• 27 กรกฎาคม 2560 - 15:37 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ข้างหลังภาพถ่ายของเพียว กับความฝันตั้งรกรากในดินแดนแห่งความฝัน

 วันที่ 15 มีนาคม 2560 - 18:00 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 958 ครั้ง พิมพ์

 

อานนท์ ตันติวิวัฒน์



จาย อ่อง เพียว แรงงานข้ามชาติชาวไทใหญ่ เขาอพยพจากประเทศพม่าเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้กว่า 12 ปีแล้ว เรื่องราวของเขาก่อนเข้ามาทำงานในประเทศนี้ ไม่สู้จะแตกต่างจากแรงงานข้ามชาติคนอื่น ๆ ที่ถูกภาวะสงครามและความยากจนข้นแค้นผลักให้อพยพออกมาเผชิญโชคชะตาใหม่ด้วยความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ถึงกระนั้นเมื่อเข้ามาและสร้างตัวได้ระดับหนึ่ง พวกเขามักจะมีความหวังและความฝันในอนาคตที่แตกต่างกันออกไป จาย อ่องเพียว ก็เช่นกัน

-------------------------------------------------------

อดีตของเขา

เมื่อ 12 ปีที่แล้ว เพียว เด็กหนุ่มวัย 18 ปีตัดสินใจออกจากเมืองโหปง (Hopong ) เมืองตอนใต้ของรัฐฉานในประเทศพม่า แม้เมืองนี้ไม่ต้องเผชิญกับสภาวะสงครามบ่อยเท่าเมืองอื่น และที่บ้านของเขาก็มีที่ดินทำการเกษตรอยู่ไม่น้อย แต่เขาแทบจะลืมตาอ้าปากไม่ขึ้นเลย ปีหนึ่งเก็บเกี่ยวผลผลิตขายได้เงินราว สามแสนจั๊ต (12,000 บาท) แต่เมื่อหักเงินลงทุนที่ไปยืมมาและภาษีที่รัฐมาเก็บทุกเดือน แทบจะไม่เหลือเงินสักแดงเดียว จนวันหนึ่งแม่เขาเสียชีวิต หนี้สินเริ่มเพิ่มพูนมากขึ้น เขาตัดสินใจออกจากบ้านไปแสวงหาชีวิตใหม่ที่เมืองไทยตามคำชักชวนของชายคนหนึ่ง

เพียวกับชาวไทใหญ่อีกจำนวน 5 คน จำต้องเดินเท้าเปล่า 5 วัน เพื่อเลี่ยงด่านตรวจ ตลอดห้าวันเขาเดินแบบไม่เจอหมู่บ้านเลย และอาหารทุกมื้อจะเป็นผักกาดดองแห้งจิ้มกับข้างเหนียว เขาใช้ชีวิตในป่าพร้อมกับผักกาดดองแห้ง 5 วัน ก็เดินมาดึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในเขตอ. ปางมะผ้า จ.แม่อ่องสอน เขาไม่แน่ใจว่าเป็นบ้านอ่าข่า หรือละหู่ จากนั้นเขาโบกรถขนผักมาที่ปาย โดยเสียเงินให้คนขับ 100 บาท

อยู่ปาย เพียวกับเพื่อนต้องอาศัยกระท่อมปลายนานอนเบียดกันราว 7 คน เวลาจะรับงานก็ต้องให้คนจ้างมารับไป จะไม่ยอมออกไปเองเด็ดขาด เพราะพูดไทยยังไม่ได้ และบัตรอนุญาตทำงานก็ยังไม่มี งานที่ได้ส่วนใหญ่จะเป็นงานสวน แผ้วถางหญ้า ได้วันละ 80 บาท เมื่อมีเวลาว่างก็จะไปนั่งจับปลาริมแม่น้ำปายเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย วนเวียนอยู่อย่างนี้ราว 3 เดือน วันหนึ่งระหว่างที่ตกปลาอยู่นั้น เขาเจอกับชาวไทใหญ่แม่ฮ่องสอน พูดภาษาเดียวกันรู้เรื่อง เขาถูกชักชวนให้ไปทำงานร้านอาหารและบาร์ของฝรั่งในตัวเมืองปาย ได้เงินเดือนละ  3,000 บาท โดยกินอยู่กับเจ้านายฝรั่ง

“ผมทำงานเริ่มสิบโมงเช้า เลิก ตีหนึ่ง เป็นบาร์เทนเดอร์ เสิร์ฟอาหาร แล้วต้องเก็บกวาดล้างจานทั้งหมด แต่ถ้าจะให้เราล้างแก้วล้างจานในตอนกลางคืน ผมไม่ไหว เลยมักจะหลับแล้วตื่นมาล้างจาน 9 โมง ทำอย่างนี้ราวสี่เดือน ผมไม่ใช้เงินสักบาทเลย เก็บเงินได้สักก้อนหนึ่ง แต่พอครบสี่เดือน พี่คนที่พาผมมาเมืองไทยเห็นผมมีงานแล้วก็มาทวงเงินผม บอกผมเป็นหนี้เขา สองแสนจั๊ต (ราวแปดพันบาท) ผมไม่รู้ว่าเขาใช้อะไรไปบ้าง เหมือนโดนโกง แต่ก็จำเป็นต้องเอาเงินที่เก็บมาให้เขาทั้งหมด”

ต่อมาเพียวมีความคิดที่จะไปเชียงใหม่ ซึ่งมักจะเป็นจุดหมายปลายทางของแรงงานชาวไทใหญ่ ในรัฐฉาน มีคนบอกว่าเขาสามารถไปทำโรงงานน้ำแข็งได้เงินเดือน 5,000 บาท เมื่อคำนวณดูเวลาทำงานแล้ว ทำที่นี่เริ่มเก้าโมงเลิกตีสอง ได้เงินสามพันบาท ทำงานที่เชียงใหม่ แปดโมงถึงทุ่มได้ห้าพันบาท เขาจึงตัดสินใจไปบอกเจ้านายฝรั่ง แต่เจ้านายก็ขอให้เขาช่วยอีกสี่เดือน แล้วเพิ่มเงินเดือนให้เป็น 3,500 บาท เขาตัดสินใจอยู่ช่วยอีกสี่เดือน แล้วไปเชียงใหม่ทันที โดยเสียเงินให้นายหน้าพามาราว 4,000 บาท แต่ทว่านายหน้ากลับพาเขาไปลงเชียงใหม่แลนด์ ปล่อยเกาะไม่ได้พาไปยังโรงน้ำแข็งที่เขาต้องการ และนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนของเขา

“ผมถูกหลอกมาปล่อยที่เชียงใหม่แลนด์ ไม่รู้ว่าที่ไหน เลยเข้าไปถามยาม ยามบอกเชียงใหม่แลนด์ ยามเห็นคงสงสารถามว่ามาจากเมืองไหน แล้วก็ให้ผมไปอยู่กับคนที่มาจากเมืองเดียวกันในไซต์ก่อสร้างข้าง ๆ เชียงใหม่แลนด์ ในไซต์ก่อสร้าง ผมติดต่อหาเพื่อนที่ทำงานอยู่โรงน้ำแข็งมันกลับบอกว่า เขาได้คนอื่นไปแล้ว ผมไม่รู้จะทำยังไง คนที่พักอาศัยก็บอกว่าถ้าเจ้านายรู้เขาจะโดนเล่นงานให้ผมไปที่อื่น ยังดีที่เพื่อนผมโทรให้อีกคนมารับผมไปอยู่ด้วย อยู่แถวแยกหลุยส์ในไซต์ก่อสร้างเมื่อก่อนเป็นป่าหมดนะครับ เวลามีคนมาตรวจผมก็จะไปอยู่ในป่าเลยเพราะกลัวถูกจับ”

“อยู่ในไซต์ก่อสร้าง ผมไม่มีงานเลย แต่เมื่อคนขาด เจ้านายคนไทย (และเป็นเจ้านายคนปัจจุบัน) ก็เอาผมไปทำงาน พอได้โอกาส ผมจะขยันทำให้ดีที่สุด ผมเริ่มจากการแบกปูน ขนทราย ทำทุกอย่างในงานก่อสร้าง เจ้านายเห็นว่าผมขยันขันแข็ง ก็เลยรับผมไว้ให้เงินวันละ 150 บาท ตกเดือนละสี่ถึงห้าพันบาท ตอนนั้นผมยังไม่มีบัตรทำมาได้สักพัก ตำรวจลงมาตรวจ ก็ถูกจับ เมื่อประมาณปี 2550”

เขาถูกขังคุกนานสองเดือน จนเพื่อนเขาและเจ้านายยื่นขอประกันตัวและนำไปทำบัตรถูกต้องตามกฎหมาย เขาสามารถทำงานเป็นแรงงานก่อสร้างได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัวอีกต่อไป โดยได้รับค่าจ้างวันละ 150 บาท

---------------------------------------------------------

 

ข้างหลังภาพถ่ายของเพียว

ทุกวันเพียวจะทำงานก่อสร้างจากที่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ เริ่มมีทักษะในงานก่อสร้าง เช่น งานฉาบปูน ก่อ เชื่อมเหล็ก

“ช่วงนั้นงานเยอะ โดยเฉพาะงานสร้างบ้านจัดสรร นายจ้างจึงแบ่งงานกันเป็นทีม ทีมละประมาณ 5 คน จากคนงานทั้งหมดราว 40-50 คน แบ่งกลุ่มย่อยไปสร้างบ้านคนละหลัง มีกรรมกร ช่างต่าง ๆ งานเป็นงานเร่งมาก บ้านชั้นเดียวให้เวลาขึ้นโครงสร้างให้เสร็จภายในแปดวัน โดยเจ้านายสัญญาว่าถ้าเสร็จเขาจะจ่ายเหมาไม่จ่ายเป็นรายวัน เราเป็นกรรมกรอย่างเดียวไม่ได้ ต้องไปช่วยงานช่าง ช่างก็สอนว่าต้องทำแบบนี้ เพราะงานรอกันไม่ได้ ผมจึงทำงานก่อสร้างเป็น หลังจากนั้นเจ้านายก็จ้างเหมาบ้าง ถ้าไม่มีงานก็จ้างเป็นรายวัน ผมใช้เวลาสี่ปีถึงจะชำนาญ”

งานประจำวันของเพียวคงไม่มีสิ่งไหนสะท้อนภาพได้ดีกว่ารูปถ่ายที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยน้ำมือของตัวเอง ถ่ายทอดออกมาด้วยความภาคภูมิใจ 

ภาพงานก่อสร้าง งานปูน งานเหล็ก ถ่ายโดย จายอ่อง เพียว

ภาพงานสวน ถ่ายโดย จาย อ่อง เพียว

เพียวอธิบายตั้งชื่อชุดภาพถ่ายในงานแสดงภาพเล่าเรื่องกับประชาธรรมว่า “ไม่น่าเชื่อ ว่าสองมือเล็กๆของเราสามารถสร้างบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ได้”

“เบื้องหลังความหรูหรา อาชีพที่คนมีเงินมองข้าม คนมีเงินดูถูก แต่ไม่ว่าสายตาของคนมีเงินจะมองเราแบบไหน มองไม่เห็นคุณค่าของอาชีพนี้ก็ตาม แต่เราก็ยังภูมิใจในตัวเองทุกครั้งที่มองดูผลงานของตัวเอง...” คำอธิบายภาพถ่ายของเพียว

ทุกวันเพียวจะตื่นนอนตั้งแต่เจ็ดโมง จากนั้นเดินทางจากที่พักอ.แม่ริมมาถึงไซต์งานประมาณแปดโมง ซึ่งปัจจุบันไซต์งานที่เจ้านายเพรียวดูแลยู่แถวเจ็ดยอด เมื่อมาถึงเขาจะนำรถเข็นเก็บขยะของโครงการมารวบรวมไว้ที่ทิ้งขยะจุดเดียว จากนั้นประมาณแปดโมงครึ่งจะมีโฟร์แมนมาแจกแจงงานว่า คนไหนต้องไปทำอะไรบ้าง เมื่อได้รับมอบมายงานก็จะไปเบิกอุปกรณ์และข้าวของที่ต้องใช้ ส่วนใหญ่เป็นงานปูน ทาสี และทำความสะอาด

เมื่องานเริ่มอยู่ตัว เพียวเริ่มฝันถึงการตั้งรกราก เขาเริ่มมีคำถามว่า เขาอยากใช้ชีวิตแบบไหนในอนาคต ด้านหนึ่งเขาอยากกลับบ้านเกิด เพราะเป็นที่ที่มีเพื่อนญาติพี่น้อง และสังคม แต่ที่นั่นมีแต่ความยากจน สงคราม และสถานะความเป็นชาติพันธุ์ทำให้เขาไม่ถึงสิทธิ์ จึงแทบไม่เห็นโอกาสที่จะลุกขึ้นมาตั้งตัวหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่าก็ตาม

อีกด้านหนึ่งเพียวก็คิดตั้งรกรากในประเทศไทย เพราะดินแดนแห่งนี้มีความต้องการแรงงานแบบเขา เป็นเสมือนพื้นที่ทำมาหากินในงานที่คนไทยไม่ทำ เขาสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองได้ และประสบการณ์ที่ผ่านมาพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าเขามีชีวิตก้าวมาจากจุดเดิมแค่ไหน แต่ทว่าการจะใช้ชีวิตในเมืองไทยไม่ง่าย หนึ่ง เขาจะอยู่ที่นี่อย่างถูกกฎหมายเรื่อย ๆ ได้อย่างไร  สอง เขาต้องทนกับการดูถูกเหยียดหยามจากสังคมไทยบางกลุ่มบางพวกได้อย่างไร ลูกเขาจะเติบโตมาในชีวิตแบบไหน

ก่อนตัดสินใจว่าจะลงหลักปักฐานที่ไหน เพียวจึงตัดสินใจหาความรู้ในสิ่งที่ไม่รู้ ระหว่างทำงานเขาจะฟังวิทยุช่อง Map Radio ซึ่งเป็นสถานีวิทยุให้ความรู้เรื่องสุขภาพ กฎหมาย และความบันเทิงต่าง ๆ เขาพบว่ามีหลายเรื่องที่เขาไม่รู้

ต่อมาเขาก็ได้รู้จักกับกลุ่ม WSA “กลุ่มแรงงานสามัคคี” ผ่านช่องวิทยุช่องนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ต่อสู้เพื่อคนไม่มีบัตร อันที่จริงเขารู้จักกับกลุ่มนี้มาตั้งแต่เขาติดคุก เพียงแต่ตอนนั้นเขาติดคุกอยู่และ WSA อยู่ในสถานะผู้ช่วยเหลือเท่านั้น พอหลังออกจากคุกปี 2552 เขาจึงตัดสินใจร่วมงานกับกลุ่มนี้ และที่นี่เองทำให้เพียวพบรัก และเริ่มชัดเจนว่าต้องการที่จะลงหลักปักฐานแบบไหน

“กลุ่ม WSA เป็นกลุ่มยืดหยุ่นมาก ใครจะเข้ามาร่วมกลุ่มทำงานก็เข้ามาได้ตลอด มีการตั้งคณะกรรมการทุกสองปี ผมมีโอกาสทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลกลุ่ม WSA แล้วน้องเขาก็เข้ามาในกลุ่ม น้องเขามีความฝันว่าอยากเป็นดีเจ จึงเข้ามาเป็นอาสาสมัครจัดรายการวิทยุ ผมจึงพาน้องเขาไปสมัคร จากนั้นผมก็ไล่จีบน้องเขามาเรื่อย ๆ”

“ผมชอบน้องเขา เพราะน้องเขากตัญญูกับพ่อแม่และครอบครัว ใครจะมาดูถูกเหยียดหยามตัวเขาได้ แต่ดูถูกครอบครัวเขาไม่ได้ ทุกเรื่องแม้จะสำคัญแต่สิ่งที่สำคัญกว่าสำหรับเขาคือครอบครัว อีกอย่างน้องเขาฉลาดมาก รู้ภาษาไทยเพราะอพยพมาตั้งแต่ตอนเด็ก เก่งคอมพิวเตอร์ด้วย ผมขอความช่วยเหลือเรื่องอะไรเขาจะมาช่วยเหลือผมตลอด ผมคิดว่าเราต้องดูแลกันและกันได้”

ภาพคำหนุ่มระหว่างวันหยุดพักผ่อนที่บ้านต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ในชุดภาพ "เตรียมทำบุญกับแฟน"  ถ่ายโดย จาย  อ่อง เพีย

การพบรักระหว่างเพียวกับคำหนุ่ม ทำให้ความฝันในการลงหลักปักฐานมีภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะคำหนุ่มไม่เคยนึกอยากกลับไปที่รัฐฉานเลยสักครั้งเดียว เธอยังคงติดภาพหลอน ภาพที่หมู่บ้านถูกเผา และต้องหนีเอาตัวรอดตั้งแต่ยังเด็กยังคงตราตรึงอยู่ในภาพความทรงจำของเธอ การที่เธอต้องอพยพเข้ามาพร้อมครอบครัวและได้ชีวิตใหม่ในดินแดนแห่งนี้นับว่าเป็นโชคชะตาที่ปราณีเธอแล้ว ผิดกับอีกหลายครอบครัวที่ไม่สามารถมีชีวิตใหม่อย่างเธอได้

คำหนุ่มได้บัตรสิบปีคนไร้สัญชาติ การเข้ามาอยู่ในไทยนานนับสิบปีทำให้เธอสามารถเก็บเงินซื้อที่ดินแถวต.โป่งแยง อ.แม่ริม และเมื่อทั้งคู่คบหากัน เพียวจึงย้ายไปอยู่ที่นั่น ตอนเช้าแฟนเพียวจะตื่นประมาณตีห้า ขึ้นมาทำกับข้าวสำหรับมื้อเช้า และข้าวห่อสำหรับมือกลางวัน ประมาณเจ็ดโมงกว่า เพียวจะออกไปทำงานประจำวัน ส่วนคำหนุ่มทำงานเป็นพนักงานถ่ายเอกสารหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

-----------------------------------------------------

 

อนาคตและภาพฝัน

ความรักของหนุ่มสาวทำให้พวกเขาเริ่มฝันถึงอนาคตที่มั่นคง สำหรับเพียวชายหนุ่มผู้เดินทางมาเสี่ยงกับโชคชะตาในเมืองเชียงใหม่ มาตายเอาดาบหน้ามาตลอดสิบปีที่ผ่านมา เริ่มคิดถึงการเป็นหัวหน้าครอบครัว และลงหลักปักฐานที่เชียงใหม่ ทักษะงานก่อสร้างที่เขาเรียนรู้มาจากการทำงานทุกวัน ทำให้เขาวางแผนเป็นผู้ประกอบการรับเหมางานเอง เก็บเงินเพื่อเติมเต็มความฝัน

“ประมาณเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ผมไม่คิดจะกลับไปพม่า แม้ว่าจะอยากกลับมาก ความคิดถึงบ้านมีอยู่ เรายังมีญาติพี่น้อง แต่ที่ไม่อยากกลับ เพราะหนึ่งการเมืองในประเทศพม่าไม่แน่นอน ยังมีการรังแกกลุ่มชาติพันธุ์ที่อ่อนแอกว่า ถ้าผมไปเข้าร่วมกองกำลังต่อสู้ เขาก็จะจัดการกับครอบครัวของผม  สอง ถ้าผมกลับไปผมก็ต้องไปเผชิญชีวิตที่ลำบากเหมือนเดิม ไม่ใช่แค่ผมที่ต้องลำบากแต่ครอบครัวด้วย”

“ผมคิดไว้ว่า ผมจะเริ่มออกงานรับเหมาเองข้างนอกด้วยเพื่อเก็บเงินก้อนหนึ่ง เป็นเงินก้อนโต ประมาณสามถึงสี่แสนบาท เพื่อนำไปลงทุนร้านค้าเล็กๆอันหนึ่งในหมู่บ้านที่บ้านแฟน (อ.แม่ริม) ถ้าไปไม่ถึงฝันอันนั้น ก็จะซื้อรถพ่วงคันหนึ่งซื้อของในตลาดมาค้าขายเป็นการค้าย่อย ๆให้แฟนผม และผมจะออกรับงานด้านนอกเพิ่ม งานก่อสร้าง เงินรายวันค่อนข้างแน่นอน ถ้าออกไปรับเหมาก็จะได้เงินเพิ่มขึ้นมาอีกนิดนึง”

“ตอนนี้แฟนผมเริ่มคิดออกจากงานแล้ว เพราะทนไม่ไหว ไปสมัครเป็นพนักงานถ่ายเอกสารแต่พอไม่มีงานเริ่มให้แฟนผมไปทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า และดูแลเด็ก กลายเป็นงานแม่บ้าน และเราไม่ใช่มีแค่ตัวเราเองสองคนยังมีญาติพี่น้องจะต้องเลี้ยงดู เราเลยคุยกันว่าจะเป็นนายจ้างเลี้ยงดูตัวเอง เราไปซื้อของในตลาดมาขาย เราขยันเท่าไหนกำไรก็จะเพิ่ม”

ส่วนครอบครัวที่รัฐฉาน เพียวยังส่งเงินกลับไปให้อยู่เป็นระยะ แต่ไม่ได้ส่งทุกเดือน ส่งเป็นช่วงแล้วแต่ทางนั้นต้องการ เป็นต้นว่า ครอบครัวทางนั้นจะขอเพื่อไปสร้างบ้าน ขอทีหนึ่งประมาณล้านจั๊ต (สองหมื่นกว่าบาท) เขาก็จะส่งเงินผ่านนายหน้า ที่จะเปิดบัญชีที่แม่สาย และท่าขี้เหล็ก เมื่อโอนเงินไปบัญชีที่แม่สายก็จะมีคนมากดเงินที่แม่สายข้ามไปที่ท่าขี้เหล็กแล้วโอนไปธนาคารของญาติของเขา

เมื่อสถานะเขามั่นคงเพียวและคำหนุ่มวางแผนว่าจะมีลูกด้วยกัน ตามความเชื่อโบราณ การมีลูกจะทำให้ครอบครัวมีความมั่นคง เพราะจะเป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์ยามมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง และเมื่อเกิดลูกออกมาและได้เติบโตในสังคมไทยเขาเชื่อว่าลูกจะมีชีวิตที่ดีกว่าพวกเขา

“ถ้าลูกผมเกิดในประเทศไทย ผมเชื่อว่าอนาคตเขาจะเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่ ปัจจุบันนี้ผมเป็นลูกน้องเขา มันลำบาก อนาคตถ้าเขาได้เติบโตในสังคมไทย ชีวิตเขาจะดีกว่าผมหลายสิบเท่า และน่าจะดีกว่าที่เขาไปเติบโตในพม่า”

ชุดภาพ "ก่อนทำงานตอนเช้าทำข้าวหลามเองที่บ่าน ทั้งหมดในบ้านมีเก้าคน" ถ่ายโดย จาย อ่องเพียว

เพียวและคำหนุ่มตั้งใจใช้เชียงใหม่เป็นที่สร้างครอบครัว เพราะเป็นดั่งดินแดนแห่งความฝัน เมืองแห่งนี้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เป็นเมืองหลายชาติพันธุ์ เปิดโอกาสให้ทุกวัฒนธรรมประเพณีอยู่ร่วมกันได้ เป็นดั่งแผ่นดินทอง

“ผมชอบเชียงใหม่ทุกอย่าง ประเพณีวัฒนธรรมทุกอย่างคล้ายไทใหญ่หมดเลย สิ่งที่บรรพบุรุษไทใหญ่มาอยู่เชียงใหม่เขาก็ร่วมสร้างไว้อยู่ตรงนี้ หากดูตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเชียงใหม่เป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้หลายเชื้อชาติ ชนเผ่า ศาสนาได้เข้ามาอยู่แล้วมาร่วมสร้างเมืองเชียงใหม่ให้สวยงาม เราจึงเห็นวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีหมด ไม่ว่าจะเป็นไทใหญ่ พม่า ลาหู่ มาจากไหน ที่เชียงใหม่ก็มีชุมชนและวัฒนธรรมรองรับ งานปอยสางลองก็มี มันเป็นเมืองที่เปิดให้คนทุกคน เราสามารถโชว์วัฒนธรรมของเราได้ ผมไม่เคยฝันมาก่อนเลยว่าจะมีโอกาสและชีวิตแบบนี้ แต่เชียงใหม่ช่วยสร้างให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้ ให้ผมได้มีงาน ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น”

“แต่มันก็ไม่ได้สวยงามทั้งหมด แม้เชียงใหม่จะใหญ่และสวยงาม ผมไม่เคยเกลียดเมืองเชียงใหม่เลย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ชอบ คืออคติของคนบางคนที่ยังมองเราอย่างเหยียดหยามมองเราเป็นต่างด้าว อย่างคำพูดคำหนึ่งที่ทำให้สะท้อนใจ คือ คือมีครั้งหนึ่งผมไปเก็บขยะที่หน้าบ้าน มีคนดุหมาว่า อย่าไปคุ้ย เดี๋ยวโดนต่างด้าวจับไปทำแกง พวกนี้ฆ่าหมดไม่เว้นแม้แต่หมา ฟังแล้วรู้สึกแย่มาก แต่คนไทใหญ่บางคนก็ทำความเดือดร้อนให้เมืองนะ มาอยู่อาศัยในเมืองของเขาแล้วก็ยังทำให้บ้านเมืองเขาสกปรก อย่างจัดงานปีใหม่ไทใหญ่ เขาเปิดโอกาสให้จัด แต่ก็ไปมีเรื่องทะเลาะวิวาท ตรงนั้นผมไม่ชอบเพราะทำให้เราและคนอื่นเดือดร้อน ”

“ถ้าจะต้องย้ายกลับ คงจะเป็นเรื่องอคติมากกว่า ถ้ามันเพิ่มขึ้นจนรุนแรง เช่น งานก่อสร้างเป็นงานคนไทยทำไมพม่าต้องมาแย่ง ถ้ามันเพิ่มขึ้นมาก ๆ เราคงกลับ อีกเรื่องก็คือรัฐไทยไล่เราและประเทศพม่ามีการเมืองที่ดีขึ้น”.

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ความไว้วางใจ จากเพื่อนบ้านสู่อาชีพดูแลผู้สูงอายุ

ชีวิตแม่บ้าน การสร้างคุณค่าในอาชีพของตัวเอง

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,256 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.