• 20 สิงหาคม 2560 - 18:32 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี: วิกฤตสิทธิชุมชนกับอำนาจนิยมในทรัพยากร

 วันที่ 14 กันยายน 2559 - 04:43 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 5,108 ครั้ง พิมพ์

 

วันนี้ 14 ก.ย. 2559 ที่ห้องประชุมสีฟ้า คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดเสวนา "วิกฤตสิทธิชุมชนกับอำนาจนิยมในทรัพยากร" ตลอดบ่ายวันนี้ รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี หนึ่งในวิทยากรในการเสวนานำเสนอประเด็น ดังต่อไปนี้

รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี เกริ่นนำว่า เรื่องที่จะนำเสนอในวันนี้ เป็นเรื่องที่ใหญ่/กว้างกว่ากรณีแก่งกระจาน เพื่อทำความเข้าใจกับรากเหง้าของปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ของทรัพยากรชุมชน

เรามักได้ยินคำพูดที่กล่าวว่า ไม่ว่ารัฐบาลไหน ก็กวาดจับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในป่า ไม่ต่างกัน จะรัฐบาลประชาธิปไตย หรือเผด็จการก็ตามที  ดังนั้น ระบอบการเมืองเช่นไร หรือรัฐบาลประเภทใด ก็ไม่ได้มีนัยยะอะไรที่แตกต่างสำหรับชาวบ้าน หรือคนจนในเขตป่า

คำกล่าวและความเชื่อประเภทนี้ มีปัญหาอย่างมาก และเป็นความเชื่อที่เป็นมูลฐานสำคัญของความล้มเหลวของขบวนการสิทธิชุมชนในไทย สิ่งที่จะพูดในวันนี้ คือ การพยายามชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงของอำนาจนิยมในทรัพยากร เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบอบการเมืองที่ regime ของทรัพยากรดำรงอยู่ และวิกฤตของสิทธิชุมชน เป็นผลพวงของระบอบการเมืองแบบเผด็จการ

หลายคนคงไม่ทราบว่า แนวทางการจัดป่าแบบปลอดคนจนนั้น ริเริ่มในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยรัฐบาลเผด็จการทหารในยุคนั้น สนิทแนบแน่นกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา และอยากที่จะนำประเทศที่ด้อยพัฒนาอย่างไทย ให้ศิวิไลซ์เหมือนอเมริกา โดนไม่เคยดูต้นทุนของประเทศว่า เป็นอย่างไร จักรวรรดินิยมอเมริกัน เข้ามาสร้างป่าอุทยานแห่งชาติ แห่งแรกของไทยขึ้นที่ป่าเขาใหญ่ในปี  2505  แถมตัดถนนของตัวเอง ตั้งชื่อว่า ถนนธนะรัชต์ แยกจากถนนมิตรภาพเข้าไปในเขาใหญ่อีกต่างหาก

ป่าอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของไทย จึงเป็นป่าที่ไปลอกเลียนมาจาก Yellow Stone (1872) ของอเมริกา ซึ่งหลายท่านก็ทราบดีว่า เป็นโมเดลป่าปลอดคนที่มีประวัติศาสตร์ขับไล่ชนพื้นเมือนอินเดียนที่ใช้ประโยชน์ในเขตป่ามากว่า 11,000 ปี และเป็นป่าที่ใช้กองกำลังทหารในการบริหารจัดการเป็นเวลากว่า 30  ปี ก่อนจะถ่ายโอนอำนาจให้กับทางอุทยาน (น่าสนใจที่ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและใช้ประโยชน์จากป่าของชนพื้นเมืองอินเดียน ถูกระบุในประวัติศาสตร์ของป่าเยลโลสโตนด้วย)

การจัดตั้งป่าอุทยานแห่งชาติในไทย มีนัยยะที่สำคัญในเชิงอำนาจที่จำเป็นต้องเข้าใจให้ตรงกัน มันเป็นป่าที่ถือกำเนิดขึ้นโดยรัฐราชการ ที่ใช้อำนาจเผด็จการในการแย่งชิงอำนาจในการใช้ประโยชน์จากประชาชนมาไว้ในมือของกลุ่มข้าราชการ เทคโนแครต ของกรมป่าไม้ และกรมอุทยาน และอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นป่าปลอดคน เพราะป่าประเภทนี้ ปลอดเฉพาะคนจนเท่านั้น ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ชนชั้นกลางไปเที่ยว และนั่นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจ ที่เหตุใด ชนชั้นกลาง กลุ่มอนุรักษ์ในเมือง จึงเป็นฐานสนับสนุนที่สำคัญของป่าประเภทนี้

หากย้อนกลับมาดูพัฒนาการของการจัดการป่าอุทยานของสหรัฐ ซึ่งเป็นต้นแบบของไทย เราจะพบทิศทางที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ในไทย มีทิศทางที่รวมศูนย์และให้อำนาจแก่ราชการมากขึ้นเรื่อยๆในการควบคุมป่า ในสหรัฐฯ เราจะเห็นพัฒนาการของการกระจายอำนาจการจัดการไปยังชนพื้นเมืองในการจัดการอุทยาน ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา  กม.อุทยานและการจัดการอุทยานของสหรัฐ ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากไทย เพราะไทยไปลอกเลียนเขามา กล่าวคือ ห้ามมิให้มีการเข้าไปใช้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง และอำนาจรวมศูนย์อยู่ที่รัฐ ไม่รับรองสิทธิตามประเพณีของชนพื้นเมืองอินเดียนที่อยู่มาก่อน ย้ายคนเหล่านี้ไปอยู่ในเขตสงวน แต่ในสองร้อยปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ที่น่าสนใจ ในปี 1994 มีการออกกฎหมายที่เรียกว่า  Tribal Self Governance Act หรือกฎหมายปกครองตนเองของชนเผ่า ที่อนุญาติให้ชนพื้นเมืองสามารถยื่นจดหมายร้องขอ ( petition) ที่จะบริหารจัดการพื้นที่ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมของตนเองได้ ซึ่งรวมถึงพื้นที่ในเขตป่าอุทยานที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึง Yosemite, Redwood, Mount Rainier มีการปรับกฎหมายที่ทำให้อุทยาน สามารถอนุญาตให้ชนพื้นเมืองเข้าไปเก็บหาของป่าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น พืชท้องถิ่นที่เรียกว่า Rock Mat โดยชนเผ่านาวาโฮ ใน Walnut Canyon National Monument in Arizona ในอุทยานแห่งชาติ Joshua Tree หัวหน้าอุทยานกล่าวกับสาธารณชนว่า อุทยานจะทำงานร่วมกับชนพื้นเมืองในการสร้างกระบวนการที่จะเอื้ออำนวยให้ชาวบ้านสามารถเข้ามาเก็บหาของป่าที่เคยใช้สำหรับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา”

รศ.ดร.ปิ่นแก้ว นำเสนอต่อไปว่า เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ผู้อำนวยการกรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ Jonathan Jarvis ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า การห้ามมิให้ชนดั้งเดิมในป่าได้ใช้ประโยชน์จากป่านั้นเป็นสิ่งที่ผิด และจำเป็นต้องมีการแก้ไข โฆษกของกรมอุทยานแห่งชาติได้ระบุถึงท่าทีของผู้อำนวยการกรมอุทยานแห่งชาติว่า

“ผู้อำนวยการ Jarvis มีประสบการณ์อย่างลึกซึ้งในการทำงานในป่าอุทยานที่ซึ่งความผูกพันระหว่าง ชนพื้นเมืองอเมริกันและแผ่นดินที่ปัจจุบันกลายมาเป็นอุทยานแห่งชาติ ดำเนินมาอย่างไม่เคยขาด สะบั้น ท่านเชื่อว่าการรักษาความผูกพันดังกล่าวไว้ จะสามารถเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่า ในขณะที่ช่วยสนับสนุนวัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่า และยังเปิดโอกาสให้กับชาวอเมริกันได้ เข้าใจประวัติศาสตร์ของชนพื้นเมืองอเมริกันได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย” (Goldstein 2013:72)

การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ paradigm การจัดการอุทยานในสหรัฐ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะแม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบกับแคนาดากับออสเตรเลียแล้ว จัดว่ายังล้าหลังในเรื่องการพัฒนาระบอบสิทธิที่ให้ชนพื้นเมืองสามารถจัดการป่าด้วยตนเองได้ แต่ก็อยู่ในแนวทางปฏิรูปที่ดำเนินรอยตามทิศทางนั้น  การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เกิดขึ้นได้ ก็เพราะในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างชนพื้นเมืองกับอุทยาน ประทุขึ้นในหลายแห่ง กระบวนการต่อรอง และผลักดันให้อุทยานยอมรับสิทธิในการจัดการป่า ได้ทำให้เกิดแนวคิดเรื่อง Tribal National Parks หรือ "อุทยานแห่งชาติชนเผ่า" ขึ้น ซึ่งนับเป็นแนวทางใหม่ในการจัดการป่าอุทยานของสหรัฐฯที่ให้สิทธิแก่ชนพื้นเมืองในประเทศได้สามารถบริหารจัดการป่าด้วยตนเอง อุทยานแห่งชาติแห่งแรก ที่จะริเริ่มนำโมเดลนี้มาใช้คือ Badlands National Park ใน South Dakota ได้ริเริ่มมอบสิทธิให้กับกลุ่มชนพื้นเมืองในการจัดการป่าบางส่วนของอุทยานที่แยกออกจากการบริหารของเจ้าหน้าที่อุทยาน ซึ่งนับเป็นแนวทางที่ก้าวหน้าอย่างมากนับตั้งแต่ประวัติศาสตร์การจัดการป่าแบบ Yellow Stone เมื่อหลายทศวรรษก่อน

การถ่ายโอนสิทธิ  ก็เป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป คือ มีการนำชาวบ้านมา train ให้รู้จักการบริหารจัดการพื้นที่ป่าที่มีประสิทธิภาพเสียก่อน จนมีศักยภาพพอแล้ว เจ้าหน้าที่อุทยานก็จะค่อยๆถอนบทบาทออกไป และที่สำคัญ งบประมาณในการจัดการอุทยานในส่วนของชนพื้นเมืองนั้น รัฐเป็นผู้สนับสนุน (ภาษีของประชาชน)

โปรดสังเกตว่า โมเดลดังกล่าว เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และแผนแต่ละที่ ต้องผ่านวุฒิสภา ซึ่งสำหรับสหรัฐแล้ว ถือเป็น Watershed สำคัญของปวศ.อุทยานแห่งชาติอเมริกัน เพราะเป็นการส่งผ่านอำนาจที่ผูกขาดการจัดการของรัฐ ไปสู่มือของชนพื้นเมืองผู้เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

คำถามคือ เหตุใด ป่าอุทยานสหรัฐจึงมีทิศทางดังกล่าว แล้วของไทย ซึ่งลอกเลียนแบบเขามา จึงมีทิศทางไปในทางตรงข้าม ประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้ บอกกับเราว่า นิเวศน์วิทยาสัมพันธ์กับระบอบการเมือง อย่างแยกไม่ออก ในสังคมประชาธิปไตยแบบอเมริกา ที่ซึ่งการต่อสู้ รวมกลุ่มของชนพื้นเมือง ในการต่อรองกับราชการรวมศูนย์แบบอุทยาน ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในหลายทศวรรษ และสร้างพลังในการพัฒนาฉันทมติในการกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรลงสู่ชนเผ่า  พลังดังกล่าว มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนทิศทาง หรือกระทั่งแนวคิดในการมองป่าในหมู่ข้าราชการป่าไม้ของอเมริกัน  และขบวนการ tribal network เกิดขึ้นและเติบโตได้ ก็ภายใต้ระบอบการเมืองที่ก้าวหน้า เป็นประชาธิปไตย

ในกรณีของไทย การผูกขาดอำนาจการจัดการทรัพยากรในมือของรัฐราชการมาเป็นเวลานาน ถูกทำให้แย่ลง ด้วยรัฐประหารซ้ำซาก ซึ่งทำให้ระบอบการเมืองกลายเป็นศูนย์รวมอำนาจของเหล่าราชการเพิ่มมากขึ้น  หากจะมีช่วงเวลาที่สิทธิชุมชนจะโผล่ออกมาหายใจได้ ก็ช่วงสั้นๆ ที่ปลอดทหาร ที่ประชาชนสามารถมีอำนาจ ในการผลักเรื่องนี้ให้เป็นที่ยอมรับในรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่ก็ถูกทำลายลงจากรัฐประหารในเวลาต่อมา  เราต้องตระหนักว่า ขบวนการสิทธิชุมชนของไทยนั้น อยู่ในยุคเริ่มต้น เพิ่งจะตั้งไข่ ของสหรัฐนั้น เขาสู้กันมาหลายทศวรรษมาก ของเรา เพิ่มเริ่มต้นเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา  และต้องต่อสู้กับระบอบราชการ/อำนาจนิยมในทรัพยากร ที่ไม่ใช่แค่กรมป่าไม้ หากแต่ระบอบนี้มันฝังและแทรกซึมเข้าไปในหลายองคาพยพของสถาบันราชการในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถาบันยุติธรรม ที่เป็นผู้คำ้จุนกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ราชการในการครองอำนาจเหนือทรัพยากร นักการเมือง ตลอดจนกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นกลุ่มที่สนับสนุนอุดมการอำนาจนิยมในทรัพยากรที่สำคัญมาก ถ้ายังจำบทบาทของกลุ่มเหล่านี้ ในการต่อสู้เรื่องพรบ.ป่าชุมชนกันได้

การที่ระบอบการเมืองที่มีฐานประชาชนเป็นหลักสำคัญ ถูกล้มครั้งแล้วครั้งเล่า รัฐธรรมนูญที่เคยมีที่ทางให้กับสิทธิชุมชน ถูกฉีก และแทนที่ด้วย กฎหมายที่ริดรอนสิทธิและอำนาจของประชาชน

จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจ ที่หลังรัฐประหารทีไร เราจะเห็นกองทหารดาหน้าเข้าไปในเขตป่า ขับไล่ประชาชนออกจากพื้นที่ทำกิน  หรือมิเช่นนั้น เจ้าหน้าที่อุทยาน ที่ปฏิบัติตัวราวกับเป็นทหาร เผาบ้านเรือนชาวบ้าน ขับไล่ จับกุมผู้คน ที่ทำมาหากินในป่า ราวกับคนเหล่านี้ไม่ใช่คน  ภาพเหล่านี้ เคยเกิดในเยลโลสโตน ในศตวรรษที่ 19 เมื่อสองร้อยปีมาแล้ว

ไม่มีทหาร หรือป่าไม้ในโลกที่เจริญแล้ว เขาทำกับประชาชนในเขตป่าเช่นนี้ และไม่มีระบบยุติธรรมที่ไหนในโลกที่เจริญแล้ว สนับสนุนการกระทำเช่นนี้ด้วย militarization of national park หรือการทำให้พื้นที่ป่าอุทยาน กลายเป็นพื้นที่ทางการทหาร ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เกิดขึ้นก็ด้วย ระบอบการเมืองที่ถอยหลังเข้าคลอง และด้วยระบอบการเมืองประเภทนี้เท่านั้น ที่สามารถทำให้ระบอบทรัพยากร กลายเป็นระบอบที่เป็นศัตรูกับประชาชน น่าเสียดายที่เรื่องนี้ กลายเป็นจุดที่มืดบอดและมองไม่เห็น หรือไม่ถูกทำความเข้าใจ

การต่อสู้กับอำนาจนิยมในการจัดการทรัพยากร คือ การต่อสู้กับการผูกขาดอำนาจของรัฐราชการ และระบอบราชการที่ครองอำนาจนำในสังคมไทย และหนทางในการต่อสู้ในเรื่องนี้ มีอยู่ทางเดียว คือการทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย ทำให้กลุ่มองค์กรชนเผ่าทั้งหลาย มีเสรีภาพ ที่จะจัดตั้ง รวมตัว และเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อต่อรอง และเรียกร้องสิทธิของตนได้ มีแต่หนทางนี้เท่านั้น ที่จะค่อย ๆ ปฏิรูปทิศทางของการจัดการทรัพยากรให้ไปสู่มือของประชาชนได้.

อ่าน... อานันท์-ชยันต์-อรรถจักร์ ร่วมถก “วิกฤตสิทธิชุมชนกับอำนาจนิยมในทรัพยากร"

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,391 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.