• 21 ตุลาคม 2560 - 10:04 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

รายงานพิเศษ ชาวบ้านดอยเทวดาถูกดำเนินคดีบุกรุก(ในที่ดินของตนเอง)

 วันที่ 9 สิงหาคม 2559 - 06:14 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 5,066 ครั้ง พิมพ์

 

มนทิชา วงศ์อินตา



คล้ายปัญหาการยึดแย่งที่ดินในพื้นที่อื่นๆ ในภาคเหนือ บ้านดอยเทวดา ต.สบบง อ.ภูซาง จังหวัดพะเยา เป็นพื้นที่หนึ่งซึ่งเกิดปัญหาการแย่งยึดที่ดินจากนายทุนและผู้มีอิทธิพลมาเป็นเวลานาน ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อชาวบ้านที่อาศัยอยู่ ทั้งด้านที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย ชาวบ้านได้ร่วมกันต่อสู้มาอย่างยาวนานในสิทธิที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของตน จนถึงวันนี้ก็ยังต่อสู้กันไม่สิ้นสุด ทั้งยังต้องเป็นจำเลยโดนฟ้องข้อหาบุกรุก โดยบริษัท เชียงคำฟาร์ม จำกัด อ้างกรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดินทำกินของชาวบ้าน

ย้อนรอยมูลเหตุปัญหา

บ้านดอยเทวดา ต.สบบง อ.ภูซาง จังหวัดพะเยา มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 500 ไร่ ปัจจุบันมีผู้อยู่อาศัย 41 ครัวเรือน เริ่มมีชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2460 มีการใช้พื้นที่เพื่อทำกินประมาณ 300 ไร่ มีหลักฐานการประชุมหารือเกี่ยวกับขอบเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินทำกิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 ชาวบ้านบางส่วนได้มีการดำเนินการแจ้งความประสงค์ครอบครองที่ดิน ต่อมามีการเริ่มเก็บภาษีดอกหญ้า จนกระทั่งในปีพ.ศ.2520 ได้มีการสำรวจการถือครองที่ดินทำกินของชาวบ้านเพื่อเตรียมออกเอกสาร ภบท. 6 (ทะเบียนที่ดินเพื่อจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ และใบเสร็จรับเงินบำรุงท้องที่ ได้ข้อมูลมาจากการคัดลอกรายละเอียดจากแบบสำรวจ ภบท.5 นำมาลงไว้ในทะเบียน)

เมื่อปี พ.ศ.2532-2533 ในพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งทำให้เพาะปลูกทำการเกษตรไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร มีบุคคลภายนอกเจ้ามาเป็นนายหน้ากว้านซื้อที่ดินจำนวนมาก ทั้งในเขตอ.เชียงคำ และอ.ภูซาง ต่อมาปี พ.ศ. 2536 นายหน้ากลุ่มเดิมได้ให้นายหน้าอีกกลุ่มเข้ามาซื้อที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ์จากชาวบ้าน โดยไม่มีรายละเอียดการซื้อขายหรือตำแหน่งที่ชัดเจน

ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2545 มีการปรากฏตัวขึ้นของตัวแทนบริษัทเชียงคำฟาร์ม จำกัด โดยได้มีการข่มขู่และขับไล่ให้ชาวบ้านออกนอกพื้นที่หลากหลาย รูปแบบ บางครอบครัวเกิดความกลัวจึงย้ายออกไป ปี พ.ศ. 2548 มีบุคคลภายนอกเข้ามาหว่านล้อมชาวบ้านให้เซ็นเอกสาร มีบางส่วนหลงเชื่อ หลังจากนั้นในปีถัดไป พ.ศ.2549 ทางบริษัทฯ ได้ดำเนินการขอรังวัดที่ดินเพื่อออกโฉนดเป็นเนื้อที่ประมาณ 321 ไร่ ปีพ.ศ. 2550 ที่ดินจำนวน 247 ไร่ ถูกออกเป็นโฉนดให้ทางบริษัทฯ พร้อมกันนั้นก็ได้ฟ้องร้องชาวบ้านในคดีแพ่ง (บุกรุกที่ดิน) จำนวน 8 คดีความ และเสนอแบ่งที่ดินจำนวน 74 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัย เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านเรียนร้องได้อีกในอนาคต

เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งข้างต้นขึ้น จึงเกิดกระบวนการแก้ไขมากมายหลังจากนั้น ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 จนถึงปัจจุบัน เช่น ชาวบ้านรวมกลุ่มกันเข้าร่วม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง การออกเอกสารสิทธิ์ของบริษัทฯ กระทั่งผ่านกระบวนการของทั้งศาลชั้นต้น อุทธรณ์และฎีกา ในปีพ.ศ. 2557 ศาลอ่านคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ชาวบ้านย้ายออกจากพื้นที่ ถือว่าคดีเป็นที่สิ้นสุด

ชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ถูกดำเนินคดีจึงได้รวมตัวกันเพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องให้องค์กรต่าง ๆ เช่น  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้ามาตรวจสอบในข้อเท็จจริงและเพื่อชะลอการย้ายออกจากพื้นที่ ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทางบริษัทฯ ได้นำป้ายมาติดประกาศให้ชาวบ้านย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่ และเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ศาลได้นัดไกล่เกลี่ยเป็นครั้งแรกระหว่างบริษัทฯ และหนึ่งในจำเลยจากทั้งหมด 5 คดี

เสียงของจำเลยในพื้นที่ของตนเอง

2.1 กรณีจำเลยรายแรกที่การเจรจาไกล่เกลี่ยเสร็จสิ้น

•                 กรณี ยายแสง

ครอบครัวของยายแสง เป็นหนึ่งในชาวบ้าน 13 ครัวเรือน ที่ถูกบริษัทฯ ยื่นฟ้องให้ทำการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างและพืชที่เพาะปลูกออกไปจากพื้นที่จำนวน 11 ไร่ ซึ่งได้อยู่และเพาะปลูกหากินจากที่ดินแปลงนี้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ และศาลได้ตัดสินคดีเรียบร้อยแล้ว โดยหลังจากที่มีผลการตัดสินออกมา กรมบังคับคดีก็ได้มีหนังสือแจ้งให้ออกจากพื้นที่ภายในเวลาที่กำหนด คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และหากยังไม่ย้ายออก จะมีเจ้าหน้าที่มารื้อถอนให้ออกในวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้มาตามที่ประกาศไว้ และมีหนังสือจากกรมบังคับคดีให้ไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับคู่กรณีกันที่ศาลแทน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการเลี่ยงการใช้ความรุนแรง และเพื่อจะได้ประนีประนอมกับอย่างสงบเรียบร้อย

ผลการขอเจรจาไกล่เกลี่ย เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2559 ระหว่างครอบครัวยายแสง และบริษัทฯ ศาลจังหวัดพะเยา ได้ตัดสินให้มีข้อตกลงกับทางคู่กรณี ยายแสงขอใช้พื้นที่ภายใน 1 ปี ซึ่งก็เป็นที่น่าพอใจ แล้วให้เสียค่าตอบแทนให้บริษัท เป็นเงินจำนวน 3,000 บาท

ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทางบริษัทฯ ได้ส่งจดหมายมายังบ้านของยายแสง มีเนื้อความว่าสรุปได้ว่าทางบริษัทฯ กลับคำ ไม่รับข้อเสนอที่เจรจากันในศาลที่ผ่านมา เบื้องต้นว่าจะให้ยายใช้พื้นที่ได้ต่อไปเป็นเวลา 1 ปี และจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับยายแสงต่อไปทันที หากไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและย้ายออกจากพื้นที่

ทว่า ในปี พ.ศ.2498 นายเสา สบบง บิดาของสามียายแสง ได้มีการแจ้งความประสงค์การครอบครองที่ดินกับที่ดินสาขาอำเภอเชียงคำ ในเนื้อที่บนดอยเทวดา จำนวน 8 ไร่ โดยมีเอกสารหลักฐานที่เป็นเอกสารที่ออกโดยกรมที่ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2498

ยายแสงเล่าว่า จากการที่ต้องกลายมาเป็นผู้บุกรุกในที่ดินตนเอง และมีคำสั่งจากกรมบังคับคดีให้ย้ายออกจากบ้านอยู่อาศัยมาทั้งชีวิต ซ้ำร้ายก็ต้องจ่ายค่าทดแทนให้ทางบริษัทฯ ในการใช้ประโยชน์เพาะปลูกในที่ดินอีก ซึ่งบริษัทถือว่าเป็นค่าเช่าพื้นที่ ด้วยวัยที่ชราแล้วและถูกดำเนินคดีจึงเกิดความเครียด เพราะทราบมาว่าก่อนหน้านี้ที่เกิดเหตุการณ์ยิงข่มขู่เพื่อไล่ชาวบ้านนั้น ผู้มีอิทธิพล และนักการเมืองบางกลุ่มในจังหวัดมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จึงไม่อาจจะไปต้านทานอิทธิพลใด ๆ ได้

การที่มีจำเลยสามรายที่เสียชีวิตลงก่อนจะถูกตัดสิน แสดงให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่มีความล่าช้า ไม่คำนึงถึงหลักความเป็นจริง เพียงแค่ยึดถือเอกสารเป็นหลักฐานสำคัญในการตัดสินคดี

นี่เป็นเพียงคดีเดียวหรือแค่ครัวเรือนเดียวเท่านั้นที่มีความคืบหน้าในการไกล่เกลี่ยขณะนี้ ยังคงเหลือชาวบ้านอีก 6 ราย 4 คดีที่คดียังไม่ได้ไกล่เกลี่ย

สำหรับแนวทางในอนาคต กลุ่มชาวบ้านที่รวมตัวกันเข้าร่วมกับสกน. จะขอซื้อที่ดินกลับคืนจากบริษัทฯ โดยใช้เงินจากธนาคารที่ดิน ซึ่งยังรอโครงการนำร่องให้สำเร็จลุล่วงไปได้ก่อน ทั้งในพื้นที่จังหวัดลำพูน และเชียงใหม่

สุดท้ายแล้วบทเรียนครั้งนี้อาจสรุปได้เหมือนกรณีเดิม ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และลำพูน ในแง่ที่ว่ามีความเป็นไปได้ที่จำเลยในทั้ง 5 คดี อาจต้องติดคุก บทความนี้อาจจะเหมือนเป็นการพายเรืออยู่ในอ่าง ที่คร่ำครวญถึงปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดิน และสุดท้ายก็หาคำตอบไม่เจอเหมือนเดิมว่าควรจะแก้ปัญหานี้อย่างไร หรือทางออกไหนดีที่สุดกันแน่ ในเมื่อส่วนหนึ่งมันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรม  แต่บทความชิ้นนี้ไม่อาจไปได้ไกลกว่าการได้ให้บทเรียนบางอย่างต่อสังคม นั่นคือการเผยสะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและเอกชนนี้

ในขณะที่เวลายังเดินต่อไปข้างหน้าเรื่อย ๆ หากแต่ว่าชาวบ้านไม่มีทางออกที่จะแก้ไขปัญหาได้ ก็จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น หาที่อยู่และที่ทำกินใหม่ไม่ได้ในเร็ววัน ไม่ทำการรื้อถอนทรัพย์สิน และย้ายออกจากพื้นที่พิพาทนี้ อาจจะถูกดำเนินคดีที่ไม่ทำตามคำสั่งของศาลและกรมบังคับคดี และอาจจะต้องติดคุก เพราะอยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่คำนึงถึงหลักฐานที่เป็นเอกสารเป็นหลัก มากกว่าคำนึงถึงข้อเท็จจริง.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,709 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.