• 24 มิถุนายน 2560 - 03:48 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

อานันท์-ชยันต์-อรรถจักร์ ร่วมถก “วิกฤตสิทธิชุมชนกับอำนาจนิยมในทรัพยากร"

 วันที่ 14 กันยายน 2559 - 18:39 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,863 ครั้ง พิมพ์

 

14 ก.ย. 2559 ที่ห้องประชุมสีฟ้า คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดเสวนา "วิกฤตสิทธิชุมชนกับอำนาจนิยมในทรัพยากร" หลังจาก รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี หนึ่งในวิทยากรในการเสวนานำเสนอประเด็นไป ( “ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี: วิกฤตสิทธิชุมชนกับอำนาจนิยมในทรัพยากร”)

ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธ์ เสนอว่า นักกฎหมายควรใช้กฎหมายในแง่บวก และตัดสินคดีโดยใช้สิทธิต่างๆที่มากไปกว่าสิทธิทางกฎหมาย ส่วนนักสิทธิ์ควรใช้สิทธิชุมชนในแง่บวกด้วยไม่ใช่ยึดโยงกับความจนและคนไร้สิทธิเพียงอย่างเดียว

จากประสบการณ์ที่เคยเห็นเรื่องราวเหล่านี้มาเป็นเวลานาน(กรณีแก่งกระจาน) ระบบกฎหมายบ้านเรามีปัญหามาก ระบบยุติธรรมล้มเหลว  ถ้าระบบยุติธรรมจะมีความยุติธรรมต้องอาศัยความคิดหลายเรื่องมาก ไม่ใช่อาศัยเพียงหลักทางกฎหมายอย่างเดียว เพราะหลักกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นหลักประกันเรื่องความยุติธรรม แต่บ้านเราใช้หลักความยุติธรรมที่อิงเฉพาะหลักกฎหมาย เลยทำให้กระบวนการยุติธรรมแคบลงๆ จนกระทั่งเกิดการแข็งตัวไม่สามารถทำอะไรที่ช่วยขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงได้

“อันที่จริงกฎหมายมีความสำคัญมากในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาระบบกฎหมายใช้แต่ในเชิงลบเท่านั้น หรือพูดง่ายๆ ตามล่า ตามจับ แล้วก็จำกัดดูแลเฉพาะเรื่องลบ  ถ้าไม่เป็นปัญหาก็ไม่ทำงาน แต่เราไม่เคยใช้กฎหมายในเชิงบวก ถ้าเราไม่คิดอะไรในเชิงบวกก็จะเห็นแต่ด้านลบ”

มันไม่บวกอย่างไร ยกตัวอย่าง เราจะจับเฉพาะคนยากคนจน ถ้าเป็นคนรวย กฎหมายอาจให้รางวัล เช่น ให้เช่าต่อ หรือกรมอุทยานฯเข้าไปเช่าแทน แต่ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา ทำป่าชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องเชิงบวกเพราะช่วยรักษาป่า ก็ไปบอกว่าชาวบ้านทำป่าชุมชนในเขตป่า มันจึงกลายเป็นปัญหา

“ผมเคยไปนั่งคุยกับกรมป่าไม้ ปัญหารักษาดูแลป่าที่พบก็ปัญหาเดิม คือ หนึ่ง ขาดงบประมาณ สอง ขาดกำลังคน  ในเมื่อมีปัญหานี้ก็ยังจะหวงการจัดการดูแลป่า ซึ่งป่ามีมหาศาลทั่วประเทศ แทนที่จะแบ่งให้ชุมชนจัดการก็ดันไปจับ คุณไปให้รางวัลกับคนทำผิด แต่คนทำดีไปลงโทษ อันนี้เป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายเชิงลบ เราควรใช้กฎหมายในเชิงบวก ให้รางวัลกับคนทำดีบ้าง อันนี้เป็นประเด็นแรก”

สอง ในกฎหมายมีสิทธิอยู่คำเดียว คือ สิทธิทางกฎหมาย ทั้งโลกเขามีสิทธิหลายสิทธิ ถ้ามีแค่สิทธิทางกฎหมายแล้วมาบังคับใช้ด้วยสิทธิเดียว ก็ไม่รอด ในโลกนี้เริ่มมีสิทธิทางวัฒนธรรม ซึ่งสิทธิอันนี้ในประเทศที่เจริญแล้วเขาใช้กันมาก อย่างเช่น ประเทศแคนนาดา เขาออกกฎหมายอุทยานเหมือนกัน แต่กฎหมายอุทยานของเขาไม่เหมือนของเรา ของเราบอกทุกคนต้องถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งฟังแล้วดูดี แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วการจะทำให้เกิดความยุติธรรม ไม่ใช่อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมเสมอไป ดังนั้น กฎหมายแคนนาดา ประเทศเขาที่มีหลายชาติพันธุ์ จะมีการกั้นเขตสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองที่หากินในเขตป่า ทำในสิ่งที่คนผิวขาวทำไม่ได้ เพราะเขาให้ความสำคัญกับสิทธิทางวัฒนธรรม หมายความว่า สิทธิทางวัฒนธรรมกลายเป็นหลักคิดที่ใช้ในการออกกฎหมายด้วย

“กฎหมายเริ่มขยายวงออกไปยอมรับสิทธิอื่นๆ นอกเหนือสิทธิทางกฎหมาย  สิทธิอื่นๆในโลกก็มีอีกหลายสิทธิ เช่น สิทธิมนุษยชน สิทธิการใช้ประโยชน์ สิทธิการมีส่วนร่วม แต่เราเหลือเพียงสิทธิเดียว ดังนั้นกฎหมายไทยจึงล้มเหลว เพราะลดทอนสิทธิที่มันมีอยู่อย่างหลากหลายบนโลกนี้ มีประเทศไหนที่เจริญแล้วในโลกที่ใช้สิทธิเดียวในการบริหารประเทศทั้งประเทศได้  ประเทศเราเต็มไปด้วยคนที่หลากหลายทางวัฒนธรรม  ปากก็พูดถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม พหุวัฒนธรรม โธ่เอ๋ย ดีแต่พูด พูดแต่คำสวยๆ แต่ไม่เคยเอาเข้ามาใส่สมอง”

สิทธิทางวัฒนธรรม สิทธิมนุษยชนไม่เคยอยู่ในความคิดของการตัดสินคดี ซึ่งผู้พิพากษาควรใช้วิจารณญาณต้องเอาเข้ามาร่วมกับการตัดสิน ถ้าอ่านตามแต่หลักกฎหมาย ก็ไม่เข้าใจว่าจะมีไว้ทำไม เพราะเอาใครไปอ่านก็ได้ คุณต้องเอาสิ่งที่เป็นไปในสังคมมาประกอบ

คดีแม่อมกิ ที่จ. ตาก มีผู้พิพากษาท่านหนึ่งนำงานวิจัยวิถีปกาเกอะญอมาประกอบการพิจารณา เรื่องการใช้ที่ดินในเขตป่า ตนคิดว่าจะมีแนวโน้มที่ดี เพราะเริ่มมีการนำเอกสารอื่นมาใช้พิจารณา แต่ก็ยังอ้างว่า เป็นเอกสารราชการ เพราะได้รับงบวิจัยจากกระทรวงเกษตรฯ จึงรับไว้เป็นหลักฐานได้ แต่สุดท้ายพอขึ้นไปชั้นอื่นก็กลับมาเหมือนเดิมคือ ปฏิเสธ

"มันเป็นความล้มเหลวของระบบยุติธรรมและระบบกฎหมายไทย ที่ไม่สามารถจะเปิดรับฟังสิทธิอื่นๆที่มีในโลกนี้ได้ ระบบที่จำกัดตัวเองไว้ในโลกที่แคบๆ เป็นระบบที่มีปัญหามาก อันนี้เป็นการพูดแบบแฟร์ๆ ไม่ได้ไปด่าใคร โลกมันมีการเปลี่ยนแปลง ต้องปรับรับอะไรที่นอกเหนือไปจากสิ่งเดิมๆ"

สาม เป็นปัญหาที่ตัวนักสิทธิชุมชนเอง คือ มักจะโยงเรื่องสิทธิชุมชนกับความยากจน หรือพูดอีกอย่าง คือ ใช้สิทธิชุมชนในแนวทางขอร้องให้เห็นใจคนยากคนจน ซึ่งตนคิดว่าเป็นแนวทางที่ถูกครึ่งเดียว และที่ผ่านมาเรามักจะแสดงว่า สิทธิชุมชนปกป้องสิทธิคนยากจน หรือคนแตกต่างทางวัฒนธรรม คนชายขอบ คนที่ไร้อำนาจ มันจึงเป็นการพูดถึงสิทธิชุมชนในแง่ลบเช่นกัน หรือเพียงด้านเดียว ทั้งที่จริงแล้วสิทธิชุมชนนำไปสู่การเคลื่อนไหวเชิงบวกได้

“สังคมจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้ต้องใช้พลังทางสังคมทั้งหลายในเชิงบวก ไม่ใช่ในเชิงลบ โดยสิทธิชุมชนเป็นเรื่องบวก แต่ที่ผ่านมาไม่เห็นใครใช้ในเชิงบวกเลย ใช้แต่ด่าคนอื่น”

“เรามักจะบอกว่า เราอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้มาหลายสิบปี  ที่เป็นอย่างนั้น รายได้ประชาชาติไทยไม่เพิ่มขึ้น เพราะ เราไม่สามารถจัดการเรื่องสิทธิในประเทศเราได้อย่างลงตัว เรื่องหลักสิทธิสำคัญมาก เมื่อเราจัดการเรื่องสิทธิไม่ได้ก็ก่อให้เกิดสิ่งที่เป็นปัญหาในระบบเศรษฐกิจ คือ การเก็งกำไรอย่างมหาศาล นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า High rent ค่าเช่าทางเศรษฐกิจที่สูงมาก เราปล่อยให้มีส่วนเกินที่คนไม่ควรได้เยอะมาก เพราะเราปล่อยช่องโหว่สิทธิ ดังนั้น เรื่องสิทธิเชิงบวกจะมาอุดช่องว่าง แต่เราเอามาอุดไม่ได้ เพราะเราใช้อยู่สองสิทธิคือ สิทธิของรัฐกับสิทธิของปัจเจก”

สิทธิชุมชนจะเป็นสิทธิที่มาช่วยอุดช่องโหว่ที่เกิดจากตลาดในยุคเสรีนิยมใหม่ ซึ่งไม่ใช่ตลาดเสรีตามแนวคิด แต่เป็นตลาดที่รัฐอุดหนุนมาโดยตลอด และเป็นตลาดเก็งกำไรเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุนบางกลุ่มที่เข้าไปสัมพันธ์กับรัฐ

ในแง่ดีของสิทธิชุมชนไม่ใช่แค่ปกป้องคนจน แต่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมและจำกัดการทำงานของตลาดที่ตอบสนองคนบางกลุ่ม

“ประเทศจะเคลื่อนออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้ มีทางเดียวคือ ต้องสร้างมาตรการและกลไกทางสังคมไทย โดยนำสิทธิชุมชนมาช่วย  ถ้าไม่เอามาเราก็จะตกอยู่ในประเทศกับดักรายได้ปานกลางไปตลอดกาล เช่น ถ้าเรามีโฉนดชุมชน ซึ่งซื้อขายไม่ได้ ถามว่าจะช่วยลดการเก็งกำไรไหม ไม่ใช่เพียงแค่รูปแบบนี้รูปแบบเดียว แต่เป็นรูปแบบอื่นๆด้วย เช่น ปกป้องวิถีชีวิตคนบางกลุ่ม  ปกป้องป่า ฯลฯ”

"ที่ผ่านนักสิทธิชุมชนใช้ สิทธิชุมชนด้านเดียว คือด้านลบ  ทั้งที่หลักสิทธิชุมชนสามารโน้นน้าวให้คนทั้งประเทศมาสนับสนุนได้ และยังบรรจุในรัฐธรรมนูญมาสองฉบับแล้ว ซึ่งยังไม่ค่อยมีใครเห็นความสำคัญของ "สิทธิชุมชน" เพราะเราใช้ในแง่เดียวมาโดยตลอด ซึ่งตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย"

"เราใช้สิทธิชุมชนแต่เพียงด้านลบ ใช้ปกป้องเพียงแค่คนที่เราอยากปกป้อง แต่เรายังไม่ได้ใช้สิทธิชุมชนในทางที่เกื้อหนุน สนับสนุนขับเคลื่อนเพื่อจัดการกลไกตลาด เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของเราไปสู่เศรษฐกิจที่มันเจริญกว่านี้"

 

ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ เสนอว่า หน่วยงานรัฐมีส่วนทำให้กระบวนการเคลื่อนไหวอ่อนแอลงและมักยึดโยงเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานราชการด้วยกันเอง โดยขาดความเข้าใจในพื้นที่

รัฐบาลไทยไม่ยอมรับว่า ประเทศไทยมีชนพื้นเมือง เวลาเราประชุมกับนักวิชาการหรือองค์กรพัฒนาเอกชนต่างประเทศ เขาถามว่าเรามีชนพื้นเมืองหรือไม่ รัฐบาลไทยหรือกระทรวงต่างประเทศบอกว่าไม่มีคนพื้นเมือง ทั้งๆที่มีคนอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มานาน อย่างภาคเหนือก็จะมีลัวะ ในที่อื่นก็มีมอญ เขมร คนกะเหรี่ยง ชาวเล ล้วนแต่อยู่มาก่อนทั้งสิ้น แต่รัฐบาลไทยไม่ยอมรับว่า เรามีชนพื้นเมือง  โดยมีการยุบสถาบันวิจัยชาวเขา ในทศวรรษที่ 2540 โดยรัฐอ้างว่าไม่มีชาวเขาอีกต่อไปแล้ว

รัฐบาลไทยไม่ยอมลงนามในข้อตกลงว่าด้วยผู้ลี้ภัย ซึ่งเป็นข้อตกลงตั้งแต่ปีค.ศ. 1951 แก้ไขปีค.ศ. 1952 เพราะฉะนั้นรัฐบาลไทยจึงมองผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่าหรือประเทศเพื่อนบ้านในฐานะที่เป็นผู้พลัดถิ่นจากการสู้รบ ไม่เคยยอมรับว่าเขาเป็นผู้ลี้ภัย การปฏิบัติต่อคนเหล่านี้จึงมีปัญหาในเชิงมนุษยธรรม เช่นว่า ไม่ยอมให้เขาเดินทางออกจากนอกค่ายผู้ลี้ภัย หรือยอมให้พวกเขาออกมาทำงาน หรือแม้กระทั่งรับรองการศึกษาของคนเหล่านี้

ดังนั้น ตนจึงไม่ค่อยแปลกใจ เมื่อมีเหตุการณ์ กรณีที่แก่งกระจาน ดาราอั้ง ปะหล่องที่แม่จร อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่  ชาวเลที่หาดราไวย์ที่ภูเก็ต ซึ่งได้ถูกระทำโดยอำนาจนิยมในลักษณะคล้ายกัน

กรณีหาดราไวย์ ถึงแม้ทหารจะไม่ได้เข้าไปปฏิบัติการ แต่รายงานที่เราพบหรือภาพที่เราเห็น คือ มีชายฉกรรจ์แต่งตัวคล้ายทหาร 100 กว่าคน เดินทางเข้ามาในพื้นที่แล้วใช้กำลังและความรุนแรงกับชาวเลที่เป็นทั้งผู้หญิงและคนสูงอายุจนบาดเจ็บ

นอกจากเรื่องกฎหมายและระบบคิดเรื่องการจัดการทรัพยากรในการประกาศเขตอุทยาน ส่วนตัวเห็นว่า เรามีปัญหาอีกประการ คือ ถ้าดูจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเฉพาะแต่ปัญหาเรื่องศาล กรมป่าไม้ฯ หรือกรมอุทยานฯเพียงอย่างเดียว แต่หน่วยงานอื่นก็มีบทบาททั้งทางตรงหรือทางอ้อมในการทำให้กระบวนการของประชาชนอ่อนแอ เช่นว่า ในช่วงหลังปี 2540 มีรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ให้โอกาสคนท้องถิ่นได้รวมตัวกัน อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ได้เข้ามาสนับสนุนองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับพี่น้องชาติพันธุ์รวมตัวกันเป็นเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง  เป็นที่น่าสังเกตว่า เครือข่ายฯก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาสิทธิชุมชน หรือการปกป้องสิทธิของพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองอย่างที่ควร  ทั้งที่มี กะเหรี่ยง ชาวเล ดาราอั้ง ปะหล่อง รวมอยู่ด้วย

การจัดตั้งเครือข่ายของพม.จึงเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนสร้างเครือข่าย ทำให้เห็นความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยมากกว่า จนมีการตั้งสภาชนเผ่าพื้นเมืองขึ้นมา มันสะท้อนส่วนที่พม.ต้องการจะสนับสนุน โดยขยายบทบาทของพม.ให้มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลสภาชนเผ่าพื้นเมือง จนกลายเป็นข้อขัดแย้งของผู้นำชนเผ่าพื้นเมือง นี่เป็นวิธีการในการเข้าไปพัฒนาหรือให้สิทธิแก่ชนพื้นเมือง กลายเป็นว่า ทำให้กระบวนการอ่อนแอลงไป

กรณีของชาวเลหาดราไวย์ เป็นตัวอย่างที่ชัดว่า ชาวเลแม้ว่าจะมีชีวิตอยู่ในทะเล แต่ในหน้ามรสุม ชาวเลจะต้องมีที่พักพิงอยู่อาศัย และที่หาดราไวย์ก็มีชุมชนตั้งมาอย่างยาวนาน เด็กของชุมชนนั้นก็เข้าโรงเรียนรัฐที่รัฐไปจัดตั้งให้ แน่นอนว่าเขาไม่ได้มีโฉนดที่ดินแสดงความเป็นเจ้าของเช่นเดียวกับกลุ่มอื่นๆที่ใช้เกาะเป็นที่อยู่อาศัย

“ในระยะหลังที่กรมอุทยานฯต้องการโปรโมทเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อหารายได้ ก็มีแผนเก็บหมู่บ้านชาวเลบางแห่งไว้เป็นตัวอย่าง แต่ส่วนใหญ่แล้วหมู่บ้านของชาวเลจะถูกยึดไป ที่ของพิธีกรรมก็ถูกเบียดขับ แม้กระทั่งหลุมฝังศพของบรรพบุรุษก็ยังถูกแย่งยึดไปเพื่อที่จะเอาไปสร้างรีสอร์ท โรงแรม แม้กระทั่งพื้นที่ในการจับปลาใกล้กับเกาะที่ถูกประกาศเป็นเขตอุทยาน ชาวเลก็ไม่สามารถเข้าไปจับปลาตรงนั้นได้”

ถ้าเรามองดูประสบการณ์ของพี่น้องชาวเล ชาวมอแกน หรืออูรักลาโว้ยจะมีปัญหาความขัดแย้งของกรมอุทยานแห่งชาติ ซึ่งกรมอุทยานก็มีผลประโยชน์กับการท่องเที่ยวด้วย

กรณีแก่งกระจาน เราไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน แต่เรารู้ว่ามีไร่ขนาด 100-200 ไร่ ชื่อคล้ายๆกับหัวหน้าอุทยานอยู่ในเขต และในปี 2550 เป็นต้นมามีเรื่องราวของการตัดไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ไม่มีเลื่อยยนต์ มีแต่มีดกับปืนแก๊ป จะไปตัดไม้ขนาดใหญ่ได้อย่างไร นอกจากนี้ยังมีโครงการปลูกเถาวัลย์ในป่า ซึ่งมันน่าตลก เพราะในป่ามีเถาวัลย์อยู่แล้วก็ยังเข้าไปปลูก แน่นอนว่าเราไม่ทราบว่ามีงบประมาณที่เข้าไปเท่าไหร่ ช่วงนั้นมีข่าวเรื่องช้างป่าถูกฆ่าตายหลายตัว เรื่องราวก็ออกไปทำนองว่าคนกะเหรี่ยงที่อยู่ในป่าเป็นคนฆ่า

เพราะฉะนั้น  เขตอุทยานฯไม่ได้เป็นแค่เพียงการใช้อำนาจในการกดขี่หรือไล่คนออกจากป่า แต่มันมีการใช้อำนาจของการเป็นเจ้าหน้าที่ในเขตอุทยานแสวงหาประโยชน์ และเราไม่สามารถไปล่วงรู้ได้ หรือถ้าไปรับรู้ก็อาจจะมีการฆาตกรรมอย่างกรณีบิลลี่ที่มีการอุ้มหาย

ในกรณีแก่งกระจานที่ศาลตัดสินว่า ไม่ได้เป็นชุมชนดั้งเดิมเพราะไม่มีรูปแบบชุมชน คนที่สนใจเรื่องสิทธิชุมชน หรือคนที่เรียนสังคมวิทยา-มานุษยวิทยามา ต้องหันมาตั้งคำถามว่า ความหมายของคำว่า "ชุมชน" ทั้ง “ชุมชนท้องถิ่น” และ “ชุมชนดั้งเดิม” มีความหมายอย่างไร 

“ผมคิดว่า ศาลพิจารณาคดีโดยไม่เคยเข้าไปในพื้นที่ และมองชุมชนท้องถิ่นแบบในเมืองที่มีบ้านหลายหลังอยู่รวมกัน มีผู้ใหญ่บ้าน มีการจัดการทรัพยากรร่วมกัน แต่ไม่ได้มองว่าวิถีการทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงที่นั้นเป็นแบบแผนของการตั้งถิ่นฐานของชุมชน”

หรือศาลอาจจะคิดถึงการทำไร่หมุนเวียนของกะเหรี่ยงทั่วไป หมายความว่า ต้องมีคนกะเหรี่ยงตั้งหมู่บ้านรวมกันและมีพื้นที่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านเข้าไปทำไร่หมุนเวียน อาจจะทำหนึ่งปีเว้นไปสามปี หรือ 5 ปี

แต่ในกรณีของแก่งกระจานคล้ายกับเวียดนาม เขมร และลาว คือหมู่บ้านไม่ได้อยู่เป็นที่ที่เดียว แต่จะย้ายบ้านไปพร้อมๆกับการทำไร่หมุนเวียน และในเวียดนาม ลาว เขมร ถ้าพื้นที่ไหนมีโรคระบาด หรือมีคนตายในบ้านหลังหนึ่งก็จะย้ายบ้านเพื่อที่จะไม่ให้เกิดการติดเชื้อโรคขึ้นมา หรือเขาจะย้ายบ้านไปเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งมากขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีการทำไร่และย้ายบ้านตามไปด้วยไม่ได้หมายความว่าไม่ได้อยู่เป็นชุมชน ถ้าไปถามกะเหรี่ยงที่บางกลอย เขาไม่ได้อยู่เป็นชุมชนหนาแน่นขนาดร้อยหลังคาเรือน อยู่เป็นกลุ่มเล็กๆกระจายอยู่ตามแม่น้ำเพชรที่ไหลลงมาสู่บางกลอยข้างล่าง ทุกคนมีความทรงจำเกี่ยวกับพื้นที่ที่บรรพบุรุษอาศัยอยู่ คนเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับคนข้างล่าง เพราะต้องเดินทางจากต้นน้ำลงมาซื้อเกลือที่ด้านล่าง และนำพริกหรือนำผึ้งมาขาย

ดังนั้น จะบอกว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนเร่ร่อนไม่ตั้งชุมชนอยู่ ก็สะท้อนให้เห็นปัญหาถึงความไม่เข้าใจแบบแผนการดำรงชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆที่หลากหลาย ส่วนหนึ่งก็เป็นความล้มเหลวของราชการที่ไม่ได้ส่งเสริมให้มีการวิจัยในเรื่องนี้

“คนเหล่านี้อยู่ก่อนประกาศเขตอุทยานฯ เพราะมีหลักฐานในสมุดราชบุรี สมัยรัชกาลที่ 6 ระบุว่า ในพื้นที่บริเวณนี้มีกะเหรี่ยงและกะหร่าง และที่สำคัญกรมประชาสงเคราะห์ได้เข้าไปแจกเหรียญชาวเขาเมื่อประมาณปีพ.ศ. 2512 แสดงถึงการยอมรับว่า มีคนเหล่านี้อยู่ในเขตพื้นที่ก่อนประกาศเป็นเขตอุทยานฯส่วนการตั้งชุมชนอย่างไร หนาแน่นแค่ไหนอาจแตกต่างไปจากกะเหรี่ยงที่อื่น เพราะมีประชากรน้อย จึงกระจายตัวเป็นกลุ่มเล็กๆสามสี่หลัง แต่ละกลุ่มรู้จักกันเป็นอย่างดี”

ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยทำให้การวินิจฉัย หรือการตัดสินของระบบยุติธรรมมันโอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง อย่างกรณีของชาวเลที่หาดราไวย์ ทางชาวบ้านได้ขอร้องกับกรรมการสิทธิและดีเอสไอให้ไปพิสูจน์ว่า กลุ่มชาวเลตั้งมาอยู่นานแค่ไหน ดีเอสไอได้ติดต่อให้นักโบราณคดีไปขุดดูใต้บ้านของชาวเล แล้วพบว่ามีโครงกระดูกที่นั้น และโครงกระดูกนี้ ดีเอสไอก็ไม่ไว้ใจที่จะส่งไปพิสูจน์ที่ศูนย์นิติเวชประเทศไทย เพราะกลัวมีการสลับ จึงส่งไปพิสูจน์ที่อเมริกา ผลปรากฏว่า DNA ของโครงกระดูกตรงกับชาวเล 11 ครอบครัว เป็นหลักฐานว่า พื้นดินนี้มีชาวเลอยู่มาก่อนแล้ว แต่ข้อมูลดังกล่าวนี้ รวมถึงการสืบประวัติของชาวบ้านเอง กรมที่ดินฯไม่ยอมรับ ศาลก็ไม่ยอมรับหลักฐานทางวิชาการ แต่ถือว่าผู้อ้างสิทธิมีโฉนดที่ดินแสดงความเป็นเจ้าของ ทั้งที่เอกสารนี้มาอย่างไร ใครเป็นคนออก ศาลจะไม่ถามที่มาที่ไป ทั้งที่ออกทับทางสาธารณะที่เป็นชายหาด

“ภายใต้อำนาจนิยมและทุนนิยมแบบเสรีนิยมใหม่มันยิ่งทำให้คนเหล่านี้เสียเปรียบมากขึ้น ถูกเบียดขับจนตกทะเล”

 

หลังจากเสวนา ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ร่วมแลกเปลี่ยนว่า สิ่งที่เป็นคำถามกับตนเสมอมา คือ ทำไมสิ่งที่เรียกว่า “Civic Democracy” ถึงไม่ขยับ เราเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิชุมชนมายาวนาน ทำได้อย่างมากแค่ยัน แม้ในแต่ในช่วงที่เอ็นจีโอเข้มแข็งที่สุด

สิ่งที่เราต้องคิดกันวันนี้ คือ ทำไมสังคมถึงมองไม่เห็นสิ่งที่เราพูด ตนคิดว่ามีสาเหตุอยู่สองสามอย่าง

อย่างแรก เวลาเราพูดถึงชุมชนหรือสิทธิชุมชน มันยังไม่สามารถที่จะนิยามให้จับใจกับคนจำนวนมากได้ ถ้าหากใครดูการถกเถียงในรัฐธรรมนูญปี 2540 จะพบว่า มีข้อถกเถียงเรื่องนี้กันเป็นจำนวนมาก เพียงแต่ว่า ยังถกเถียงไม่ตก จนยัดคำว่า "ท้องถิ่นดั้งเดิม" เข้าไป

ปรากฏการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น(กรณีฟ้องร้องพี่น้องชนเผ่า) มันแสดงให้เห็นว่า รัฐไทยสัมพันธ์อยู่กับทุนขนาดใหญ่มาโดยตลอด อย่างการรวมเป็นอาเซียนมีทุนไทยเพียงห้ากลุ่มเท่านั้นที่ได้เปรียบ กระบวนการนี้ทำให้ Political Project  มีเพียงอย่างเดียว คือ Private property กฎหมายของเราตั้งแต่ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 วางอยู่บนฐานของ Private property ทั้งสิ้น สิ่งสำคัญก็คือว่า เมื่อมันขยับเข้ามาสู่เสรีนิยมใหม่ จึงทำให้กรอบคิดอันนี้คลุมทั้งสังคมหมด การพยายามทำความเข้าใจกับสังคมของกลุ่มนักวิชาการอย่างพวกเรากลายเป็นเพียงหยดน้ำระเหยอย่างรวดเร็ว

“ถึงวันนี้เราควรพูดถึง Common Property ในวิธีคิดใหม่ที่ชัดขึ้น และครอบคลุมคนจำนวนมากขึ้น”

“อ.บุญชู คณะนิติศาสตร์ ศึกษาสิทธิชุมชน ท่านบอกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ศาลตัดสินเรื่องสิทธิชุมชนที่สัมพันธ์กับชนชั้นกลาง เช่น ตึกไปบังแดด จะชนะ แต่ถ้าเมื่อไหร่เกี่ยวพันธ์กับ Private property อย่างนี้มักจะแพ้”

การจะสร้างพลังของ "สิทธิชุมชน" หรือ "ชุมชน" ต้องทำให้มันมีความหมายที่ชัดเจน และสามารถดึงคนจำนวนมากขึ้นมา เพื่อที่จะทำให้เขาเห็นว่า การพูดถึงสิทธิชุมชนไม่ว่าจะแบบใหม่แบบเก่าก็ตามจะกลายเป็นหลังพิงและยืนอยู่ได้ อาจจะเป็นหลังพิง เรื่องทรัพย์สินก็ได้ เช่น ถ้าโยงไปถึงเรื่องที่ดินในประเทศไทย ก็จะเห็นว่า ที่ดินร้อยละ 75 อยู่ในกำมือคนสามร้อยตระกูล

"ผมคิดว่าเราไม่สามารถพูดถึง Common Property บนฐานของความยากจนได้อย่างเดียวอีกต่อไป เพราะแม้กระทั่งพ่อแม่พี่น้องปกาเกอะญอที่เราเคยช่วย ก็เปลี่ยนตัวเองไปมากแล้ว พี่น้องปกาเกอะญอเปลี่ยนตัวเองไปปลูกข้าวโพด มันอยู่ในจังหวะที่เราต้องปรับความคิดกันใหม่  ชาวเลบางส่วนก็อาจจะมีชีวิตอยู่อย่างดั้งเดิม แต่ชาวเลบางส่วนก็อาจจะร่ำรวยขึ้นจากการสอนดำน้ำที่หาดราไวย์ เราต้องปรับฐานคิดใหม่เพื่อที่จะใช้ Common Property เป็นฐานคิดในการปรับตัวของคนจำนวนหนึ่งในสังคมไทย และน่าจะขยับกว้างโดยเปิดโอกาสให้คนจำนวนมากเข้ามา เพราะไม่อย่างนั้นแล้วมันจะออกมาสองชั้นเสมอ คือ เมื่อพูดถึงสิทธิชุมชน เมืองน่านก็จะถูกยกขึ้นมาว่าปลูกข้าวโพดกันจ้าละหวั่น"

“เราต้องขยับจากสิทธิชุมชนแบบเดิมที่เราเคยเคลื่อนไหวมาสู่การคิดชุดใหม่ ที่จะคลุมคนมากขึ้นและใช้เป็นฐานการผลิตตามไปด้วย”

ในกรณีของฐานการผลิตที่ไม่ใช่ชนเผ่าคิดว่า อาจจะต้องคิดถึงสิทธิชุมชนที่เชื่อมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราจะพบว่า อบต.จำนวนมากได้สร้าง Public space ชุดใหม่ขึ้นมาเพื่อดึงชุมชนเข้ามาร่วมกัน หรือประเทศญี่ปุ่น ป่าชุมชนจะเข้าไปสัมพันธ์กับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น และสหกรณ์.

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,129 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.