• 25 เมษายน 2560 - 03:57 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

เปิดประสบการณ์หนุ่ย ลงสำรวจคนไร้บ้านเชียงใหม่ครั้งแรก เริ่มรู้ว่าคนไร้บ้านมีลักษณะอย่างไรใช้ชีวิตอยู่อย่างไร

 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 - 21:51 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 634 ครั้ง พิมพ์

 

อานนท์ ตันติวิวัฒน์



ท่ามกลางแสงไฟริมถนนให้ประกายความสว่างริมทางเดิน กลุ่มอาสาสมัครสำรวจวิจัยคนไร้บ้านเชียงใหม่กลุ่มหนึ่งนำทีม โดย “พี่โต้ง” กลุ่มคนไร้บ้าน กำลังเดินทอดสายตาหาคนไร้บ้านที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สาธารณะเพื่อสัมภาษณ์หาข้อมูลเชิงลึก พวกเขาเริ่มสำรวจตั้งแต่บริเวณสะพานนวรัฐ ถ.เจริญเมือง สถานีรถไฟฯ และจบลงที่ตลาดสันป่าข่อย  และที่ตลาดนี่เองกลุ่มอาสาสมัครคนไร้บ้านเริ่มเหนื่อยหอบ และนั่งพักหน้าสนามมวยกาวิละ บทสนทนาถึงประสบการณ์การลงสำรวจคนไร้บ้านเชียงใหม่ในระหว่างสองวันที่ผ่านมาได้เริ่มต้นขึ้นที่นี่

“วันนี้มีมวย คนไร้บ้านเลยไม่ได้อยู่แถวนี้ เขาไม่ชอบคนพลุ่กพล่าน ดึกๆน่าจะมา เราจะรออยู่ที่นี่สักพัก” พี่โต้ง พี่เลี้ยงอาสาสมัครกลุ่มนี้บอกกับกลุ่มฯ ก่อนปล่อยให้คนในทีมได้พักผ่อน

ภาพกลุ่มอาสาสมัครลงพื้นที่สอบถามข้อมูลเชิงลึกกลุ่มคนไร้บ้าน กลุ่มหนึ่งมีราว 5-6 คน แต่เมื่อเจอคนไร้บ้านจะแบ่งคนมาสัมภาษณ์เพื่อไม่ให้คนไร้บ้านกดดัน

ชายหนุ่มนักศึกษาคนหนึ่งดื่มน้ำด้วยความกระหาย และนั่งลงบริเวณริมทางเข้าสนามมวย รู้ภายหลังว่าเขาชื่อ หนุ่ย ชนกนันท์ นันตะวัน เป็นนักศึกษาป.โทคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“มาเป็นอาสาสมัครได้อย่างไง” ผมเริ่มถาม

“ผมเป็นนักศึกษาช่วยวิจัยในโครงการฯ ความจริงผมเป็นผู้ช่วยค้นคว้าด้านเอกสาร อาจารย์ที่เป็นอาจารย์ประจำโครงการแนะนำให้ลองมาให้ลงพื้นที่”

“ในสายงานของผมคือ ฝ่ายเอกสาร อาจารย์ถามว่าสนใจในการลงพื้นที่สำรวจคนไร้บ้านไหม เขาจะมีการอบรมเก็บแบบสอบถามแล้วลงพื้นที่กัน ซึ่งเขาก็ไม่ได้บังคับ แต่ให้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจจะไปก็ได้ไม่ไปก็ได้ เพราะการเก็บแบบสอบถามไม่ได้เกี่ยวกับงานของเราอยู่แล้ว แต่เขาแนะนำให้ลงไปดู ไปเห็นเพื่อจะได้ไอเดียเขียนงาน” หนุ่ยตอบ

ผมถามต่อไปอีกว่า “พอลงมาแล้วเป็นไงบ้างต่างจากที่คิดไว้ไหม”

“ก่อนหน้านี้เคยลงไปดูที่ตึกเครือข่ายคนไร้บ้านเช่าไว้ มีการพูดคุยกับกลุ่มคนไร้บ้านอยู่ก่อนแล้ว”

“ตอนรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ก็คึกคัก ตอนแรกผมคิดว่ามันจะสนุก ดูจากที่เขาเล่าๆกันมา พอลงจริงๆแล้ว พบว่าบางพื้นที่ค่อนข้างหน้ากลัว เราเดินสำรวจตอนกลางคืน บางพื้นที่ที่เข้าไปค่อนข้างเปลี่ยว มันเป็นที่ที่เขาจะใช้นอนจะต้องปลอดภัยและก็เงียบให้เขาพักผ่อนได้ คนไร้บ้านจะทำงานตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนก็จะไปนอนตามฟุตบาท ใต้สะพาน”

เขาครุ่นคิดสักพัก ราวกับกำลังประมวลเหตุการณ์ที่ตนเองได้ไปสัมผัสมาถึงสองวัน คิ้วของเขาเริ่มขมวด เมื่อเขาขมวดปมความคิดของตนได้ก็เอ่ยออกมาว่า

“มันจะมีองค์ประกอบอีกว่า ไม่ใช่ที่ที่เขานอนธรรมดา ในบริเวณนั้นสภาพอันตรายเพราะมันเป็นที่ลับตาคน เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเราจะเจอมิจฉาชีพ หรือเราจะเจอคนตกปลา หรือจะเจอคนไร้บ้าน หรือจะเจอหน้าใหม่หน้าเก่าที่นอนประจำอยู่แล้ว อันนี้ค่อนข้างเสี่ยงและอันตราย”

“คนไร้บ้านที่เราไปเจอในวันแรก เราเข้าใจว่าส่วนใหญ่พวกเขามีสภาพจิตที่ไม่ปกติ เพราะเขาไม่มีบ้านอยู่  ก็จะมีบางส่วนที่กินเหล้าเมา คุยกันไม่รู้เรื่องบางทีก็โดนตวาดใส่ ก็ต้องเตรียมตัววิ่งหนีบ้างในบางครั้ง”

“แต่ที่เจอดีๆก็มีนะครับ เหมือนเขารู้จักพี่เลี้ยงที่นำทีมไป เขาก็อยากจะคุยด้วย แต่บางคนก็นอนไม่สนใจเรา คนที่เมาก็ยืนเมาไป พูดไม่รู้เรื่อง โดยรวมๆแล้ว คือเสี่ยงดีครับ ได้ประสบการณ์อีกแบบ”

หนุ่ยเล่าอย่างออกรสชาติ จนผมอดไม่ได้ที่จะถามต่อไปว่า “ถามจริง เราไปเจอคนไร้บ้าน  เราเจอคำตอบเพื่อทำให้เราเข้าใจคนไร้บ้านมากขึ้นไหม หรือได้ไอเดียอะไรบ้าง”

เขาครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนตอบออกมาว่า “การลงพื้นที่อาจจะทำให้ผมเข้าใจได้มากขึ้น เพราะว่า เจ้าหน้าที่ที่เป็นหัวหน้าทีมที่พาผมไป ก็มีการอธิบายด้วยว่า คนไร้บ้านในใจเขาคิดอะไรอยู่ แล้วเราจะมองออกได้อย่างไรว่าเขาเป็นคนไร้บ้าน ดูจากแววตาดูจากการแต่งกาย หิ้วของพะรุงพะรัง มันก็เป็นการทำให้เราเรียนรู้ไปด้วยว่า แบบไหนที่เรียกว่าคนไร้บ้าน มันจะมีวิธีสังเกต พออยู่ไปสักพักก็เริ่มแยกออกแล้วว่า ลักษณะแบบไหนบ้างเป็นคนไร้บ้าน”

“คือว่าไม่ได้หมายความว่าเข้าใจเขาเลย แต่เริ่มรู้ว่าคนไร้บ้านมีลักษณะอย่างไรใช้ชีวิตอยู่อย่างไร”

“จุดสังเกต คือในแววตา ยกตัวอย่างกรณีพื้นที่อาเขต เราค่อนข้างแยกยากว่า เป็นคนไร้บ้านหรือไม่ใช่ เพราะทุกคนจะมีกระเป๋าเป้สัมภาระพะรุงพะรัง พี่ยูร(พี่เลี้ยง)ก็แนะนำว่าให้สังเกตที่แววตา เวลาเราเดินทางปกติเราค่อนข้างที่จะมีเป้าหมาย แววตาจะมีความหวัง แต่แววตาคนไร้บ้านมักจะมีแววตาที่เหม่อลอยไม่รู้จะไปไหนดี ไม่มีที่จะให้ไป อีกจุดสังเกตหนึ่งคือเนื้อตัวจะมอมแมม และอีกอย่างเท่าที่ผมสังเกตเอง คือดูรองเท้า รองเท้าจะค่อนข้างสกปรกกว่าคนอื่น เพราะผ่านการเดินตรากตรำมา บางคนใส่รองเท้าแตะไม่ใช่รองเท้าผ้าใบก็จะดำมากๆ คนปกติทั่วไปถ้ามีบ้านหรือมีที่ทำงาน มันจะไม่ดำขนาดนี้”

การสำรวจคนไร้บ้านวันนี้ดูเหมือนว่าจะผิดกับที่ทีมสำรวจคาดการณ์ไว้ เนื่องจากพบเจอน้อยกว่าปกติ  แต่หลังจากได้คุยกับคนไร้บ้านส่วนหนึ่ง หนุ่ยบอกกับผมว่า การจะเข้าใจคนไร้บ้าน อันดับแรก ตามหลักวิชาการ คือ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  “เรามีสิทธิที่จะใช้ชีวิตในแบบที่เราเลือก”

“ผมคิดว่าทุกคนมีเหตุผลที่ว่าทำไมต้องมีชีวิตแบบนี้ แต่ว่าเราไม่จำเป็นต้องไปเข้าใจเหตุผลเขาทั้งหมด เราก็ควรมองเขาว่าเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกคนหนึ่งที่เขาก็มีชีวิตจิตใจเหมือนกับเรา มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะไม่อยู่บ้านหรือนอนข้างถนน เขาอาจจะมีเหตุผล และบางทีเขาอาจจะมีความสุขในแบบของเขา”

หลังจบบทสนทนา กลุ่มอาสาสมัครทีมนี้ได้ถูกเรียกไปช่วยสัมภาษณ์คนไร้บ้านที่ประตูท่าแพ ซึ่งวันที่สองของการสำรวจ บริเวณนั้นดูมีจำนวนมากกว่าเดิม.

 

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 14,854 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.