• 19 ตุลาคม 2560 - 19:41 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ถนนต้นไม้ ถนนวัฒนธรรม ต้นไม้ใหญ่ ยางนา ขี้เหล็ก ความหวังอยู่ที่การจัดการร่วมจากท้องถิ่น-จังหวัด-พลเมือง?

 วันที่ 26 กันยายน 2559 - 02:16 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,027 ครั้ง พิมพ์

 

เมื่อเอ่ยถึง สารภี บางคนอาจนึกถึงไม้ยืนต้นดอกขาวอมเรืองเป็นกระจุก มักร่วงหล่นตามพื้น บ้างก็ อาจนึกอำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของเชียงใหม่ ซึ่งเชื่อมต่อกับจ.ลำพูน ด้วยถนนสายต้นยาง—ขี้เหล็ก สำหรับคนที่มีประสบการณ์ในการสัญจรบนถนนเส้นนี้ ย่อมจะนึกถึงภาพจำนี้ได้ไม่ยาก ต้นยางนาสูงใหญ่ น่าเกรงขาม อายุนานร่วม 200 ปี ยืนต้นตระหง่านอยู่สองข้างถนน 2 เลน แต่อย่างไรก็ตามใช่ว่าจะทุกคนที่รับรู้ว่า ฉากหน้าของถนนที่สวยงาม มีรอยประทับตราด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ยังมีข้อถกเถียงซ่อนไว้ข้างใต้ เช่นเดียวกับรากไม้ของยางนาที่ถูกถมทับด้วยปูนคอนกรีตแห่งการการพัฒนา การเร่งรุดให้ไปสู่ความทันสมัยของหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาค ณ ปัจจุบันนี้ก็เป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยคำถาม ว่าควรจะจัดการถนนเส้นนี้อย่างไร เพราะความหลากหลายในการใช้ประโยชน์คน พืช สัตว์ สิ่งของ มันได้พาเรามาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปจัดการหรือเลือกว่า ถนนเชียงใหม่ สารภี ลำพูน หรือที่เรียกกันแบบลำลองว่า ‘ถนนต้นยาง’ ควรจะเป็นถนนเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ สภาพของการเลือกไม่ได้เช่นนี้เอง จึงเป็นที่มาของการริเริ่มกระบวนสนทนาระหว่างกลุ่มคน หน่วยงาน องค์กรเอกชนต่าง ๆ เพื่อหาทางจัดการ ประสานประโยชน์ในการอยู่กับต้นไม้ใหญ่ หรือบางคนก็เรียกว่าไม้ หมายเมือง และเดินหน้ากิจกรรมในหลายลักษณะ ๆ เพราะโจทย์ของวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การอนุรักษ์ ไม่ให้มีการตัดทำลายเท่านั้น แต่ เรา จะอยู่ร่วมกับมันอย่างไร?

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 กันยายนปีที่แล้ว นับเป็นครั้งเปิดที่มีการพูดคุยจากผู้เกี่ยวข้องจากหลาย ๆ ส่วน ในหัวข้อ ‘ช่วยชีวิตต้นไม้ใหญ่’ ผ่านในรูปแบบสภาพลเมือง สภาของพลเมืองชาวเชียงใหม่ที่หวังให้การพูดคุยของผู้คนที่หลากหลาย จะนำพาให้เกิดการจัดการดูแลตนเองได้อย่างยั่งยืน : ช่วยชีวิตต้นไม้ จวบจนถึงวันนี้ ก็เป็นเวลาผ่านไป 1 ปีบริบูรณ์ เขียว สวย หอม และประชาธรรม อยากชวนทุกท่านลองมาย้อนฟังเสียงจากอดีต เพราะมันก็ช่วยให้เราฟังเสียงของปัจจุบันได้แจ่มชัดขึ้น  และส่งผลต่อไปในอนาคต

พระอาจารย์วัดนันทาราม ต้นไม้ใหญ่เป็นมิติในเรื่องของประวัติศาสตร์ มีคุณค่ารวมถึงแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เป็นประวัติเรื่องเล่า  ยกตัวอย่างเช่น ต้นยางนาที่อำเภอสารภี รวมถึงต้นไม้ใหญ่อีกหลายที่ มีประวัติ/คุณค่าที่ถูกพัฒนามาควบคู่กับความเจริญของบ้านเมือง แต่ในปัจจุบัน ต้นไม้ใหญ่ถูกมองว่าเป็นปัญหา เช่น ที่วัดนันทาราม บางคนอาจจะมองว่าต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ในวัดหรืออยู่ในพื้นที่รอบ ๆ บ้าน หรืออยู่ในที่ซึ่งเป็นที่ตั้ง ที่อยู่อาศัย สร้างปัญหาให้หลาย ๆ เรื่อง เช่น เวลาฝนตก ลมแรง พายุเข้ามาก็ถูกมองว่าต้นไม้ใหญ่เหล่านี้เป็นปัญหาที่อาจจะสร้างความเสียหาย ถ้าเป็นวัดก็ทำให้เกิดผลกระทบต่ออาคารวิหารต่าง ๆ

ส่วนองค์กรหน่วยงาน ก็มองปัญหาหลายด้าน เช่น เรื่องระบบราก ที่มีปัญหากับอาคารและถนน ทำให้เกิดสภาพที่ไม่น่ามอง อันตราย  เป็นต้น  ปัจจุบันต้นไม้ใหญ่หลายต้นถูกตัดกิ่งเป็นต้นไม้ที่มีแต่ต้น แต่ไม่มียอด ไม่มีใบ เป็นยุคแห่งดินไร้หญ้า พฤกษาไร้ใบ เป็นคอนกรีตหมด ต้นไม้ก็ถูกตัดทิ้ง ในความเข้าใจที่อาจจะไม่ถูกต้อง  ต้นไม้ถูกรุกราน

พระอาจารย์ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาต้นไม้ไว้ 2 ประการ ดังนี้ หนึ่ง เป็นปัญหาระดับชาวบ้านและชุมชน ซึ่งเกิดจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจ เกิดจากความรู้สึกไม่ปลอดภัย เนื่องจากมีเหตุการณ์หรือว่ากรณีศึกษาหลาย ๆอย่าง ที่อาจจะออกตามสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เช่น มีข่าวออกตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ต้นไม้ต้นหนึ่งถูกลมโค่นล้มมาทับบ้านเรือนทำให้เกิดความเสียหาย

สอง ปัญหาทุกอย่างที่เกิดกับต้นไม้ใหญ่ เกิดจากประชาชนหรือคนในพื้นที่ ขาดความตระหนัก ขาดความหวงแหนในคุณค่า คนมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มหนึ่ง เห็นคุณค่าแต่ไม่ทำอะไรเลย อยู่เฉย ๆ ส่วนอีกกลุ่มไม่เห็นคุณค่าก็มองว่าต้นไม้ใหญ่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ให้เป็นหน้าที่ของรัฐหรือว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้มองที่ชาวบ้านและชุมชนอย่างเดียว ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่านโยบายของรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะผู้บริหารระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่ไม่มีการส่งเสริมการสร้างความตระหนักความเข้าใจ ยกเว้นที่ยางเนิ้งที่ได้ริเริ่มแล้ว และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือบางครั้งมีนโยบายแต่ไม่นำไปสู่การปฏิบัติ เป็นนโยบายที่ถูกพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่าต้องรักษา ต้องดูแลต้นไม้ใหญ่ ต้องมีการหวงแหน แต่จริง ๆ ไม่มีการส่งเสริม” 

นอกจากนี้ พระอาจารย์วัดนันทาราม ยังส่งคำถามไปถึง ระดับของรัฐบาล หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีนโยบายในเรื่องของการส่งเสริมให้มีการดูแลต้นไม้ใหญ่ให้มากขึ้น ในส่วนของงบประมาณต่าง ๆ ณ ปัจจุบัน กลุ่มอาสาสมัครที่ดูแลต้นไม้ใหญ่ ต้องหาทุนเอง ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเท่าที่ควร และที่สำคัญมองว่า ปัญหาเรื่องของการศึกษาวิจัย เรื่องของการทำแผนแม่บทเกี่ยวกับการดูแลต้นไม้ใหญ่ยังไม่มี อยากจะให้เกิดโมเดลเกี่ยวกับการดูแลต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่ซึ่งมีความแตกต่างและหลากหลาย........

สำหรับสถานะปัจจุบัน พบว่า ความคืบหน้าของการดูแลต้นยางนาบนถนนสายขี้เหล็ก-ลำพูน ปัจจุบันได้ถูกประกาศเป็นเขตคุ้มครองฯ โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สาระหลักไม่ได้เน้นเฉพาะต้นยางนา แต่เป็นภาพสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ถนนเส้นนี้เป็นเขตหวงห้าม ที่มีการประกาศใช้กฎหมาย การก่อสร้าง การใช้ประโยชน์ข้างเคียงของร้านค้า อาคาร ใช้ได้ในข้อจำกัด การสร้างบ้านเรือน การสร้างสถานประกอบการต่าง ๆ เป็นต้น เนื้อหาของประกาศก็ครอบคลุมรายละเอียดหลาย ๆ เรื่อง อย่างไรก็ตามการประกาศฉบับนี้ไม่ได้ระบุว่าต้นยางนาจะมีการดูแลรักษาอย่างไร แต่มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในฐานะเป็นผู้ดูแล จะต้องถูกบังคับให้จัดทำแผนอนุรักษ์ต้นยางนา เป็นแผนของบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมมาดูแล พัฒนา

ส่วนของสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงใหม่มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบทำแผน แต่ปี 2559 ไม่ทันแล้ว ปี 2560 เพิ่งพิจารณาไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นปี 2561 ต้องทำ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงใหม่ มีหน้าที่ทำแผนงานให้ แต่ไม่ได้มีหน้าที่ในการทำแผนงานของบประมาณ ผู้รับผิดชอบในการทำแผนของบประมาณ คือ เทศบาล เช่น เทศบาลยางเนิ้ง เทศบาลหนองหอย เทศบาลหนองผึ้ง เทศบาลสารภี ที่มีต้นยางนาอยู่ในเขต แม้กระทั่งอยู่ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ก็ต้องทำ เป็นภาคบังคับ ถ้าไม่ทำอาจถือว่าผู้ว่าราชการจังหวัดละเลยการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อประกาศฉบับนี้ถูกกำหนดมาแล้ว ย่อมต้องมีแผนการจัดการต้นยางนาให้เป็นรูปธรรม แต่จะทำอะไรต่อไป แผนการเป็นอย่างไรอยู่ที่ประชาชนในการกำหนด ทั้งนี้ประกาศฉบับนี้จะเริ่มใช้ ปี 2559 โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี หากภายใน 5 ปีถ้าไม่มีการทำแผนถือว่าไม่ปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมาย ระบุไว้ว่า มาตรา 35 ของกรมส่งเสริมฯ 

เมื่อประกาศคุ้มครองไม้ใหญ่ในระดับจังหวัดก็มีแล้ว แผนงานและงบประมาณต่าง ๆ ก็คงออกมาเรื่อย ๆ ดูเหมือนไม่น่าเป็นห่วงกังวลอะไร แต่ รักษ์นรินทร์ แก้วมีศรี ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลหนองผึ้ง ผู้ผลักดันการดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่บอกว่า ทุกวันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบนถนนต้นยาง หนองหอย หนองผึ้ง ยางเนิ้ง ต่างก็ทำแผนการดูแลจัดการกันอยู่ แม้จะต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนมาก กำลังคน ซึ่งคนที่สัญจรผ่านไปมาอาจมองไม่เห็นต้นทุน กำลังคน และกระบวนการจัดการนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่าท้องถิ่นจะแบกรับต้นทุนการจัดการนี้ไหวหรือไม่ แต่ปัญหาสำคัญมันกลับอยู่ที่การทำงานเฉพาะในขอบเขตพื้นที่ของใครของมัน การบูรณาการแผนงานข้ามพื้นยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้น เมื่อความเป็นเอกภาพทั้งในระดับท้องถิ่นและจังหวัดยังไม่เกิด ความยั่งยืนจะเกิดได้อย่างไร

ฟังสัมภาษณ์

 

แม้ว่าหนึ่งปีจากตรงนั้นจนถึงวันนี้ จะยังมีพบว่าข้อจำกัดในบางประเด็น ข้อติดขัดบางจุดของการดำเนินการ แต่ภาคประชาสังคมก็โดยพลเมือง นักเรียน นักศึกษา ภาควิชาการ ต่าง ๆ ร่วมกันทำกิจกรรรมต่าง ๆ ที่จะหนุนช่วยให้จาก เช่น การอบรมให้ความรู้ในการสังเกต อาการผิดปกติของต้นไม้ใหญ่ (ทั้งแมลง) การบำรุงรักษา ตัดติ่งกิ่งที่เหมาะสม ณ วันนี้หากใครสัญจรผ่านถนนต้นยาง-ขี้เหล็ก ลองสังเกตที่ลำต้นจะมีการติดสติ๊กเกอร์สี เพื่อบอกสภาพต้นไม้ใหญ่ สีแดง(วิกฤติ) สีส้ม(เฝ้าระวัง) และสีเขียว(สมบูรณ์) เพื่อบอกสภาพอาการภายในของต้นยางแต่ละต้น ที่ต้องใช้การสังเกตอย่างละเอียด เป็นกิจกรรมที่ชักชวนประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ มาอบรมทำเข้าใจต้นไม้ใหญ่ แล้วออกไปร่วมสังเกตในเบื้องต้น จากนั้นจะมีทีมหมอต้นไม้ไปตรวจสอบยืนยันสภาพอีกครั้ง

สติกเกอร์สีจึงเป็นเสียงพูดถึงความป่วยไข้ของต้นไม้แล้ว ยังสีสันที่แสดงความหมายของ คำว่า “ไม้ หมายเมือง” เพราะนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเราอยู่ในจุดไหนของเมืองแล้ว มันยังหมายถึงการมีส่วนร่วมของทั้งเมือง ในการดูแลคน สัตว์ สิ่งของ รอบ ๆ ตัว

อนึ่ง งานการเผยแพร่ชิ้นนี้เป็นผลผลิตอย่างหนึ่งของการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายเขียว สวย หอม กับของประชาธรรม (มูลนิธิสื่อประชาธรรม) ในชุดการจัดการต้นไม้ใหญ่ในเมือง.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,701 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.