองของผังเมืองรวม รวมถึงการเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะอื่นๆด้วย”

ดร.อรรถวิทย์ อุปโยคิน ผู้เชียวชาญด้านการวางแผนระบบขนส่งมวลชน กล่าวเสริมว่า หลักการออกแบบเส้นทาง จะอาศัยข้อมูลสำคัญสามอย่าง หนึ่ง จุดเริ่มต้นและปลายทางในการเดินทางของคนเชียงใหม่ โดยสอบถามจากแบบสอบถาม 6,000 ชุด สอง ข้อมูลการใช้ที่ดินย้อนหลัง 20 ปี เพื่อดูทิศทางการเติบโตของเมืองเชียงใหม่ สาม ข้อมูลความหนาแน่นของประชากรในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้จะทำให้เราทราบว่า คนเชียงใหม่มีการกระจายตัวในเขตเมืองอย่างไรบ้าง

ข้อมูลทั้งสามส่วนนี้จะนำมาใช้ในการวางแนวเส้นทาง และระยะเส้นทาง

จากข้อมูลที่ได้ คนเชียงใหม่จะเดินทางในกรอบรัศมี 10 กิโลเมตรจากตัวเมือง โดยหลักๆ จะเดินทางเข้ามาศูนย์ราชการฯ บริเวณโรงพยาบาลมหาราช ขนส่งช้างเผือก บริเวณกาดหลวง บริเวณที่ว่าการอำเภอเมือง บริเวณย่านถนนวัวลาย และบริเวณสนามบิน

ข้อมูลอีกส่วนที่คัดกรองมา พบว่า การเดินทางหลักของคนเชียงใหม่ คือ ไปสถานศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลส่วนแรก คือยังอยู่ในกรอบ 10 กิโลเมตร เช่น ยุพราช ปริ้น ดารา มงฟอร์ต ดารา เรยีนา พระหฤทัย รวมถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ราชภัฎ พายัพ ฟาร์อิสต์เทริน ฯลฯ

สองส่วนนี้ทำให้เราทราบว่า จุดเป้าหมายการเดินทางหลักของคนเชียงใหม่อยู่จุดไหนบ้าง

ข้อมูลอีกส่วนหนึ่ง คือ ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน เมื่อดูจากข้อมูลย้อนหลัง 20 กว่าปี ตั้งแต่ปี 2534 พบว่า ก็ยังขยายอยู่ในกรอบรัศมี 10 กิโลเมตรจากตัวเมือง และขยายกระจายทั่วพื้นที่อย่างรวดเร็ว และก้าวกระโดดเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา

เมื่อประมวลข้อมูลทั้งสามส่วนเห็นว่า การเดินทางของคนเชียงใหม่อยู่ในกรอบรัศมี 10 กิโลเมตร ซึ่งควรมีขนส่งสาธารณะหลักที่จะรองรับการเดินทางหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อไปทำงานในที่ต่างๆในเขตเมือง หรือการเดินทางไปเรียนของนักศึกษา หรือนักเรียน

นอกเหนือจากนี้เราจะคำนึงเฉพาะในเมืองไม่ได้  ควรจะมีระบบเสริมเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางที่นอกรัศมี 10 กิโลเมตร รวมถึงการเดินทางในเขตตัวเมืองเชียงใหม่เองควรจะมีระบบเสริมเชื่อมพื้นที่ประชากรหนาแน่น

ซึ่งมีโมเดลอยู่ 3 โมเดล เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (ตามภาพ)

ภาพ(รอสักครู่)

ภายหลังจากอภิปราย ได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แสดงความคิดเห็น

ตัวแทนชมรมจักรยานวันอาทิตย์ กล่าวว่า โครงการศึกษาขนส่งมวลชนศึกษามาตั้งแต่ปี 2537 เป็นเวลาเกือบ 30 ปี ซึ่งหมายความว่า กว่าจะออกมาเป็นรูปธรรมค่อนข้างใช้เวลานาน อยากเสนอให้เอางานศึกษาแผนแม่บทถ่ายทอดให้กับเยาวชน เพื่อจะได้สานฝันให้เป็นจริง เพราะที่เราพูดกันในวันนี้ไม่รู้จะเป็นจริงได้เมื่อไหร่ นอกจากนี้ควรนึกถึงเรื่องการสร้างเครือข่ายทางจักยานรอบเมืองเชียงใหม่โดยคำนึงถึงความปลอดภัย เพราะจะช่วยลดปัญหาการจราจรได้

เฉลิมพล ภาคีคนฮักเชียงใหม่ กล่าวว่า อยากจะถามสนข. ถ้าโครงการนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ในทางปฏิบัติจะเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน เพราะ สนข.ก็เคยทำแผนนี้มาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว และมช.ก็เป็นคนทำแผนแม่บทขึ้นมา  ซึ่งตนไม่อยากเห็นว่าอีก 10 ปีก็ต้องมาทำแผนแม่บทใหม่ ส่วนตนไม่ห่วงเรื่องระบบเพราะระบบไหนก็ช่วยทั้งนั้น แต่ห่วงว่าเมื่อไหร่จะสร้างสักที

มนูญ ไทนุรักษ์ เครือข่ายองค์กรชุมชนเมือง กล่าวว่า เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ระดับประเทศ เสียภาษีให้ประเทศปีหนึ่งหลายหมื่นล้าน ถ้างบสร้างขนส่งมวลชนห้าหมื่นล้านนับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก  ในเมื่อเชียงใหม่เป็นตัวปั๊มเงินให้ประเทศ เมืองเชียงใหม่ก็ควรจะเดินไปข้างหน้า ผู้บริหารประเทศควรหันมามองเชียงใหม่ได้แล้ว

ทัศนา รักสันติ ตัวแทนผู้ใช้รถ กล่าวว่า จากประสบการณ์การใช้รถขนส่งมวลชนตั้งแต่เด็ก เห็นว่าถ้าไม่มีคนมาใช้บริการรถเหล่านั้นก็จะหายไป เช่น เมื่อก่อนมีรถอ้อมเมือง แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เป็นต้น กรณีนี้ก็เช่นกัน เราใช้เวลาศึกษาและวางระบบเป็นปี ถ้าถึงเวลาไม่มีคนใช้ก็จะหายไปเหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เสนอว่าเราควรจะมีการจำกัดคนที่เข้ามาในเมืองด้วย เห็นตัวอย่างในเมืองนอก เช่น คนจะเอารถเข้ามาจอดต้องเสียเงิน คนจะมีรถได้ต้องมีที่จอดรถ แต่ประเทศไทยตอนนี้คนสามารถมีรถได้ง่ายๆ มีเงินเดือน 6,000 บาท ก็สามารถผ่อนรถได้ ดังนั้นการคิดเรื่องโครงข่ายขนส่งมวลชนอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ต้องคิดเรื่องการจำกัดรถด้วย

วิฬุพงษ์ ดำรงดิศกุล องค์กรด้านคนพิการเชียงใหม่ กล่าวว่า เราควรให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เป็นมิตรกับคนทั้งมวล คนทุกคนสามารถใช้งานได้ ไม่ใช่เฉพาะคนพิการ แต่กลุ่มผู้สูงอายุก็ควรจะคำนึงถึงด้วย เนื่องจากสังคมเรากำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ เราควรจะออกแบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้

นิรันด์ ชมรมจักรยาน กล่าวว่า อยากถามขนส่งมวลชนว่า ตอนนี้ยังมีเรื่อง รถสองแถวแอบอ้างการเป็นเจ้าของเส้นทางอยู่หรือไม่ เพราะมีผลต่อการจัดระบบขนส่งมวลชนเชียงใหม่

อีกประเด็นโครงการที่สนข.ศึกษาใช้งบประมาณจำนวนมาก จนอาจจะลืมโครงการที่ใช้งบน้อยอย่างโครงการทางจักยานในเขตเมือง เพื่อให้คนสามารถใช้จักรยานในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งลงทุนน้อยกว่ามาก ตนเห็นว่าควรจะพัฒนาควบคู่ไปด้วย

ทัดทา กล่าวว่า สมัยหนึ่งสะพานยกระดับถนน เราได้รับการต่อต้านว่า บดบังทัศนียภาพ แต่ตึกแอร์พอร์ตก็ยังสูงกว่าสะพาน ปัจจุบันเราต้องยอมรับว่าผิวจารจรในเมืองชั้นในชั้นกลาง ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะขยายถนน จำนวนรถก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าตนจะทันเห็นโครงการนี้แล้วเสร็จหรือไม่ ฉะนั้นขอเสนอความเห็นว่า ที่ใดที่เป็นเกาะกลาง ขอให้เป็นแบบลอยฟ้า เพราะลอยอย่างไรก็ไม่ได้สูงกว่าสะพานที่แอร์พอร์ต ถ้าไม่ลอย  เราจะเผชิญกับรถติดกว่าเดิม

บุญชิน เสาวพล ชุมชนทิพรัตน์วิลล่า แขวงเม็งราย กล่าวว่า เชียงใหม่รถเยอะ เพราะมีรถมาจากต่างอำเภอ รถจะมากระจุกอยู่ในเมือง คนในเมืองไม่ค่อยใช้รถยนต์เท่าไหร่ ซึ่งถ้าเรามีรถประจำทางจากนอกเมืองมา แล้วให้รถวิ่งในเขตเมืองจะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้ นอกจากนี้ รถสี่ล้อแดง หรือรถขนส่งสาธารณะขอให้ใช้เชื้อเพลิงที่ไม่สร้างมลพิษ อาจจะเปลี่ยนจากน้ำมันดีเซลมาเป็นไฟฟ้า

ขันธจิต บุญสอน ชมรมนิมมานเหมินท์ กล่าวว่า หนึ่ง ปัญหารถติดบ้านเรามาจากปัญหาวินัยจารจรของผู้ใช้ เช่น จอดในจุดห้ามจอด อยากให้ขนส่งจังหวัดกวดขันวินัยจราจร ซึ่งเริ่มได้เลย อาจจะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการให้ใบขับขี่ ตรงนี้แก้ไขได้เลยไม่ต้องใช้ขนส่งมวลชน เพราะจะทำให้รถวิ่งคล่องขึ้น

สอง เรื่องระบบขนส่งเป็นการคิดถึงอนาคต หลายคนอาจจะมองว่าใต้ดินไม่จำเป็นเพราะงบสูงเกินไป แต่ถ้ามองถึงอนาคต เรื่องใต้ดินก็เป็นเรื่องต้องทำเผื่ออนาคต

ลำดวน ข้าราชการบำนาญ กล่าวว่า ถ้าเรามีขนส่งสาธารณะจะเป็นโอกาสในการพัฒนาเมืองของเรา แต่ถามว่าใครจะมีบทบาทในการเปลี่ยน ซึ่งตนมองว่า เทศบาลนครเชียงใหม่ กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะมีบทบาทสำคัญทั้งในการเปลี่ยนเมือง และสร้างขนส่งสาธารณะ เลยเห็นว่าควรให้องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นมาเป็นเจ้าภาพ เพราะถ้ารอแต่รัฐบาลกลาง พอรัฐบาลเปลี่ยน โครงการก็ชะงัก

ทวีชัย จากต.แม่เหี๊ยะ กล่าวว่า หลายคนเสนอให้เห็นว่า ถนนมีไม่เพียงพอ สาเหตุที่ถนนมีไม่เพียงพอเพราะรถไปจอดข้างถนนส่วนใหญ่ ทั้งบริษัท ห้างร้านขายข้างต่างๆ ถ้าเราทดลอง ไม่ให้รถจอดข้างถนน แล้วดูว่ารถจะคล่องตัวไหม ดูตัวอย่างที่ต่างประเทศ เขาไม่มีรถที่จอดบนผิวจราจรเลย เพราะเขามีขนส่งสาธารณะที่ดี มีจักรยาน มีที่จอดรถรอบสถานี

และหากทำขนส่งมวลชนตนเสนอว่าให้เหลือพื้นที่ชั้นในคูเมืองไว้ เพื่อให้เป็นมรดกโลกที่สวยงาม ให้คนอื่นเข้ามาเที่ยวชมจริงๆ ถ้าจะสร้างขนส่งมวลชนสาธารณะเสนอว่า ให้สร้างเส้นทางตามแนวถนนมหิดล อ้อมไปทางแม่ริม แค่นั้นพอ แล้วในส่วนกลางเมืองเชียงใหม่ ปล่อยให้สี่ล้อแดง สามล้อตุ๊กตุ๊ก  จัดโซนนิ่งให้เขารับคนต่อ แล้วมันจะทั่วถึง

“หลายคนบอกว่าปัญหาจราจรมาจากรถที่เข้าเมืองจาก สันทราย แม่ริม ดอยสะเก็ด สันป่าตอง หางดง แต่ถามว่ามีแผนที่จะรองรับไหมว่า คนที่มาจากต่างอำเภอเหล่านี้จะมีที่จอดรถให้เขา เพื่อต่อรถสาธารณะเข้าเมือง ถ้าไม่มีที่จอดให้ เขาก็ต้องเอารถส่วนตัวเข้าเมืองอยู่ดี”

นอกจากนี้การพัฒนาเมืองของเราไปกระจุกตัวอยู่ในเมือง เช่น ร้านค้า ห้างร้าน ต่างๆ ทุกคนก็ต้องไหลเข้ามาทำงานในตัวเมือง ปัญหาย่อมเกิดขึ้น เราต้องวางแผนโซนนิ่งให้ ออฟฟิศและห้างร้านเหล่านี้อยู่นอกเขตเมือง รวมถึงออกกฎหมายว่าถ้าจะตั้งออฟฟิศต้องมีที่จอดรถของตัวเอง มีกี่คัน

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสนข. กล่าวว่า ครั้งนี้อาจจะเป็นโอกาสดี เพราะรัฐบาลสั่งให้สนข.มาศึกษาเรื่องการจราจรในเมืองภูมิภาคต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาให้ได้ ที่ผ่านมาแผนพัฒนาแม่บทไม่ได้รับการสานต่อ อาจจะเป็นเพราะว่าปัญหายังไม่ได้รุนแรงเท่าปัจจุบันนี้ รัฐบาลเลยไม่ให้ความสำคัญ แต่ครั้งนี้นโยบายรัฐบาลชัดเจนมาก

“ส่วนที่สอง แผนแม่บทครั้งนี้ต้องชัดเจน ทั้งในเรื่องระบบที่จะเอามาใช้ ซึ่งจะต้องรองรับการขยายของเมืองเชียงใหม่ในอนาคตด้วย รวมถึงงบประมาณที่ต้องใช้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และระยะเวลาในการดำเนินการ สมมุติว่าใช้ 4-5 หมื่นล้านบาท ก็ต้องนำเสนอรัฐบาล  ซึ่งหลังจากโครงการเสร็จแล้ว ตนจะนำเสนอครม.ให้รับทราบรายละเอียด”

ตอนนี้โครงข่ายที่กรุงเทพ เสร็จเกือบร้อยละ 80 ก็มีแผนจะมาในส่วนของภูมิภาค อันที่จริงส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดระบบขนส่งมวลชนได้ ไม่ใช่ภาครัฐอย่างเดียวแต่รวมถึงภาคเอกชนด้วย ต้องมาร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน.

 


อนึ่ง โครงการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ จังหวัดเชียงใหม่ จะจัดรับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อย 4 แขวง ในเขตเทศบาล

เสาร์ 4 มิ.ย. 59 แขวงศรีวิชัย ณ อาคารคุณแม่สนอง แตงอ่อน วัดเจ็ดยอดพระอารามหลวง เวลา 9.30-12.00 น.

เสาร์ 11 มิ.ย. 59 แขวงเม็งราย หอมุข ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ เวลา 9.30-12.00 น.

เสาร์  18 มิ.ย.59 แขวงกาวิละ ห้องจันทร์ตา คริสตจักรที่ 1 เวลา 9.30-12.00 น.

เสาร์ 2 ก.ค. 59 แขวงนครพิงค์ ศาลาเอนกประสงค์ วัดล่ามช้าง เวลา 9.30-12.00 น.

 

สนใจข้อมูลโดยละเอียด สามารถเข้าไปดูได้ที่ WWW.cm-pmap.com

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,129 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.