• 21 ตุลาคม 2560 - 09:49 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สถาบันการเงินของคนม้ง ลบมายาคติคนจน จนโอกาสไม่ใช่ขี้เกียจ

 วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 - 22:12 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 7,228 ครั้ง พิมพ์

 

เบญจา ศิลารักษ์



ตามความเข้าใจของคนจำนวนมากในสังคมมักจะมองภาพของชาวเขา หรือกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงในแบบหนึ่ง ที่เห็นตามหน้าสื่อ หรือแบบเรียน ที่รับรู้กันมาก ๆ ก็เป็นเรื่องของชาวเขากับยาเสพติด การตัดไม้ทำลายป่า โดยที่ข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไรก็ตาม   แต่การถ่ายทอดผ่านสื่อ และแบบเรียนถูกเล่าซ้ำไปซ้ำมาหลายสิบปีจนกลายเป็นความเชื่อ และมายาคติที่มีต่อชาวเขา จนแทบไม่น่าเชื่อว่าในยุค 2,000 ภาพของชาวเขาในสายตาของคนภายนอกยังมีการเล่าซ้ำในแบบเดิม แม้ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงไปอยู่บ้างแล้วก็ตาม เมื่อการท่องเที่ยวเปิดกว้างมากขึ้น นักท่องเที่ยวก็เริ่มใกล้ชิด และเห็นภาพของชาวเขาในพื้นที่จริงมากขึ้น  การมองชาวเขาในแง่ของหมู่บ้านที่สวยงามกลางหุบเขา มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น อย่างไรก็ตามมิติดังกล่าวก็ยังเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับวิถีชีวิต เลือดเนื้อ ตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงก็ยังมีอีกหลายแบบ หลายแง่มุมที่ไม่ได้ถูกพูดถึง เช่นเรื่องนี้  “สถาบันการเงินของคนม้ง”  ที่ดำเนินการโดยครอบครัว  “ศิวภัทรพงศ์”  ครูพิทักษ์  ศิวภัทรพงศ์ (จั๊วหยาง แซ่ซ้ง) และผ่องพรรณ  ศิวภทรพงศ์ (ว้าง แซ่ย่าง) ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ เป็นตัวอย่างหนึ่งของความพยายามในการต่อสู้กับความยากจนด้วยความรู้ความสามารถของตัวเอง ซึ่งเราอาจเคยได้ฟังเรื่องของคนจีน คนอีสานที่ต่อสู้ดิ้นรนกันมามากแล้ว

 

ลูกชาวนา ชาวไร่ สู่การเป็นเจ้าของบริษัทไฟแนนซ์

ครูพิทักษ์เล่าให้ฟังว่าเขาเป็นคนบ้านแม่สาใหม่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ตอนเด็ก ๆ ค่อนข้างลำบากเพราะพ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่ 9 ขวบ  แต่ยังโชคดีที่เขามีโอกาสเรียนหนังสือจนจบป. 4 ที่โรงเรียนบ้านแม่สาใหม่ หลังจากพ่อแม่เสีย เขาเกือบหมดกำลังใจที่จะไม่เรียนต่อ  เพราะไม่รู้ชีวตข้างหน้าจะไปอย่างไร แต่พี่ชายก็ให้กำลังใจ ในที่สุดเขาตัดสินใจเข้าเมืองเพื่อศึกษาต่อไปอาศัยที่วัดศรีโสดา บวชเรียนจนเข้าวิทยาลัยครูเชียงใหม่ ระหว่างเรียนก็ต่อสู้ดินรนหาเงินเพื่อส่งตัวเองเรียน ทำงานทุกอย่าง เสาร์ อาทิตย์ก็รับจ้างครูทำสวนปลูกต้นไม้ ทำงานบ้าน

“ถ้าเรารู้จักแสวงหาโอกาส โอกาสก็จะมาหาเราเสมอ แต่ถ้าเราไม่รู้จักแสวงหาโอกาส ต่อให้โอกาสมา เราก็ไม่คว้าไว้ เราต้องมองทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ดี ใครเสนออะไรมา เราอย่าทิ้ง เรายิ่งรับเยอะ ๆ เรายิ่งมีโอกาสมากขึ้น รู้มากขึ้น"  ครูพิทักษ์เล่าถึงความคิดของตัวเองในตอนนั้น เขาจึงต่อสู้ดิ้นรนทุกอย่างเพื่อจะมีชีวิตที่ดีขึ้น  

หลังจากจบก็ไปเป็นครูที่โรงเรียนบ้านหนองหอย เจ้าแม่หลวงอุปถัมภ์ 2  และแต่งงานกับว้าง —  ซึ่งเป็นคนแม่แจ่ม ทั้งสองมีลูกสามคน เป็นชาย 2 หญิง 1 ระหว่างที่เป็นครูก็ทำอาชีพเสริมหลาย ๆ อาชีพเพราะลำพังเงินเดือนครูไม่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้  ตอนกลางวันสอนหนังสือ ตอนกลางคืนก็ขายผักที่ตลาดเมืองใหม่ เขาและภรรยาจะรับผักจากบริษัทส่งผักที่เหลือคัดไปขายที่ตลาดเมืองใหม่ ในช่วงเย็นหลังเลิกงาน 

“ลูก ๆ เราขายผักเป็นกันทุกคนเพราะต้องช่วยพ่อแม่ บางทีถ้าพ่อแม่ไม่ว่างก็ขายกันเอง ตอนนั้นตลกมาก ลูกเราก็ตัวเล็ก นั่งอยู่บนกองผัก แต่เขาก็ทำได้”  ว้าง –ภรรยาของครูพิทักษ์เล่าเสริมชีวิตในช่วงนั้น

ว้างเล่าต่อว่า ตอนที่ลูกยังเล็ก ค่อนข้างอัตคัด ผ่านความยากจนมามาก มีหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วยังจำได้ไม่ลืม เช่น ตอนแฟนไปสอนหนังสือบนดอย ส่วนตัวเองไปปลูกผัก ทั้งบ้านมีรถมอเตอร์ไซค์คันเดียว แต่ปรากฏว่ายางแตก ต้องเอารถไปซ่อม กลับมาถึงบ้านดึกมาก ลูกไม่ได้กินข้าว ต้องไปขอข้าวเพื่อนบ้านกิน พอลูกไปโรงเรียนก็ไม่ได้ให้เงินลูกไปโรงเรียนเยอะ ลูกก็บอกว่า  “แม่เอาเงินให้น้องเยอะหน่อย น้องชอบไปเก็บขนมที่ตกพื้นมากิน”  ฟังแล้วก็เก็บมาคิด ก็พยายามหาหนทางที่จะดิ้นรนทำงานให้มากขึ้นจนกระทั่งลูกเริ่มโตขึ้นและต้องไปเรียนหนังสือในระดับอุดมศึกษา ครูพิทักษ์ รับราชการได้ 25 ปี จึงตัดสินใจลาออกจากราชการ เพื่อมาทำบริษัทไฟแนนซ์ของตัวเอง

บริการญาติพี่น้อง เครือข่ายม้ง ยืดหยุ่น ซื่อสัตย์ ไม่เอารัดเอาเปรียบ

ก่อนที่จะมาตั้งบริษัทพ.พิทักษ์กิจ ไฟแนนซ์ เขาเคยทำกับญาติพี่น้องมาก่อน เห็นว่าธุรกิจนี้น่าจะไปได้ ก็เลยลาออกมาทำเต็มตัว ครูพิทักษ์เล่าว่าจุดแรกที่สนใจมาจากความคิดที่ว่าเคยไปกุ้ยืมไฟแนนซ์ใหญ่ ๆ แล้วติดขัดไม่สามารถกุ้ยืมได้เพราะต้องมีหลักทรัพย์  มีขั้นตอนมากมายกว่าจะกู้ได้ ตนเองเป็นคนม้ง  จึงเข้าใจคนม้งที่เป็นชาวไร่ ชาวสวนกว่าจะเข้าถึงเงินทุนนั้นแสนยาก   ก็เลยชวนญาติพี่น้องมาลงหุ้นตั้งบริษัท แรก ๆ ก็โฆษณาในกลุ่มพี่น้องม้งก่อน หลังจากนั้นก็มีการบอกปากต่อปากแนะนำกัน จนกระทั่งเป็นที่รู้จักในหมู่คนม้งทั่วเชียงใหม่ ในหลายม่อนดอย และเริ่มมีลูกค้าข้ามจังหวัด เช่นจ.แม่ฮ่องสอน และลำปางบ้างแล้ว  แต่ก็จะมีพื้นฐานว่ามีการแนะนำกันมา และรู้จักผ่านเครือข่ายญาติพี่น้องม้งเป็นหลัก

“บริษัทของเราจะเน้นการให้บริการเริ่มแรกในกลุ่มพี่น้องม้งเป็นหลัก เพราะเรารู้จักกันทั้งหมด ว่าไปเราก็เป็นญาติพี่น้องกันหมด รู้ว่าคนไหนทำอะไร มีญาติพี่น้องกี่คน นิสัยใจคอเป็นอย่างไร”  ครูพิทักษ์เล่าถึงการฐานลูกค้าของบริษัท ที่เป็นคนม้ง 90 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็มีคนเมือง คนกะเหรี่ยงบ้าง แต่ก็อยู่ในท้องที่เดียวกัน ทำการเกษตร ค้าขายเล็กน้อย ๆ ส่วนใหญ่เมื่อติดปัญหาต้องใช้เงิน เช่น ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ รถมือสอง หรือเอาไปลงทุนทำการเกษตรก็จะมากู้ยืมจากบริษัท  

“เราทำแบบครอบครัว ทำเงินให้กับทุก ๆ คนได้ใช้เงิน ถึงจะได้เงินไม่มาก แต่ก็มีรายได้ทุกเดือน แล้วเราก็ได้ช่วยคนที่ไม่มีความรู้ แต่มีเงิน ไม่รู้จะเอาเงินไปหมุน หรือไปทำอะไร บางคนปลูกผักกำลังสวย แต่ไม่มีเงินซื้อปุ๋ย ซื้อยา ก็ให้เงินกู้ช่วยเขา บางคนได้เงินมาไม่รู้จะเอาไปเก็บที่ไหนก็เอามาเก็บกับเรา เราก็ทำให้เกิดรายได้ขึ้นมา เป็นการทำธุรกิจที่เราได้กันทุกคน สนุกสนานดี”  ว้างเล่าถึงการทำธุรกิจไฟแนนซ์ที่เธอชอบมาตั้งแต่สมัยยังสาว ๆ เธอมองว่าการรวมกลุ่มกันเช่นนี้ทำให้ทุกคนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มีความหวัง มีอนาคตสดใส และยังเป็นการเกื้อหนุนกันในกลุ่มคนจนด้วยกันด้วย

จุดเด่นของบริษัท พ.พิทักษ์กิจ ที่แตกต่างจากไฟแนนซ์ใหญ่ คือจะเน้นที่ความยืดหยุ่นพูดคุยกันกับลูกค้า “ถ้าเขามีปัญหาเรื่องเงินยังไม่สามารถใช้คืนได้ตามกำหนด ก็จะพูดคุยตกลงกัน เราต้องมองทั้งเขา ทั้งเราไม่ใช่เอาแต่ประโยชน์ของเรา แต่ถ้าเขามีปัญหามากจริงๆ และไม่มีความตั้งใจจริงที่จะชำระเงิน เราถึงจะดำเนินการตามขั้นตอนของ กม. แต่มีน้อยมาก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทพอเขาขายพืชผลทางการเกษตรได้ หรือมีรายได้ เขาก็รีบเอาเงินมาใช้คืนแล้ว” ครูพิทักษ์เล่าถึงแนวทางของบริษัท

เมื่อถามถึงแนวทางแบบนี้จะทำให้เกิดหนี้เสียหรือไม่ ครูพิทักษ์บอกว่าหนี้เสียไม่มีเลย เพราะมีการผ่อนผัน  ถ้าจะว่าไปในจำนวนลูกค้า 600-700 คน มีเพียง 3-4 รายเท่านั้นที่ทนายเตรียมฟ้อง

“ธุรกิจเราเหนียวแน่นและประสบความสำเร็จได้เพราะส่วนหนึ่งมีฐานของพี่น้องเครือข่ายม้งด้วย ลูกค้ามีความมั่นใจ พูดคุยกันได้ เป็นการพึ่งพาอาศัยกัน เรามีความภูมิใจในความเป็นม้ง สามารถต่อยอดธุรกิจกันเองได้ โดยไม่โดนเอารัดเอาเปรียบเหมือนที่หลายคนเคยโดนมา เพราะไม่เข้าใจสัญญา เสียเงินเป็นแสน ๆ ก็มี” ครูพิทักษ์พูดถึงจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของบริษัท

บริษัทจะมีระบบหุ้นด้วย ตอนแรกมีหุ้นส่วนเฉพาะญาติพี่น้อง แต่ตอนนี้ก็ได้เปิดกว้างมากขึ้น หมายถึงลูกค้าที่สนใจเอาเงินมาฝากไว้ก็สามารถทำได้ โดยฝากเป็นหุ้น หุ้นละ 1,000 บาท แต่ก็มีการกำหนดว่าไม่เกิน 1,000,000 บาท ผู้ร่วมหุ้นจะมีเงินปันผลทุกปีจากบริษัท

“ตอนแรก ๆ คิดว่าธุรกิจไฟแนนซ์ค่อนข้างยาก เพราะต้องใช้ความรู้ด้านรถยนต์ กฎหมาย แต่พอทำไปก็สะสมความรู้ไป หลายๆ อย่างก็ดีขึ้น หลาย ๆ อย่างก็ดีขึ้น ดีทั้งลูกค้าและตัวเอง ลูกค้าก็คิดว่าบริษัทช่วยต่อยอดการทำมาหากินของคนม้งได้ ในยามที่เขาขาดแคลน เขาก็จะเข้ามาหาเรา ส่วนความรู้สึกของตัวเองคือเมื่อบริษัทสามารถต่อยอดให้ลูกค้าได้ อีกทางหนึ่งหุ้นส่วนก็เข้ามาเยอะ เมื่อเราหารายได้ให้หุ้นส่วนได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ” ครูพิทักษ์พูดถึงความสำเร็จของธุรกิจที่ทำอยู่

“เราจะให้กู้ในวงเงินไม่เกินสองแสน ซื้อรถมือสองได้ แต่ถ้ากู้ในวงเงินที่มากกว่านี้ เราก็จะแนะนำลูกค้าให้ไปบริษัทอื่น แต่ลูกค้าก็พยายามมาหาเราเพราะเขาเชื่อมั่นและสนิทใจมากกว่า”

ช่าง แซ่ย่าง ลูกค้าจากแม่ฮ่องสอนที่มีอาชีพค้าขาย ขายเสื้อผ้า ขายอุปกรณ์ในครัวเรือนบอกว่าเขามากู้ครั้งที่สองแล้ว เขาบอกที่เขามากู้ที่นี่เพราะมีคนบอกต่อ ๆ กันมาว่าใจดี และผ่อนผันได้ และตนเองก็รู้สึกเป็นคนม้งเหมือนกันก็เลยมากุ้ที่นี่ บริษัทไฟแนนซ์ทุกที่ถ้าขาดเกิน 3 เดือนก็จะยึดรถไปแล้ว ถ้าเราไม่มีเงินจ่าย เราก็มาคุยกับบริษัทขอผ่อนผันได้ ไม่ต้องหนีหน้า เขาก็จะเลื่อนเวลาจ่ายหนี้ให้

การผ่านความยากลำบากมาก่อนทำให้ทั้งครูพิทักษ์ และว้างมีความเข้าใจลูกค้าส่วนใหญ่ และนำมาเป็นหลักการในการบริหารธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นและเข้าใจพี่น้องม้งด้วย ทั้งสองจะแบ่งงานกันทำ รวมทั้งลูก ๆ ด้วย โดยครูพิทักษ์มีหน้าที่ดูแลลูกค้าโซนหนึ่ง ส่วนว้างก็จะดูแลลูกค้าอีกโซนหนึ่ง ลูก ๆ 3 คนหลังจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาก็มาทำงานที่บริษัทในส่วนต่าง ๆ และยังมีกิจการของตัวเองในช่วงเสาร์อาทิตย์ และเวลาเย็นด้วย เช่น ลูกชายคนโตเปิดร้านอาหารในช่วงเย็น ลูกสาวคนโตเปิดร้านขายเสื้อผ้า ลูกสาวคนสุดท้องเปิดโรงเรียนสอนกวดวิชา

ว้างบอกว่า “เราไม่ดูถูกคนจน ไม่เคยคิดว่าทำไมเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เคยคิด เวลาลูกค้ามาคุยกับเรา มีปมด้อยท้อแท้ เราก็จะให้กำลังใจและบอกว่าอย่าคิดไปข้างหลัง ต้องคิดไปข้างหน้า ความยากจนเราผ่านมาแล้ว เราเลยเข้าใจ” 

นี่คงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการและยังคงกลับมาอีกนั่นเอง

สถาบันการเงินของชาวบ้านเข้มแข็ง เศรษฐกิจประเทศก็ดี

“เราไม่จำเป็นต้องแข่งกับคนอื่น เรามาเสริมในจุดที่เขาขาด”  ครูพิทักษ์และว้างคิดคล้ายกันว่า การทำธุรกิจไฟแนนซ์นี้เขาไม่ได้ทำแข่งขันกับใคร แค่เป็นการรวมกลุ่มกันและเสริมให้กับกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงเงินทุน  และทั้งสองยังมีความคิดว่า หากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ อย่างพี่น้องกะเหรี่ยง คนเมือง  ลาหู่ ลีซูรวมกลุ่มแล้วทำกันมาก ๆ ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเข้มแข็งขึ้นมาได้ และจะเป็นการเกื้อหนุนกันเป็นอย่างดีด้วย

“เมื่อเรารวมกลุ่มกัน มีเงิน คนที่อยากใช้เงิน แต่ขาดเงินแค่หมื่นสองหมื่นก็มาเอาจากเราไป คนที่ทำมาหากิน ขาดเงินทุนก็เอาเงินไปหมุนจนเกิดรายได้ เราคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี"  ครูพิทักษ์พูดถึงความคิดในการทำธุรกิจ เพราะหลายครั้งมากที่เกษตรกร หรือคนจนจำนวนมากเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนด้วยข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ หลายคนต้องเอาที่ดินไปจำนอง และที่ดินต้องหลุดไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จำนวนมาก และบางส่วนกู้เงินนอกระบบก็ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างหนักเป็นต้น สาเหตุของการเข้าไม่ถึงเงินทุนยังเกี่ยวข้องกับความรู้ทางกฎหมาย ภาษาที่สื่อสารระหว่างกัน ภาษาการเงิน ธนาคาร กับชาวบ้าน เป็นต้น  ดังนั้นทั้งว้างและครูพิทักษ์จึงเห็นว่าถ้าชาวบ้านกลุ่มย่อย ๆ ถ้าสามารถจัดตั้งกลุ่มของตัวเอง รวมเงิน จัดการให้กุ้ยืมกันเองได้ ก็จะเป็นผลดีกับระบบเศรษฐกิจโดยรวมเสียด้วยซ้ำไป

“เมื่อเรารวมกลุ่มกันแล้ว สิ่งที่ต้องมีร่วมกันคือตัวระบบที่ดี ถ้าไม่มีระบบ เราก็จะอยู่ไม่ได้ บริษัทของเราบริหารมาสิบปี ไม่มีหนี้เสีย ถ้าลูกค้ามาหาเรา ต้องการสินเชื่อเยอะ ๆ เราไม่มีเราก็ส่งต่อไปให้บริษัทอื่น เราเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ถ้ากลุ่มชาติพันธุ์ไหนสนใจจะทำบ้างก็เป็นเรื่องดี  เพราะเขาจะเป็นคนที่เข้าถึงและให้บริการกับกลุ่มของเขาเป็นอย่างดี”  

ว่าด้วยความคิดต่อกิจการเพื่อสังคม และคนม้ง   

นอกเหนือจากการทำงานบริษัทแล้ว ทั้งครูพิทักษ์ และว้างยังทำงานด้านสังคมอื่น ๆ ด้วย ครูพิทักษ์ในปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานตระกูลม้งแห่งประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2556 ก่อนหน้านี้ก็เป็นรองประธานตระกูลแซ่ซ้งแห่งประเทศไทย ส่วนว้างก็ช่วยงานเหรัญญิกกลุ่มสตรีม้งในประเทศไทย และเป็นคณะกรรมการสมาคมอิมเปค 

“ผมคิดว่าชีวิตคนเรานั้นมี 3 ห่วงคือห่วงชีวิตครอบครัว ต้องทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว ห่วงที่สองคือเรื่องงาน ถ้าเราไม่ทำงาน เราก็ไม่มีอาชีพ ไม่มีเงินมาดูแลครอบครัว ห่วงที่สามคือสังคม เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง เราแยกกันไม่ออก ถ้าเราให้ความสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปก็จะเป็นปัญหา เช่นบางคนหน้าที่การงานรุ่ง แต่ครอบครัวแตกสลาย บางคนก็เอาตัวเองจนลืมสังคมและคนรอบข้าง”  ครูพิทักษ์พูดถึงความคิดของตัวเองที่ทำให้สนใจการทำงานด้านสังคม 

การทำงานด้านสังคมของทั้งสองคนจะเป็นการทำงานให้กับกลุ่มพี่น้องตระกูลแซ่ เครือข่ายตระกูลม้งเพราะในด้านหนึ่งตนเองก็เป็นคนม้ง ย่อมมีความเข้าใจคนม้งเป็นอย่างดีจึงอยากจะทำประโยชน์กับคนม้ง มีทั้งการช่วยเหลือสนับสนุนการจัดกิจกรรมของนักศึกษาม้ง เช่นการทำค่าย การจัดกิจกรรมปีใหม่ม้งที่มีการสนับสนุนเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ก็ยังทำงานร่วมกับเครือข่ายชาติพันธุ์อื่น ๆ ด้วย

        

“ผมคิดว่าการพัฒนาเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนม้ง คนกะเหรี่ยง อาข่า ลีซู  คนเมือง ก็เหมือน ๆ กัน ต้องการการพัฒนา   การพัฒนาทำให้คนเท่ากัน เป็นคนเหมือน ๆ กัน”  ครูพิทักษ์บอกถึงแนวคิดตนเองที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ และเขาคิดว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างหลากหลายนี้คือสีสันของเมืองไทย เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรที่จะพัฒนาให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มีการพัฒนาที่เท่าเทียม พัฒนาความรู้ ความสามารถให้ทัดเทียมกัน ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยในการพัฒนาประเทศได้เช่นเดียวกับกลุ่มคนอื่น ๆ ในสังคม 

แต่ความเห็นของครูพิทักษ์มองว่าในปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์บางส่วนยังอยู่ในที่ทุรกันดาร ยากที่การพัฒนาจะเข้าถึง ไม่เหมือนสังคมเมือง การสร้างถนนลำบากเพราะใช้งบมาก ไฟฟ้าก็เข้าถึงลำบาก ทำให้โอกาสน้อยลงไป จึงอยากให้ทางรัฐหรือผู้มีอำนาจได้หันมาพัฒนารอบนอกบ้าง ให้มีความเจริญทัดเทียมกัน พัฒนาด้านความรู้ อาชีพให้เหมือน ๆ กัน ก็คิดว่าประเทศไทยจะมีอนาคตสดใส

นอกจากนี้เขายังมองว่า หัวใจที่สำคัญของการพัฒนาคือการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจของชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจของประเทศก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย แต่ตอนนี้ที่เศรษฐกิจชุมชนยังไม่เข้มแข็งก็เพราะมาจากการพัฒนาที่ไม่ทั่วถึงนั่นเอง การพัฒนาศักยภาพของคนเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง ตอนนี้คนส่วนใหญ่ยังไม่มั่นคง รายได้น้อย ถ้ารัฐสามารถสนับสนุนชุมชนเล็กๆ คนจนให้มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง เศรษฐกิจของประเทศจะดีตามไปด้วย “แต่ปัญหาของประเทศไทยมาจากการพัฒนาที่จุดหนึ่งได้รับมากกว่าอีกจุดหนึ่ง”    

“ลองเข้าไปดูในหมู่บ้านม้ง แม้แต่คนแก่ก็ยังไม่อยากอยู่เฉย เขาอยากหาอะไรทำ แต่ปัญหาคือเขาไม่รู้จะทำอะไร เขายังไม่เห็นช่องทางทำมาหากินมากกว่าขี้เกียจ“  ว้างช่วยเสริมความคิดของครูพิทักษ์ และเธอก็เห็นว่าหากภาครัฐเห็นความสำคัญในจุดนี้ก็น่าจะมาช่วยคิดกันหาทางออกให้คนได้มีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้มากขึ้น.

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,709 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.