• 24 กรกฎาคม 2560 - 01:35 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สื่อดิจิทัลกับวัฒนธรรมข้ามพรมแดน : การทบทวนแนวคิดของอัปปาดูรัย เพื่อสร้างปฏิบัติการสื่อสารเชิงวัฒนธรรมของสามัญชน

 วันที่ 14 มิถุนายน 2560 - 01:37 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 150 ครั้ง พิมพ์

 

 

เก เก เยาวชนกะเหรี่ยงคนรุ่นใหม่ ผู้ก่อตั้งช่องยูทูบ VKCM (Voice of Karen Chiang Mai) เพื่อเผยแพร่ภาษา วัฒนธรรมกะเหรี่ยง ผ่านดนตรี มิวสิกวิดีโอ หนังสั้น รวมถีงเพลงสรรเสริญพระเจ้า เชื่อมร้อยเนื้อหาจากประเทศไทยถึงกะเหรี่ยงพลัดถิ่นทั่วโลก ประชาธรรม ได้ร่วมพูดคุยพร้อมกับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง


ารเชื่อมโยงกันของโลกปัจจุบัน นอกจากจะดูที่การเชื่อมต่อ หรือการทำให้เส้นเขตแดนจางหางไปผ่านการค้า การลงทุน สาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ถนนหนทาง สนามบิน ท่าเรือ ยังอาจพิจารณาได้ในพื้นที่ของการสื่อสารหรือพื้นที่ทางวัฒนธรรม ดังที่คลิฟฟอร์ด เกียร์ตช์ (1973) เสนอในข้อเขียนการตีความหมายทางวัฒนธรรม (The Interpretation of Culture) ว่ามนุษย์ทุกคนต่างอยู่ในข่ายใยของความหมาย (web of meaning) สะท้อนความเป็นเครือข่ายของวัฒนธรรม

ภายใต้เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นในศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะการขนส่งและการสื่อสาร เช่น เครื่องบิน โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และวิดีโอ ทำให้โลกติดต่อสัมพันธ์กันอย่างเข้มข้น โลกจึงเต็มไปด้วยการหลั่งไหลของผู้คน ภาพลักษณ์ และวัตถุ สิ่งเหล่านี้ส่งต่อข้ามพรมแดน และทำให้เกิดข้อถกเถียงใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของสินค้า สื่อ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของโลก ซึ่งมีการอพยพย้ายเข้า ย้ายออกของผู้คนภายในรัฐชาติ ความสัมพันธ์แบบเชื่อมโยงร้อยรัดเข้าด้วยกันที่เกิดขึ้นกับโลก คือการหลั่งไหลทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดน ซึ่งการศึกษาทางมานุษยวิทยาอาจเรียกว่า ลักษณะข้ามพรมแดนรัฐชาติ หรือแนวคิดเรื่องพื้นที่สังคมวิทยาข้ามพรมแดน (Transnationalism) มีการหลั่งไหลทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดนรัฐชาติอย่างมากในศตวรรษที่ 20

สำหรับแนวคิด Transnationalism เริ่มขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 เป็นงานที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทั้งรัฐและทุน รวมทั้งกระแสโลกาภิวัตน์มีความแข็งแกร่งจนสามารถขยายอำนาจไปครอบครองท้องถิ่นได้มากขึ้น โดยผ่านกลไกต่าง ๆ ทั้งที่เป็นของรัฐและเอกชน รวมทั้งผ่านระบบการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ด้วย โดยแนวคิดที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากนักวิชาการตะวันตก คือ แนวคิดเรื่องพื้นที่สังคมข้ามพรมแดน (transnationalism) โลกาภิวัตน์ (globalization) และคนพลัดถิ่น (diaspora) ซึ่งถือเป็นแนวคิดสำคัญในการศึกษาด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ (Arjun Appadurai, 1996 อ้างถึงในฐิรวุฒิ เสนาคำ 2547: 192)

 นักวิชาการหลายกลุ่มได้นำประเด็นดังกล่าวมาศึกษาในเรื่องของการข้ามพรมแดน (Trans border)  โดยมีผู้ที่ศึกษาการเคลื่อนย้ายของชนชาติต่าง ๆ ที่มีลักษณะของการก้าวข้ามขอบเขตของรัฐ หรือของประเทศ โดยการก้าวข้ามเข้าไปนั้น จะยังคงรักษาอัตลักษณ์ของชนชาติเดิมไว้ได้อยู่หรือไม่ ซึ่งปรากฏการณ์ หรือกระบวนการเช่นนี้ของสังคมมนุษย์เรา จะเป็นการก่อตัวของชุมชนที่เป็นแบบฉบับของกลุ่มตนขึ้นในประเทศอื่น ซึ่งมีแนวคิดพื้นฐานร่วมกันจากความเชื่อดั้งเดิม และเมื่อได้อพยพ หรือเคลื่อนย้ายไปยังที่อื่น ก็เพราะมีการรวบรวมกลุ่มกัน ซึ่งอาจจะเกิดวัฒนธรรมใหม่ในรูปแบบของการผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิม การก่อตัวของชุมชนที่มีอยู่เดิม และมีการนำเอาประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนกลับมาใช้ใหม่ ทำให้เกิดชุมชนที่มีอัตลักษณ์ของตนเองที่แตกต่างไปจากชุมชนอื่นโดยรวม (Steven Vertovec, 2009)

แนวคิดดังกล่าวเป็นประเด็นที่นักมานุษยวิทยารุ่นหลังนำมาเป็นประเด็นสำคัญในการโต้แย้งกับนักมานุษยวิทยารุ่นก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรม (cultures) อัตลักษณ์ (identities) และชาติพันธุ์ (ethnicities)  ไม่สามารถบรรจุไว้ในพรมแดนรัฐ-ชาติได้ หากแต่เป็นสิ่งที่เลื่อนไหล สัญจรและตัดข้ามพรมแดนได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าคนพลัดถิ่น โลกาภิวัตน์ และพื้นที่สังคมข้ามพรมแดนจะมีความหมายใกล้เคียงกันแต่ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจแยกออกจากกัน ซึ่งคำว่าโลกาภิวัตน์นั้นเป็นที่เข้าใจกันว่า เป็นปรากฏการณ์ที่ทั้งผู้คนและวัฒนธรรมทั่วทุกมุมโลกถูกโยงร้อยเข้าหากัน โดยด้านหนึ่งการเชื่อมร้อยนี้ได้กระทำผ่านกลไกการสื่อสารที่ย่นย่อเวลาและพื้นที่ของมนุษย์ให้แคบลง ซึ่งอัปปาดูรัย ได้นิยามโลกาภิวัตน์ว่าหมายถึงการไหลของห้าสิ่งในระดับโลก คือ ผู้คน เงินตรา อุดมการณ์ สื่อและเทคโนโลยี แต่การไหลนั้นจะเป็นไปแบบไม่สม่ำเสมอ  ดังนั้นกระบวนการโลกาภิวัตน์จึงเป็นกระบวนการที่สร้างความแตกต่างไปพร้อม ๆ กับการสร้างความเหมือน  และท้ายที่สุดจะก่อให้เกิดวัฒนธรรมและอัตลักษณ์พันธุ์ทาง (hybrid cultures and identities) ขึ้นทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับสากล (ฐิรวุฒิ เสนาคำ อ้างแล้ว : 193)  

ผู้คน ในชุมชนจินตกรรมกับท้องถิ่นข้ามท้องถิ่น

สำหรับอัปปาดูรัยแล้ว คำว่าท้องถิ่นและความเป็นท้องถิ่นมิได้มีมาก่อน แต่เขากล่าวว่ามันถูกสร้างหรือผลิตขึ้นทั้งในยุคก่อนสมัยใหม่ สังคมสมัยใหม่และทั้งในสังคมยุคโลกาภิวัตน์นี้ด้วย หมายความว่าท้องถิ่นในปัจจุบันนั้นได้รับอิทธิพลจากท้องถิ่นอื่นอยู่ตลอดเวลา ทั้งถูกแทรก เชื่อมร้อย ทับพาดและพาดทับท้องถิ่นอื่นและส่วนอื่นของโลกด้วย สิ่งที่อยู่ในท้องถิ่นจึงไม่ใช่ของท้องถิ่นโดยสมบูรณ์ ดังนั้นทั้งภูมิปัญญา การเมือง  วัฒนธรรมและผู้คน จึงไม่จำเป็นต้องเป็นส่วนหนึ่งของท้องถิ่นเพียงท้องถิ่นเดียวหรือพื้นที่เดียว แต่เป็นท้องถิ่นที่รวมโลกาภิวัตน์ (globalization) ความเป็นสากลนิยม (globalism) และทุนนิยมโลกเข้าไว้ด้วยเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้นตามความเห็นของอัปปาดูรัยยังเห็นว่า “ท้องถิ่นข้ามท้องถิ่น” ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์นั้นยิ่งทวีความเข้มข้นมากกว่าในอดีต เพราะเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของการเคลื่อนย้ายของทั้งสื่อ ภาพลักษณ์ การเงิน และอุดมการณ์ข้ามพรมแดนด้วยความถี่ ความเร็วและความเข้มข้นที่สูงมากในหลากหลายรูปแบบรวมกับการเคลื่อนย้ายระยะไกลของผู้คนที่มีความถี่เข้มข้นและกว้างขวาง จนทำให้ในที่สุดภาวะการเคลื่อนย้ายระยะไกลของผู้คนกลายเป็นภาวะที่มีความสำคัญยิ่งยวดของโลกยุคโลกาภิวัตน์

จากทัศนะของอรชุน อัปปาดูรัย ข้างต้นนั้นเองที่ “ผู้คน” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในห้าปัจจัยหลักสามารถเคลื่อนไหว หรือไหลข้ามไปมาได้อย่างไร้ขอบเขตระหว่างพรมแดนต่อพรมแดน โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การสื่อสาร คมนาคม ที่เริ่มพัฒนามาอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การพัฒนาดังกล่าวจึงทำให้ผู้คนในปัจจุบันสามารถเดินทางติดต่อสื่อสารกัน และติดตามความเป็นไปของคนในมาตุภูมิและคนพลัดถิ่นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันในประเทศอื่นได้รวดเร็วขึ้นและถี่มากขึ้น (ฐิรวุฒิ เสนาคำ, อ้างแล้ว : 198)

จากการเชื่อมโยงโลกด้วยปัจจัยข้างต้นนั้น นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ (ม.ป.ป.) สรุปอิทธิพลของอัปปาดูรัยว่า การศึกษาการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนรัฐชาติในมิติวัฒนธรรมแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ แนวทางแรกอธิบายว่าโลกประกอบด้วยความสัมพันธ์ศูนย์กลาง และชายขอบ ซึ่งถูกครอบงำด้วยทุนนิยมตะวันตก แต่สิ่งที่ทำให้แตกต่างกัน คือ วัฒนธรรม คำอธิบายแนวนี้อาจเรียกว่าเป็น แนวคิดแบบจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรม (cultural imperialism) หรือการทำให้โลกรวมเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งอธิบายว่าศูนย์กลางอำนาจครอบงำคนที่อยู่ชายขอบ ผู้ที่มีอำนาจจะทำลายวัฒนธรรมชายขอบให้หมดไป และทำให้กลายเป็นวัฒนธรรมเดียวกัน

แนวทางที่สอง อธิบายว่า ถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างระหว่างศูนย์กลางกับชายขอบ แต่วัฒนธรรมก็เป็นสิ่งที่ลื่นไหลไปมาข้ามพรมแดนรัฐชาติ วัฒนธรรมมิได้ถูกแทนที่ หรือถูกทำให้หายไป แต่มันจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในความหมายอื่น ๆ

ฉะนั้นหากชาติ คือ ชุมชนจินตกรรมการเมือง และจินตกรรมขึ้นโดยมีทั้งอธิปไตยและมีขอบเขตจำกัดมาตั้งแต่กำเนิด สำหรับการมาบรรจบพบกันของทุนนิยมและเทคโนโลยีการพิมพ์ กับความแตกต่างหลากหลายอันเกินแก้ในภาษาของมนุษย์ ได้ช่วยถางทางให้ชุมชนจินตกรรมรูปแบบใหม่ ๆ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ซึ่งโดยพื้นฐานลักษณะโครงสร้างของชุมชนเหล่านี้ ได้มีส่วนช่วยสนับสนุนให้เกิดชาติสมัยใหม่ขึ้นมา (เบเนดิก แอนเดอร์สัน, 2552: 7,81)

มุมมองที่ เบเนดิก พยายามเสนอว่า รัฐสมัยใหม่พยายามสร้างจิตสำนึกความเป็นชุมชนร่วมกันภายใต้จินตนาการที่อยู่ในขอบข่ายพรมแดนรัฐชาติ ผ่านการเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับรากเหง้าทางวัฒนธรรม โดยผ่านตัวกลางที่สำคัญ คือ สื่อมวลชน

แง่มุมพิจารณาบางประการต่อการนำเสนอคนพลัดถิ่น กรณีศึกษาเทศ-ไทย

นพพร ประชากุล (2552: 226-227) สรุปพัฒนาการของศาสตร์ด้านการสื่อความหมายในวัฒนธรรมว่า เป็นสิ่งที่วงวิชาการตะวันตกให้ความสนใจมานานแล้ว นับตั้งแต่ที่สาขาความรู้ด้านสัญวิทยา (semiology) หรือสัญศาสตร์ (semiotics) ซึ่งศึกษาเรื่องความหมายได้พัฒนาขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างศตวรรษที่ 19 สู่ศตวรรษที่ 20 พร้อม ๆ กัน กับการเติบโตอย่างรวดเร็วของมานุษยวิทยา สังคมวิทยา ภาษาศาสตร์และรวมไปถึงพัฒนาการของจิตวิเคราะห์แบบฟรอยด์ เศรษฐศาสตร์การเมืองแบบมาร์กซ์ แต่กว่าความสนใจดังกล่าวจะแปรรูปออกมาเป็นการศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวางลึกซึงก็ต้องรอหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวงวิชาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เริ่มได้รับอิทธิพลอย่างจริงจังจากแนวคิดโครงสร้างนิยม (structuralism) แนวคิดนี้เสนอว่า หัวใจของระบบทางสังคม-วัฒนธรรม ระบบหนึ่ง เช่น ภาษา ระบบเครือญาติ อยู่ที่โครงสร้างหรือความสัมพันธ์กันเองระหว่างองค์ประกอบภายในระบบนั้น และลักษณะสำคัญขององค์ประกอบแต่ละตัวก็อยู่ที่ว่ามันแตกต่างจากตัวอื่น ๆ อย่างไร

แนวทางการศึกษาสื่อมวลชนในปัจจุบันมักจะมุ่งความสนใจไปยังบทบาทของสื่อว่าจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อะไรได้อีกหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมมองของการเมืองเรื่องอำนาจ ซึ่งยกตัวอย่างในประเด็นนี้อย่างเช่นคำถามที่ว่าสื่อมวลชนจะสามารถประกอบสร้างความหมายใหม่ ๆ หรือช่วยธำรงรักษา  ความเป็นชุมชนที่อ่อนไหวเปราะบาง หรือชุมชนที่เรียกว่า “คนพลัดถิ่น” (diaspora)  อีกทั้ง“ชนกลุ่มน้อย” หรือชนชายขอบได้อย่างไร เป็นต้น ซึ่งนักวิชาการหลายท่านระบุว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นกันว่าสื่อเข้ามามีบทบาทอย่างไรที่ทำให้คนเหล่านี้สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนหรือมีความสมัครสมานสามัคคี จนสามารถที่จะแยกตัวเองออกเป็นเอกเทศได้ในที่สุด มันมีคำถามมากมายเกิดขึ้นจนบางครั้งอาจต้องใช้มุมมองการเมืองด้านสังคมวิทยามาใช้ร่วมวิเคราะห์ด้วย  เช่นคำถามที่ว่าการก่อรูปสังคมหรือการสถาปนาตัวเองของคนกลุ่มนี้ถูกพัฒนาขึ้นพร้อมกับเทคโนโลยีความก้าวหน้าของสื่อใช่หรือไม่

เดเนียล ดายัน (Daniel Dayan, 1999: 18-20) ระบุว่าประเด็นเรื่องของความเป็นท้องถิ่น (local) และกระแสโลกาภิวัตน์ มักเป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันเสมอในระหว่างนักวิชาการด้านสื่อด้วยกันเอง ซึ่งการขัดแย้งที่ปรากฏเช่นนี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเราได้ละทิ้งแนวคิดเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นท้องถิ่นและกระแสโลก (local–global relationship) ลงอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของการหลอมรวมกันระหว่างท้องถิ่นกับโลกอีกต่อไป

ความเป็นท้องถิ่นดังกล่าวข้างต้นเห็นได้ชัดเจนในปริบทของแนววัฒนธรรมศึกษา ซึ่งคำว่าท้องถิ่นในแนววัฒนธรรมศึกษาไม่ได้ถูกศึกษาอย่างโดดเดี่ยว เพราะคำว่าท้องถิ่นเองก็มีนัยยะของการติดต่อกับสังคมโลกภายนอกอยู่ในตัวของมันเอง (Cosmopolitan) ซึ่งความเป็น Cosmopolitan เหล่านี้มันจะปรากฏออกมาในรูปแบบที่หลากหลายด้วยกัน ความจริงบรรดาคนพลัดถิ่นเหล่านี้มีทั้งการพัฒนาและพึ่งพิงตนเองกับกระแสวัฒนธรรมหลัก (host culture) รวมถึงวัฒนธรรมและประเพณีของตนเอง (respective group) รวมถึงขนบประเพณีที่พวกเขาได้สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่โดยกลุ่มแกนนำของพวกเขาเอง (reconstruction of such tradition by their elites) ซึ่งแกนนำเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกระแสโลกเสมอไปและกลุ่มที่เหลือส่วนใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องผูกตัวเองกับความเป็นท้องถิ่นเสมอไปเช่นกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นจากอารมณ์และความรู้สึกของพวกเขาเอง โดยทีมีกลิ่นอายของการผสมผสานระหว่างความเป็นท้องถิ่นและกระแสโลกาภิวัตน์ที่แทรกซึมไปทั่วทุกที่ 

ปัญหาประการหนึ่งที่มักเกิดขึ้นเกี่ยวกับอัตลักษณ์และการใช้สื่อของคนพลัดถิ่น ก็คือ เรื่องราวของสังคมคนกลุ่มน้อยมักตกอยู่ใต้อิทธิพลของคนกลุ่มใหญ่ เนื้อหาข่าวสารที่ผลิตออกมาก็มักคำถึงถึงคนส่วนมากเหล่านี้ของสังคมด้วย ทั้ง ๆ ที่การก่อรูปอัตลักษณ์จำเป็นอย่างมากที่ต้องทำให้เห็นความแตกต่างจากสังคมกลุ่มใหญ่และมีความเป็นอิสระและแตกต่าง เพื่อที่จะได้ปลดปล่อยกลุ่มของตนเองจากการถูกเหมารวมจากความเป็นรัฐ-ชาตินั้น ๆ

สำหรับกรณีศึกษาที่น่าสนใจของไทยนั้น พบว่ามีงาน “พื้นที่สาธารณะข้ามชาติการเมืองเรื่องพื้นที่ของแรงงานอพยพไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่” ของอัมพร จิรัฐติกร (2558) ที่ต้องการศึกษาพื้นที่สาธารณะของแรงงานชาวไทยใหญ่ผ่านพื้นที่สาธารณะทางศาสนาและประเพณี และศึกษาพื้นที่สาธารณะผ่านพื้นที่สื่อสาธารณะ ในกรณีคือวิทยุชุมชนเสียงภาษาไทยใหญ่ FM 99 MHZ โดยมุ่งทำความเข้าใจความสัมพันธ์ทางสังคมที่หลากหลาย บางครั้งก็ทับซ้อนบนเส้นพรมแดนรัฐชาติ เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ การเมืองเชิงสัญลักษณ์ และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่เลื่อนไหลไปมา

ทั้งนี้ ผลการศึกษาพบว่าการเกิดขึ้นของพื้นที่สาธารณะข้ามชาติ transnational public space ทำให้พื้นที่สาธารณะไม่ได้มีบทบาทรับใช้ผู้คนภายใต้อุดมการณ์รัฐชาติย่างเดียวอีกต่อไป กรณีศึกษาชุมชนไทใหญ่ในเชียงใหม่ สะท้อนว่าพื้นที่ที่ในอดีตเคยทำงานหน้าที่รับใช้คนในชาติ ในปัจจุบันต้องเปิดกว้างขึ้น เพื่อให้ผู้คนที่ไหลข้ามพรมแดนเข้ามาทำงาน

ภายใต้ความเป็นสาธารณะ ของพื้นที่สาธารณะนั้น ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างให้คนหลากหลายกลุ่มเข้ามาร่วมใช้ สร้างนิยามความหมาย และท้ายสุดทำให้เกิดความสัมพันธ์เชิงสังคมหลากหลายชุดความสัมพันธ์ ในกรณีพื้นที่ทางศาสนาและประเพณี มีความสัมพันธ์หลายชุด ระหว่างรัฐไทยกับแรงงาน ระหว่างผู้จัดการกับแรงงานอพยพ ระหว่างคนไทยกับคนไทใหญ่ นอกจากนี้ยังมีชุดความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์หลาย ๆ มโนทัศน์กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เช่น การใช้พื้นที่เพื่อสร้างสำนึกความเป็นไต (ของกลุ่มผู้จัดงาน) กับการใช้พื้นที่เพื่อความสนุกสนานรื่นเริง (กลุ่มแรงงานไทใหญ่) หรือการใช้พื้นที่เพื่อประกาศความทันสมัยกับการใช้พื้นที่เพื่อช่วงชิงความจงรักภักดีของแรงงานต่อรัฐไทย มโนทัศน์หรืออุดมการณ์เหล่านี้อาจขัดแย้ง หรือดำรงอยู่ร่วมกันได้ เช่น ความพยายามสร้างสำนึกความเป็นไตผ่านนิทรรศการ การแสดงบนเวที หรือการจัดรายการวิทยุ ไม่ได้เป็นอุปสรรคหรือขัดแย้งต่อความพยายามสร้างความจงรักภักดีในหมู่ชาวไทใหญ่ต่อพระเจ้าอยู่หัวของไทยเลย

ในกรณีพื้นที่สื่อก็เช่นกัน สื่อกลายเป็นพื้นที่อุดมการณ์ต่าง ๆ มาปะทะกัน บางครั้งอุดมการณ์ของรัฐกับอุดมการณ์ของแรงงานก็อาจจะเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน บางครั้งอาจจะปะทะ ขัดแย้ง หรือต่อรองกัน (อัมพร จิรัฐติกร, 2558: 153-154)

นอกจากงานที่เน้นเรื่องพื้นที่สาธารณะแล้วอัมพร จิรัฐติกร (2559) ยังมีงานวิจัยชิ้นล่าสุดในหัวข้อ “การศึกษาเรื่องการบริโภคละครไทยในกลุ่มประเทศอาเซียน: กรณีศึกษาในประเทศพม่า กัมพูชาและเวียดนาม” เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เกิดกระแสนิยมละครโทรทัศน์ไทยเกิดขึ้น ในประเทศแถบอาเซียนหลายประเทศ ในกรณีประเทศที่มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับไทย เช่น ลาว หรือในกลุ่มชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า1 สื่อละครโทรทัศน์ไทยได้รับความนิยมมานานเกินกว่าหนึ่งทศวรรษแล้ว โดยที่ผู้ชมในประเทศลาวมักจะรับชมละครโทรทัศน์ของไทยจากสัญญาณดาวเทียมโดยไม่จำเป็นต้องผ่านการเปลี่ยนให้เป็นภาษาลาว ทั้งนี้เนื่องจากความใกล้ชิดทางภาษาระหว่างลาวกับไทย ในขณะที่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า มีการบันทึกเทปผ่านสัญญาดาวเทียมแล้วนำไปใส่เสียงบรรยายให้เป็นภาษาไทใหญ่ที่เรียกกันว่า “พากย์” หรือ “ดับบ์” (Dubbing) แล้วจัดจำหน่ายออกมาในรูปแบบของวีซีดีหรือดีวีดี ทั้งให้เช่าและขายในราคาถูก ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา (อัมพร จิรัฐติกร, 2550)

อัมพร ตั้งประเด็นว่า กระแสความนิยมละครโทรทัศน์ไทยที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศอาเซียน และรวมถึงประเทศจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เท่ากับเป็นการเปิดตลาดสินค้า ทางวัฒนธรรมของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมไทยเข้าสู่ตลาดเอเชีย สิ่งที่สำคัญก็คือ กระแสการบริโภควัฒนธรรมสมัยนิยมของไทย (เพลง ละคร ภาพยนตร์) เกิดขึ้น ภายใต้บริบทสังคมของแต่ละประเทศและวัฒนธรรมชาตินิยมที่แตกต่างกันไปของ แต่ละประเทศ ซึ่งประเทศไทยไม่ควรมองกระแสนี้ในลักษณะของการกระจายสินค้าแบบมาตรฐานเดียว แม้การเปิดเสรีประชาคมอาเซียนจะทำให้การเปิดเสรีทางด้านการสื่อสารและบริการเกิดขึ้นตามมาด้วย และนั่นหมายถึงโอกาสที่ผู้ชมละครโทรทัศน์ไทยจะขยายฐานเพิ่มขึ้นจาก 60 ล้านคน (ในประเทศไทย) เป็น 600 ล้านคน (ในกลุ่มประเทศอาเซียน) แต่สิ่งที่สำคัญในการทำความเข้าใจกระบวนการ รับข่าวสารหรือการบริโภคความบันเทิง ก็คือการมองประเทศเหล่านี้ภายใต้บริบทเฉพาะของแต่ละสังคม เพื่อทำความเข้าใจว่าแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมและรสนิยมที่แตกต่างกันอย่างไร อันจะส่งผลต่อการเปิดรับสื่อบันเทิงไทยที่แตกต่างกันออกไป

อย่างไรก็ตาม กระแสความนิยมละครโทรทัศน์ไทยที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้นเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มิได้เกิดจากการวางแผนในการส่งออกวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบเหมือนอย่างประเทศเกาหลีใต้ ที่ผ่านมากลุ่มผู้ผลิตละครโทรทัศน์ของไทยมุ่งเน้นการผลิตเพื่อตอบสนองผู้ชมในประเทศ เป็นหลัก โดยมิได้คำนึงถึงผู้ชมนอกประเทศแต่อย่างใด สื่อบันเทิงที่ผลิตเพื่อให้คนในประเทศบริโภคเป็นหลักอย่างละครโทรทัศน์ไทยนั้น เมื่อเดินทางข้ามพรมแดนออกไปอย่างไม่ตั้งใจ ก็อาจนำไปสู่การปะทะกันทางวัฒนธรรมและ

อัมพรสรุปว่า การผลิตสร้างความหมายที่แตกต่างออกไป ดังนั้น ในแง่หนึ่ง จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะศึกษาว่าการไหลข้ามพรมแดนของละครโทรทัศน์ไทย ที่ไม่มีเจตนารมณ์ของผู้ส่งสารเป็นจุดเริ่มต้น แต่ผลิตภายใต้อุดมการณ์ เงื่อนไขทางสังคม และวัฒนธรรมแบบหนึ่ง จะมีผลกระทบต่อผู้รับในบริบททางสังคมที่แตกต่างกันอย่างไรและจะนำไปสู่การเปลี่ยนรูป สร้างความหมายใหม่ในกลุ่มผู้ชมต่างวัฒนธรรมอย่างไร แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็ยังชี้ให้เห็นว่า เราไม่สามารถมองละครโทรทัศน์ไทยหรือสื่อบันเทิงใด ๆ ก็ตาม เป็นเรื่องเฉพาะภายในประเทศได้อีกต่อไป ในยุคที่การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นได้อย่างไร้ขีดจำกัดในยุคปัจจุบัน

การไหลข้ามพรมแดนของละครโทรทัศน์ไทย อาจนำไปสู่การปะทะ กันทางวัฒนธรรมอย่างเข้มข้นเมื่อมีผู้ชมต่างวัฒนธรรมเข้ามาร่วมรับชมการศึกษาทำความเข้าใจว่าผู้บริโภคเหล่านี้คิดอย่างไรกับสังคมไทย เข้าใจความเป็นไทยอย่างไรผ่านการรับชมละครโทรทัศน์ไทย จะนำไปสู่ความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนในแต่ละประเทศสมาชิก ความเข้าใจดังกล่าวอาจมีส่วนช่วยลดผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจของอาเซียน ส่งเสริมและรักษาเอกลักษณ์ ประเพณีและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดี ในระดับของภาคการผลิต การศึกษาการบริโภคละครไทยในกลุ่มผู้ชมอาเซียนจะช่วยขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิต จัดจำหน่ายและบริโภคละครโทรทัศน์ไทยภายใต้บริบทเฉพาะของแต่ละวัฒนธรรมในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของไทย อันได้แก่ พม่า กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งองค์ความรู้ที่ได้สามารถช่วยให้ผู้ผลิตนำไปสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นฐานความเข้าใจบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างเรื่องที่อาจเป็นชนวนความขัดแย้งทางวัฒนธรรมให้เกิดขึ้น และ/หรือเพื่อสร้างเนื้อหาละครที่เชื่อมโยง “ความเป็นอาเซียน” ที่ทำให้คนในภูมิภาครู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน (อัมพร จิรัฐติกร, 2559: 3-8)

ขมวดท้ายเพื่อท้าทายต่อ

จากกรณีตัวอย่างที่นำแนวคิดของอัปปาดูรัยมาเป็นแว่นในการมองปรากฏการณ์ และต่อยอดด้วยเหตุนี้การเคลื่อนย้ายของผู้คนทำให้ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ความสมานฉันท์ และสายสัมพันธ์อื่น ๆ ของผู้คนขยายใหญ่ขึ้น ความสมานฉันท์และสายสัมพันธ์ข้ามประเทศและข้ามทวีป และการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากถิ่นเดิมไปอยู่ในถิ่นใหม่ ทำให้คนกลุ่มนั้นสร้างท้องถิ่นขึ้นมาใหม่ในประเทศพักพิง โดยอาศัยสื่อสมัยใหม่และภาพลักษณ์ที่เกิดจากสื่อเป็นปัจจัยต่อเชื่อมกับท้องถิ่นเดิม และทำให้คนทั้งที่อยู่ท้องถิ่นเดิมและท้องถิ่นใหม่สัมพันธ์กับท้องถิ่นกับพื้นที่มากกว่าหนึ่งท้องถิ่นและหนึ่งพื้นที่ และกลายเป็นท้องถิ่นข้ามท้องถิ่นระยะไกลและขยายใหญ่ตามสังคมสมัยใหม่ที่ขยายตัวขึ้น (ฐิรวุฒิ เสนาคำ, 2547:118)

หากโลกาภิวัตน์ในกระแสหลักจะมาจากข้างบน แต่วิธีการมองหาความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนตามแนวคิดของอัปปาดูรัยก็เปิดทางให้เรามองเห็นโลกาภิวัตน์จากฐานล่างเช่นกัน ที่ผ่านมาการศึกษาโลกาภิวัตน์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับโลกาภิวัตน์จากข้างบนหรือโลกาภิวัตน์ของทุนนิยม การให้ความสำคัญกับการศึกษาโลกาภิวัตน์จากข้างบน มิได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจน ปัญหาความรุนแรงที่ระเบิดขึ้นมาในท้องถิ่นและมิได้แก้ปัญหาความอยุติธรรมต่อกลุ่มคนที่อยู่ชายขอบของสังคมเกิดขึ้นทั่วไป ดังนั้น เขาจึงเสนอว่า การศึกษาโลกาภิวัตน์จำต้องให้ความสำคัญกับโลกาภิวัตน์จากเบื้องล่าง ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะนำไปสู่การสร้างประชาธิปไตยเชิงลึก ประชาธิปไตยในชีวิตประจำวัน และมุ่งเสริมสร้างปริมณฑลสาธารณะ (public sphere) ในระดับโลก ซึ่งอัปปาดูรัยเห็นว่า กระบวนการโลกาภิวัตน์จากเบื้องล่าง หรือการต่อสู้ของท้องถิ่นที่ถักทอเป็นเครือข่ายระดับโลก มีตัวอย่างให้เห็นหลากหลาย และที่ได้รับการกล่าวถึงค่อนข้างมาก คือ เครือข่ายที่ถักทอโดยองค์กรพัฒนาเอกชน ที่สนับสนุนชุมชนในระดับท้องถิ่นและมุ่งเน้นความเท่าเทียมและความยุติธรรมทางสังคม และการกระจายความมั่งคั่งของสังคมใหม่ เครือข่ายการรณรงค์นโยบายข้ามพรมแดนรัฐ-ชาติ (transnational advocacy networks) เครือข่ายที่ถักทอกันขึ้นเพื่อต่อต้านโลกาภิวัตน์จากเบื้องบน.

***หมายเหตุ บทความนี้ ต้องการสำรวจแนวคิดทฤษฎีและมุมมองสำหรับการศึกษาวัฒนธรรมอาเซียน ซึ่งย้ายแง่มุมใหม่ในการพิจารณาวัฒนธรรมอาเซียน – อัตลักษณ์ที่ขยับออกจากวัฒนธรรมในพื้นที่เป็นทางการ มาพิจารณาชีวิตทางวัฒนธรรมของสามัญชนในอาเซียน ที่ผ่านการปะทะสังสรรค์ หรือผ่านปฏิบัติการในชีวิตประจำวันของสามัญชน โดยเน้นไปที่แนวคิดเรื่องพื้นที่สังคมวิทยาข้ามพรมแดน (Transnationalism) ของอรุชน อัปปาดูรัย นักมานุษยวิทยาชาวอินเดีย เพื่อเปิดมุมมองการทำงานสื่อสารสาธารณะในประเด็นข้ามพรมแดน รวมถึงเป็นเสนอประกอบของข้อเสนอเพื่อการออกแบบเนื้อหา กระบวนการทำงานและรูปแบบการสื่อสารในรายการอาเซียนสเคป รายการสื่อผสมผสานที่ผลิตขึ้นโดยมูลนิธิสื่อประชาธรรม (เดิม: สำนักข่าวประชาธรรม) ร่วมกับศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บรรณานุกรม

กาญจนา แก้วเทพ. (2557). ศาสตร์แห่งสื่อและวัฒนธรรมศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: คณะนิเทศศาสตร์

เกษม เพ็ญภินันท์.(2552). ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมในมนุษยศาสตร์. กรุงเทพฯ: วิภาษา

            จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ชิลเลอร์, เฮอร์เบิร์ต ไอ. (2533). การสื่อสารและการครอบงำทางวัฒนธรรม [Communication and

 Cultural Domination](อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์, ผู้แปล). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ฐิรวุฒิ เสนาคำ. (2547). มโนทัศน์สนามสังคมข้ามพรมแดน. ใน รัฐศาสตร์สาร. เชียงใหม่ :           มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ฐิรวุฒิ เสนาคำ. (2547). อรชุนอัปปาดูรัยกับมโนทัศน์ท้องถิ่นข้ามท้องถิ่น (Translocalities). ในรัฐศาสตร์สาร

            . เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ฐิรวุฒิ เสนาคำ. (2549). เหลียวหน้าแลหลัง วัฒนธรรมป๊อป. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

            (องค์การมหาชน)

ถนัด คอมันตร์.(2559). ริเริ่มก่อตั้งสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN). กรุงเทพฯ:
            คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นพพร ประชากุล. (2552). ยอกอักษร ย้อนความคิด. กรุงเทพฯ: วิภาษา

เบเนดิก แอนเดอร์สัน. (2552). ชุมชนจินตกรรม: บทสะท้อนว่าด้วยการกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม.
            กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

รจิตลักขณ์ แสงอุไร.(2559). วารสารสนเทศโลกาภิวัตน์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

            รวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน 2556-2559. ปทุมธานี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

วิมลรัตน์ รัชชุกูล. (ม.ป.ป.). การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 เสาหลักทางสังคมและ
            วัฒนธรรมของประชาคมอาเซียน ASCC.
สไลด์ประกอบการบรรยาย. สำนักความร่วมมือระหว่าง
            ประเทศ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. เข้าถึงเมื่อ 30 ก.ย.2559 ที่มา
            http://oic.ddc.moph.go.th/oicinfo/huahin/Slide5June2012/03ASEANSocial-Cultural.pdf

ศรัณย์ วงศ์ขจิตร. (2557). อาเซียน: ประชาคมในมิติวัฒนธรรม ความขัดแย้ง และความหวัง. กรุงเทพฯ:

            ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2559). โครงการศึกษาผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการ  

            อันเกิดจากรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน.

อคิน รพีพัฒน์.(2551). วัฒนธรรมคือความหมาย : ทฤษฎีและวิธีการของคลิฟฟอร์ด เกียร์ซ. กรุงเทพฯ: ศูนย์
            มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

อัมพร จิรัฐติกร. (2550). ละครไทยเปลี่ยนเสียงไต: การเมืองเรื่องของการบริโภค กรณีศึกษา

การบริโภคสื่อข้ามพรมแดนของชุมชนไทใหญ่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า” ในการเดินทางของสินค้า

สมัยใหม่. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. น. 1-37.

อัมพร จิรัฐติกร. (2558). พื้นที่สาธารณะข้ามชาติการเมืองเรื่องพื้นที่ของแรงงานอพยพไทใหญ่ในจังหวัด

            เชียงใหม่. เชียงใหม่: ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

อัมพร จิรัฐติกร. (2559). ละครไทยกับผู้ชมอาเซียน: วัฒนธรรมศึกษาของสื่อข้ามพรมแดนใดอาเซียน.

            เชียงใหม่: ศูนย์อาเซียน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Bello, Valeria. (2013). Transnationalism and new media. Transcontinental migrants and

            a Category of Bourgeois Society. Massachusetts: MIT Press.

Habermas, Jurgen. (1989). The Structural Transformation of the Public Sphere: An Iquiry into

            interconnectivity of cultures. Policy Report No. 02/05. Barcelona: United Nations

Kraidy, M Marwan. (2005). Hybridity, or the cultural logic of globalization. Philadelphia: Temple 
            University Press.University Institute on Globalization, Culture and Mobility (UNU- GCM)

Vertovec, Steven. (2009). Transnationalism (Key ideas; Key ideas). London: Routledge.

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,239 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.